วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 2 มกราคม 2563 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเกณฑ์จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม พระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศระหว่างประเทศ พ.ศ. 2558 พ.ศ. ….
2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. ….
3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติพ.ศ. 2559 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 รวม 3 ฉบับ
4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การผลิต หรือนำเข้ามาใน ราชอาณาจักรซึ่งยาแผนปัจจุบัน โดยกระทรวง ทบวง กรม ในหน้าที่ป้องกันหรือ บำบัดโรค สภากาชาดไทย และองค์การเภสัชกรรม พ.ศ. ….
5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
เศรษฐกิจ - สังคม
6. เรื่อง แนวทางการทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมในการอนุมัติ อนุญาต ของทางราชการ
7. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับของขวัญปีใหม่ที่ต้องการจาก รัฐบาล พ.ศ. 2563 (ดส.)
8. เรื่อง โครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร จากใจกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์” ปี พ.ศ. 2563 (กษ.)
9. เรื่อง ของขวัญปีใหม่มอบให้แก่ประชาชน ประจำปี พ.ศ. 2563 ของกระทรวงยุติธรรม
10. เรื่อง ขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวง จังหวัดชลบุรี
11. เรื่อง ขอความเห็นชอบขยายกรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนรุ่นที่ 4
12. เรื่อง การขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจรในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
ต่างประเทศ
13. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างปฏิญญาแสดงเจตจำนงระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนิเวศวิทยาและการ เปลี่ยนผ่านที่ครอบคลุมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสว่าด้วยความร่วมมือในสาขาคมนาคมขนส่ง
14. เรื่องท่าทีไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย –บังกลาเทศ ครั้งที่ 5
แต่งตั้ง
15. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 และการกำหนดค่าตอบแทนของกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจและคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจแต่งตั้ง
16. เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
17. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงาน ป.ป.ท.)
18. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง(ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้)
19. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ แทนตำแหน่งที่ว่าง
20. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงยุติธรรม)
21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ)
22. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ(Tipitaka English Version)
สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โทร. 0 2288-4396
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเกณฑ์จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศระหว่างประเทศ พ.ศ. 2558 พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเกณฑ์จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศระหว่างประเทศ พ.ศ. 2558 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้ คค. เสนอว่า
1. ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาเพื่อการรวบรวมกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับการรับขนระหว่างประเทศทางอากาศ หรืออนุสัญญามอนตริออล ค.ศ. 1999 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2560 โดยมีพระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศระหว่างประเทศ พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายอนุวัติการพันธกรณีตามอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งพระราชบัญญัติฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดความรับผิดของผู้ขนส่งทางอากาศที่มีต่อคนโดยสาร ผู้ตราส่งและผู้รับตราส่ง รวมทั้งกำหนดเกณฑ์การจำกัดความรับผิด (limits of liability) โดยกำหนดเป็นหน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน (Special Drawing Rights ; SDR)
2. สำนักงานสาขาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกได้มีหนังสือถึงสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) แจ้งเรื่องการทบทวนเกณฑ์จำกัดความรับผิดตามข้อ 24 ของอนุสัญญาฯ ว่า องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ในฐานะผู้เก็บรักษาอนุสัญญา (Depository) ได้พิจารณาทบทวนเกณฑ์จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามอนุสัญญาฯ ตามรอบระยะเวลา 5 ปี โดยอ้างอิงตามอัตราเงินเฟ้อสะสมซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.9 โดยการทบทวนดังกล่าวนี้ จะมีผลใช้บังคับภายในหกเดือนนับจากหนังสือแจ้งดังกล่าวนี้ คือ ภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2562 รวมทั้งแจ้งว่าไม่มีกรณีรัฐภาคีส่วนใหญ่แจ้งไม่เห็นด้วยกับการทบทวนปรับแก้เกณฑ์ดังกล่าวภายใน 3 เดือน นับจากหนังสือฉบับแรกของ ICAO และ ICAO ขอให้รัฐภาคีของอนุสัญญาฯ จัดทำกฎหมายภายในเพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ
3. คค. เห็นว่า เกณฑ์จำกัดความรับผิดใหม่นี้มีความเหมาะสมตามสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของโลก และเพื่อให้คนโดยสาร ผู้ตราส่ง หรือผู้รับตราส่ง ได้รับการชดเชยความเสียหายอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้นจากผู้ขนส่ง และโดยที่ มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศระหว่างประเทศ พ.ศ. 2558 บัญญัติว่า เกณฑ์จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัตินี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา คค. จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องนี้ขึ้น เพื่อปรับปรุงเกณฑ์จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งที่มีต่อคนโดยสาร สัมภาระของคนโดยสาร และของที่รับขนส่ง
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
1. เปลี่ยนแปลงเกณฑ์จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศระหว่างประเทศ พ.ศ. 2558 โดยให้ใช้เกณฑ์จำกัดความรับผิด ดังต่อไปนี้แทน
|
เกณฑ์จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในเรื่อง |
เดิม หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน (Special Drawing Rights : SDR)/ คนโดยสาร |
ทบทวนและปรับแก้ในครั้งนี้ หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน* (Special Drawing Rights : SDR)/ คนโดยสาร |
|
คนโดยสารถึงแก่ความตายหรือได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย (มูลค่าความเสียหายที่ผู้ขนส่งไม่อาจบอกปัดหรือจำกัดได้)
(มาตรา 14 ของพระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศฯ)
|
113,100 (ประมาณ 4,784,763 บาท) |
128,821 (ประมาณ 5,462,491 บาท) |
|
ความล่าช้าในการรับขนคนโดยสาร (มาตรา 15 ของพระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศฯ) |
4,694 (ประมาณ 198,582 บาท) |
5,346 (ประมาณ 226,690 บาท) |
|
สัมภาระลงทะเบียนถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหาย หรือสัมภาระล่าช้า (มาตรา 16 ของพระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศฯ) |
1,131 (ประมาณ 47,848 บาท) |
1,288 (ประมาณ 54,616 บาท) |
|
ของถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหาย หรือสัมภาระล่าช้า (มาตรา 39 ของพระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศฯ) |
19/กิโลกรัม (ประมาณ 804 บาท) |
22/กิโลกรัม (ประมาณ 933 บาท) |
* กพท. ได้คำนวณเกณฑ์จำกัดความรับผิดที่อาจมีการปรับแก้เพิ่มเติมตามที่ ICAO ได้แจ้ง โดยนำข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 2 สิงหาคม 2562 มาคำนวณเพื่อประกอบการพิจารณาทบทวน และเมื่อมีการปริวรรตเป็นเงินบาท โดย 1 SDR เท่ากับ 1.37 USD และ 1 USD เท่ากับ 30.88 บาท
2. พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป
2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
กษ. เสนอว่า โดยที่การกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2546 ออกตามความในพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน สมควรปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. …. มาเพื่อดำเนินการ
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
กำหนดให้ยกเลิกกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการ สัตวแพทย์ พ.ศ. 2546 และกำหนดอัตร่าค่าธรรมเนียม ดังนี้
|
รายการ |
อัตราค่าธรรมเนียม (ฉบับละ/บาท) |
||
|
เดิม |
ปรับปรุง |
||
|
1. |
ค่าขึ้นทะเบียนและใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นหนึ่งและค่าต่ออายุใบอนุญาต |
3,000 |
5,000 |
|
2. |
ค่าขึ้นทะเบียนและใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นสองและค่าต่ออายุใบอนุญาต |
2,000 |
3,000 |
|
3. |
ค่าหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการ สัตวแพทย์ |
200 |
500 |
|
4. |
ค่าหนังสืออนุมัติ หรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ และหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพการสัตวแพทย์ |
2,000 |
เท่าเดิม |
|
5. |
ค่าใบแทนใบอนุญาตตาม 1 และ 2 และใบแทนเอกสารตาม 4 |
200 |
500 |
3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 รวม 3 ฉบับ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบ ดังนี้
1. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง รวม 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1) ร่างกฎกระทรวงกำหนดเครื่องกำเนิดรังสีเพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์ ที่ต้องแจ้งการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ พ.ศ. …. 2) ร่างกฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาในการแจ้งการมีไว้ในครอบครอง หรือใช้เครื่องกำเนิดรังสีเพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์ พ.ศ. …. 3) ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยเครื่องกำเนิดรังสีเพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
2. รับทราบรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการจัดทำร่างกฎกระทรวงตามข้อ 1. รวม 3 ฉบับ ได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดเครื่องกำเนิดรังสีเพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์ ที่ต้องแจ้งการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ พ.ศ. …. มีสาระสำคัญคือ
กำหนดให้ผู้มีไว้ครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสีที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับใช้เพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์ซึ่งไม่มีวัสดุกัมมันตรังสีเป็นส่วนประกอบ และเพื่อใช้งานในสถานพยาบาล ต้องแจ้งครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสี ดังนี้
(1) เครื่องเอกซเรย์ทั่วไป (general x – ray machine)
(2) เครื่องเอกซเรย์ทันตกรรม (dental x – ray machine)
(3) เครื่องเอกซเรย์เต้านม (mammographic x – ray machine)
(4) เครื่องตรวจความหนาแน่นของกระดูก (bone densitometer)
(5) เครื่องเอกซเรย์ระบบหลอดเลือด (angiogram or digital subtraction angiography)
2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาในการแจ้งการมีไว้ในครอบครอง หรือใช้เครื่องกำเนิดรังสีเพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์ พ.ศ. …. มีสาระสำคัญคือ
2.1 กำหนดนิยาม คำว่า “ใบแจ้งครอบครอง” “เครื่องกำเนิดรังสี” “ผู้แจ้ง” และ “ผู้รับแจ้ง”
2.2 ให้ผู้แจ้งยื่นแจ้งการครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสี ก่อนการใช้งานครั้งแรกต่อผู้รับแจ้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีไว้ในครอบครองหรือใช้
2.3 ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำขอ พร้อมเอกสารหลักฐานให้ถูกต้องครบถ้วน ในกรณีที่แบบคำขอหรือเอกสารหลักฐานไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ให้ผู้รับแจ้งแจ้งต่อผู้แจ้งทราบและดำเนินการแก้ไขหรือส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้ถูกต้องครบถ้วนภายในสามสิบวัน
2.4 ผู้แจ้งที่ประสงค์จะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในใบแจ้งครอบครองซึ่งไม่เกี่ยวกับข้อมูลรายการเครื่องกำเนิดรังสีที่แจ้งครอบครองหรือใช้ ให้ยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในใบแจ้งครอบครองต่อผู้รับแจ้งภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่ได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงข้อมูล
2.5 ในกรณีที่ใบแจ้งครอบครองชำรุดในสาระสำคัญ สูญหาย หรือถูกทำลาย ให้ผู้แจ้งยื่นคำขอรับใบแทนใบแจ้งครอบครองต่อผู้รับแจ้ง พร้อมด้วยเอกสารหรือหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบคำขอรับใบแทนใบแจ้งครอบครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับทราบถึงการชำรุดในสาระสำคัญ สูญหาย หรือถูกทำลาย
2.6 ในกรณีผู้แจ้งมีความประสงค์จะยกเลิกการครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสีตามที่ได้แจ้งไว้ ให้ผู้แจ้งยื่นคำขอยกเลิกการครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสีต่อผู้รับแจ้ง
2.7 กรณีเครื่องกำเนิดรังสีตามที่ได้แจ้งครอบครองหรือใช้เกิดสูญหาย ให้ผู้แจ้งแจ้งต่อผู้รับแจ้งภายในสิบวันนับแต่วันที่ทราบเหตุแห่งการสูญหาย และให้ผู้รับแจ้งดำเนินการแก้ไขเอกสารแนบท้ายใบแจ้งครอบครองให้กับผู้แจ้งภายในสิบห้าวัน
2.8 แบบคำขอแจ้งการครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสี แบบคำขอแก้ไขใบแจ้งครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสี แบบคำขอรับใบแทนใบแจ้งครอบครอง แบบคำขอยกเลิกการครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสี แบบคำขอเพิ่มรายการครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสี และแบบแจ้งเครื่องกำเนิดรังสีสูญหาย ให้เป็นไปตามที่ผู้รับแจ้งประกาศกำหนด
2.9 ให้ผู้รับแจ้งรายงานข้อมูลการแจ้งการครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสีต่อคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยเครื่องกำเนิดรังสีเพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์ พ.ศ. …. มีสาระสำคัญคือ
3.1 กำหนดนิยาม คำว่า “ความปลอดภัยทางรังสี” “มาตรการด้านความปลอดภัยทางรังสี” “เครื่องกำเนิดรังสี” “ผู้แจ้ง” “ผู้รับแจ้ง” “ปริมาณรังสีสมมูล” “ปริมาณรังสียังผล” และ “ผู้ปฏิบัติงานทางรังสี”
3.2 กำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางรังสี โดย
- ผู้แจ้งต้องดูแลรักษาให้เครื่องกำเนิดรังสีที่ครอบครองหรือใช้มีความปลอดภัยตามเกณฑ์
- สถานที่ บริเวณ หรือห้อง ที่ติดตั้งเครื่องกำเนิดรังสี ต้องสามารถป้องกันรังสีได้ตามมาตรฐานที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำหนด
- ต้องมีสัญลักษณ์เตือนภัยทางรังสีหรือคำเตือน
- ผู้แจ้งต้องจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันรังสีสำหรับผู้ป่วยหรือญาติ รวมถึงของบุคลากรที่จำเป็นต้องอยู่ภายในห้องเครื่องกำเนิดรังสีตามความเหมาะสม
- ผู้แจ้งต้องจัดให้มีอุปกรณ์รังสีบุคคล เช่น แผ่นวัดรังสีโอเอสแอล (OSL) หรือทีแอลดี (TLD) โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือหน่วยงานที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ประกาศรับรอง
3.3 กำหนดขีดจำกัดปริมาณรังสี โดย
- ผู้แจ้งต้องควบคุมดูแลและป้องกันอันตรายจากรังสีให้ผู้ปฏิบัติงานทางรังสีต้องไม่ได้รับรังสีเกินกว่าขีดจำกัดปริมาณรังสีที่กำหนด
- ผู้ปฏิบัติงานทางรังสีซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตร ให้ใช้ขีดจำกัดปริมาณรังสีเช่นเดียวกันกับประชาชนทั่วไป
- ผู้แจ้งต้องควบคุมการป้องกันอันตรายจากรังสีให้การใช้งานเครื่องกำเนิดรังสีมีความปลอดภัย สามารถป้องกันรังสีที่ประชาชนจะมีโอกาสได้รับรังสีไม่เกินกว่าขีดจำกัดปริมาณรังสีที่กำหนด
3.4 กำหนดผู้ควบคุมใช้งานเครื่องกำเนิดรังสี
- ผู้แจ้งต้องจัดให้มีผู้ควบคุมใช้งานเครื่องกำเนิดรังสี โดยคุณสมบัติเป็นผู้มีใบประกอบโรคศิลปะหรือใบประกอบวิชาชีพ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่นักฟิสิกส์การแพทย์ หรือเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานรังสี ปฏิบัติงานภายใต้กำกับดูแลของผู้มีใบประกอบโรคศิลปะหรือใบประกอบวิชาชีพ
3.5 กำหนดการดำเนินการด้านการป้องกันอันตรายจากรังสี
- ผู้แจ้งต้องรับผิดชอบป้องกันอันตรายจากรังสีจากการใช้เครื่องกำเนิดรังสี โดยจัดให้มีการดำเนินการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยเครื่องกำเนิดรังสี ให้เครื่องกำเนิดรังสีที่ครอบครองหรือใช้มีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำหนด
- ให้ผู้แจ้งรายงานผลการดำเนินการด้านการป้องกันอันตรายจากรังสีแก่ผู้รับแจ้ง โดยยื่นพร้อมกับการยื่นสำเนารายงานผลการทดสอบเครื่องกำเนิดรังสีภายใน 60 วัน
4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การผลิต หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาแผนปัจจุบัน โดยกระทรวง ทบวง กรม ในหน้าที่ป้องกันหรือบำบัดโรค สภากาชาดไทย และองค์การเภสัชกรรม พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การผลิต หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาแผนปัจจุบัน โดยกระทรวง ทบวง กรม ในหน้าที่ป้องกันหรือบำบัดโรค สภากาชาดไทย และองค์การเภสัชกรรม พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงสาธารณสุขรับความเห็นของสภากาชาดไทยไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. กำหนดนิยาม “ผู้ผลิตยา” “สถานพยาบาลของรัฐ” “ผลิตยา” “ผู้นำเข้ายา” “นำเข้ายา” “ขาย” “เภสัชเคมีภัณฑ์” “เภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป” “เภสัชชีววัตถุ” “เภสัชภัณฑ์รังสี”
2. กำหนดแบบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและนำเข้ายาตามกฎกระทรวงนี้ ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
3. กำหนดการยื่นแบบแจ้งตามกฎกระทรวงฉบับนี้ให้ยื่น ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
4. กำหนดให้การรับแจ้งการผลิต หรือนำเข้ายาแผนปัจจุบัน จะแสดงไว้ในแบบแจ้ง หรือจะออกเป็นหนังสือ หรือให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด
5. กำหนดการแจ้งการผลิตยาแผนปัจจุบันต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมแนบแผนที่แสดงที่ตั้งสถานที่ผลิตยา และสถานที่เก็บยา
6. กำหนดให้ผู้ผลิตยาขายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางการค้าจะต้องดำเนินการและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
7. กำหนดให้ผู้ผลิตยาขายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือได้รับผลตอบแทนจะต้องดำเนินการและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดรายละเอียด หลักเกณฑ์ และวิธีการในการผลิตยาแผนปัจจุบัน
8. กำหนดการแจ้งการนำเข้ายาแผนปัจจุบันต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาพร้อมแนบแผนที่แสดงที่ตั้ง สถานที่เก็บยา เอกสารหรือหลักฐานที่ระบุไว้ในแบบแจ้งและตามที่กำหนดไว้เกี่ยวกับหนังสือชี้แจงวัตถุประสงค์การนำเข้ายาฯ ฉลาก เอกสารกำกับยา หนังสือรับรองผลิตภัณฑ์ยา หรือเอกสารเทียบเท่า ใบรับรองผลวิเคราะห์
9. กำหนดให้มีการจัดทำบัญชี และรายงานที่เกี่ยวกับการนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักร
5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
กำหนดให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ และมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
เศรษฐกิจ - สังคม
6. เรื่อง แนวทางการทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมในการอนุมัติ อนุญาต ของทางราชการ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการทบทวนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการอนุมัติ อนุญาต ของทางราชการ ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ ดังนี้
แนวทางการทบทวนฯ แบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้
ต้นทุน หากรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่ำกว่าต้นทุนในการดำเนินการ ให้หน่วยงานพิจารณายกเลิกการจัดเก็บดังกล่าว เนื่องจากไม่คุ้มค่าต่อการดำเนินการของภาครัฐ
อนุญาต ของทางราชการ ตามเงื่อนไข ดังนี้
2.1 หากรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่ำกว่าต้นทุนในการดำเนินการ ให้หน่วยงานพิจารณายกเลิกใบอนุญาต และ/หรือทบทวนขั้นตอนการให้บริการและอาจต้องประเมินเปรียบเทียบกับภาระที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนที่มารับบริการร่วมด้วย
2.2 ควรทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมทุก 5 ปี ตามนัยมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 หากหน่วยงานเห็นควรยกเลิกการจัดเก็บ และ/หรือปรับอัตราค่าธรรมเนียม ให้พิจารณาดำเนินการกับค่าธรรมเนียมที่ถูกระบุในกฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งของหน่วยงานก่อน เนื่องจากสามารถดำเนินการการแก้ไขได้โดยง่าย ทั้งนี้ ในกรณีที่ปรับอัตราค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นจะต้องไม่ก่อให้เกิดภาระต่อประชาชน รวมถึงต้องแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการบริการที่ดีขึ้น
2.3 พิจารณาจากใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต/การรับรอง การจดทะเบียน การขึ้นทะเบียน การรับแจ้ง และการตรวจสอบ ทั้งนี้ ไม่ครอบคลุมใบอนุญาตด้านจริยธรรม เช่น การขอนุญาตฆ่าสัตว์ การขออนุญาตสุรา ยาสูบ และการพนัน เนื่องจากใบอนุญาตดังกล่าวอาจก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ และส่งผลกระทบเชิงลบ รวมถึงใบอนุญาตด้านวัตถุอันตราย เชื้อโรค โบราณวัตถุและศิลปกรรม เนื่องจากต้องใช้เป็นหลักฐานยืนยันทางกฎหมาย และอาจเกี่ยวข้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ
2.4 หากมีการออกใบอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือมีแผนการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้พิจารณาแนวทางการจดแจ้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม หรืออาจยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ เนื่องจากการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถลดต้นทุนในการดำเนินการ รวมถึงการดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยสร้างความโปร่งใส ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้กำกับดูแลตรวจสอบข้อมูลได้ทันที และยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการขอรับบริการ
สำนักงาน ก.พ.ร. มีแผนการดำเนินการโดยให้ส่วนราชการที่มีอัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการอนุมัติ อนุญาตของทางราชการ พิจารณาทบทวนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับปัจจุบัน ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการเสนอผลการดำเนินการต่อ ก.พ.ร. ภายใน 6 เดือน (มีนาคม 2563) และให้สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายภาคธุรกิจและประชาชน
7. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับของขวัญปีใหม่ที่ต้องการจากรัฐบาล พ.ศ. 2563 (ดส.)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับของขวัญปีใหม่ที่ต้องการจากรัฐบาล พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 5,000 คน ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม - 3พฤศจิกายน 2562 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
1. ความเดือดร้อนที่ชุมชน/หมู่บ้านได้รับในรอบปี 2562 มากที่สุด คือ สินค้าอุปโภค-บริโภคราคาแพง (ร้อยละ 23.3) รองลงมา คือ ปัญหาจากการทำเกษตรกรรม เช่น ต้นทุนสูง ผลผลิตราคาตกต่ำและผลผลิตเสียหายจากแมลง/โรคระบาด (ร้อยละ 20.6)
2. ของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2563 ที่ต้องการจากรัฐบาลมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาแพง (ร้อยละ 50.9) รองลงมา คือ การแก้ปัญหาด้านการเกษตร เช่น ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และหาตลาดรองรับ (ร้อยละ 30.6)
3. ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ ประชาชนมีความเชื่อมั่นในระดับเชื่อมั่นมาก – มากที่สุดร้อยละ 39.7 เชื่อมั่นปานกลางร้อยละ 44.4 ขณะที่ไม่เชื่อมั่นร้อยละ 2.2
4. ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อมาตรการ “ชิมช้อปใช้” พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจในระดับมาก-มากที่สุดร้อยละ 36.2 พึงพอใจปานกลางร้อยละ 36.3 ขณะที่พึงพอใจในระดับน้อย-น้อยที่สุดและไม่พึงพอใจร้อยละ 27.5 โดยให้เหตุผล เช่น ระบบการลงทะเบียนและการใช้สิทธิยุ่งยาก ซับซ้อน (ร้อยละ 11.3) สิ้นเปลืองงบประมาณ/ไม่เกิดประโยชน์ (ร้อยละ 8.1)
5. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สำนักงานสถิติแห่งชาติมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
5.1 ควรมีมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เช่น ควบคุมราคาสินค้า แก้ปัญหาด้านการเกษตร แก้ปัญหาน้ำท่วม/ภัยแล้งแก้ปัญหายาเสพติดและปัญหาสภาพแวดล้อมเป็นพิษ
5.2 ควรมีการส่งเสริมโครงการและสวัสดิการของรัฐให้ทั่วถึงและเพียงพอ เช่น ดูแลผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาลฟรี สนับสนุนทุนการศึกษา และจัดหาที่อยู่อาศัย
5.3 ควรมีนโยบายเร่งช่วยเหลือผู้ว่างงาน/ถูกเลิกจ้าง เช่น ชดเชย/เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ อบรมสร้างอาชีพเสริม
5.4 การดำเนินนโยบาย/มาตรการที่ภาครัฐจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมควรมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน
8. เรื่อง โครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร จากใจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปี พ.ศ. 2563 (กษ.)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ โครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร จากใจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปี พ.ศ. 2563 เพื่อสร้างรายได้เพิ่มและลดรายจ่ายครัวเรือนให้กับเกษตรกรและประชาชน และเพื่อมอบความสุขและความรู้ทางด้านการเกษตรให้แก่ประชาชน ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ดังนี้
เพิ่มเติมงานบริการให้แก่เกษตรกรและประชาชน จำนวน 9,102 คน 8,080 ครัวเรือน เช่น ส่งมอบโครงการชลประทานขนาดเล็กที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2562 จำนวน 6 โครงการ ปรับปรุงถนนคันคลองพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 4 ตลอดจนสนับสนุนพันธุ์พืชเสริมรายได้ การฝึกทักษะขยายพันธุ์พืช การผลิตชีวภัณฑ์ และมอบปัจจัยการผลิต จำนวน 20 จุด ใน 20 จังหวัด
2. เพิ่มพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ โดยการจัดหาสินค้าดีมีคุณภาพเพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรให้แก่เกษตรกรจำนวน 28,340 คน เช่น การจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรราคาพิเศษ การจำหน่ายกระเช้าของขวัญจากสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยที่ได้รับเครื่องหมาย ‘Q’ ณ จุดจำหน่ายของหน่วยงานในพื้นที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอดจนจัดจำหน่ายในตลาดออนไลน์
3. ปีใหม่เที่ยวทั่วไทยสุขใจไปกับ กษ. ได้แก่ 1) เปิดสถานที่ราชการปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว มีประชาชนและเกษตรกรได้รับประโยชน์จำนวน 29,500 คน เช่น โครงการชลประทานกาฬสินธุ์ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ จังหวัดมุกดาหาร ศูนย์เรียนรู้โครงการพระราชดำริ โรงเรียนข้าวนาและชาวนา ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2) เปิดสถานที่ให้ประชาชนเข้าชมฟรี/ลดค่าบริการ มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 116,000 คน เช่น เปิดสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำให้ประชาชนเข้าชมฟรี จำนวน 8 แห่ง เปิดพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ประชาชนเข้าชมฟรี และ 3) ตั้งจุดบริการประชาชน มีประชาชนได้รับประโยชน์จำนวน 31,630 คน โดยให้บริการประชาชนหน้าสถานที่ราชการที่อยู่ในเส้นทางการเดินทางช่วงเทศกาล เช่น จุดพักรถ ห้องน้ำ ขนม และน้ำดื่ม จำนวน 198 จุด
9. เรื่อง ของขวัญปีใหม่มอบให้แก่ประชาชน ประจำปี พ.ศ. 2563 ของกระทรวงยุติธรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอการดำเนินการโครงการ/กิจกรรมของขวัญปีใหม่มอบให้แก่ประชาชน ประจำปี พ.ศ. 2563 ของกระทรวงยุติธรรม
สรุปโครงการหรือกิจกรรมที่จะมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน ประจำปี พ.ศ. 2563 รวม 23 โครงการ
|
แนวทาง |
โครงการ/กิจกรรม |
ระยะเวลา |
สถานที่ดำเนินการ |
|---|---|---|---|
|
1. การลดภาระค่าใช้จ่าย และช่วยเหลือประชาชน ให้เข้าถึงความยุติธรรม |
1.1 การจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี (กบค.) - เพื่อเพิ่มโอกาสให้เจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถเจรจากันได้ ด้วยความพึงพอใจ สะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย และเป็นธรรม |
12 ม.ค. 63 |
- ส่วนกลาง |
|
1.2 การจัดขายทอดตลาดในวันหยุดราชการ : วันเสาร์ (กบค.) - เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าซื้อทรัพย์จากการ ขายทอดตลาดในวันหยุดได้ |
28 ธ.ค. 62 - 25 ม.ค. 63 |
- ส่วนกลาง - ส่วนภูมิภาคที่กำหนด |
|
|
1.3 การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ในโครงการ DJOP Center ซึ่งเป็นผลงานของเด็กและเยาวชนในความดูแลของกรมพินิจฯ ในราคาพิเศษ (ลดราคา 10 - 20 %) (กพน.) |
28 ธ.ค. 62 - 1 ม.ค. 63 |
- สถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกฯ |
|
|
1.4 การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ซี่งเป็นผลงานของผู้ต้องขัง ในราคาพิเศษ (รท.) |
28 ธ.ค. 62 - 1 ม.ค. 63 |
- ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เรือนจำและทัณฑสถาน |
|
|
1.5 การให้บริการการบันทึกภาพลักษณะร่องรอยตำหนิพิเศษของ พระเครื่องให้กับประชาชนตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ (สนว.) |
1-31 ม.ค. ๖๓ |
- สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ |
|
|
2. การให้บริการความรู้และ ความเข้าใจด้านกฎหมาย |
2.1 การให้ความรู้กฎหมายแก่ประชาชน : (กบค.) - กฎหมายในชีวิตประจำวัน - กฎหมายค้ำประกัน จำนำ จำนอง ขายฝาก - กระบวนการขั้นตอนการบังคับคดี - การวางทรัพย์และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท |
25 ม.ค. 63 28 ม.ค. 63 30 ม.ค. 63
|
- จังหวัดสุโขทัย - จังหวัดนครสวรรค์ - จังหวัดสิงห์บุรี
|
|
2.2 การลงพื้นที่ทั่วประเทศในการให้คำปรึกษากฎหมาย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (กบค.) |
ช่วงเทศกาล ปีใหม่ |
- สถานีขนส่งสายใต้ - สบค.ทั่วประเทศ |
|
|
2.3 “ส่งความสุข ส่งความรู้กฎหมายกลับบ้าน ในเทศกาลปีใหม่ ” (สกธ.) |
26 ธ.ค. 62 |
- สถานีขนส่งหมอชิต - สถานีรถไฟหัวลำโพง |
|
|
2.4 “ฉลองเทศกาลปีใหม่ ปลอดภัยจากยาเสพติด” (ป.ป.ส.) ช่วงรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ - ให้แก่พนักงาน เจ้าของผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป |
16-24 ธ.ค.62 |
- สำนักงานนิคม อุตสาหกรรม - สถานประกอบการ |
|
|
2.5 ไกล่เกลี่ยก่อนไหม ไม่ต้องไปขึ้นศาล (กคส.) - การประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนในการบริการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาท ตาม พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 |
ตลอดปี 2563 |
- กรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ
|
|
|
3. การบริการงานยุติธรรม ช่วงเทศกาลปีใหม่
|
3.1 โครงการยุติธรรมเชิงรุกสร้างสุขให้ประชาชน โดยรับเรื่องราวร้องเรียนจากประชาชน ให้คำปรึกษาแนะนำ และประสานการช่วยเหลือแบบบูรณาการฯ (สชจ.) |
เริ่มตั้งแต่ ต.ค. 62 |
- สำนักงานยุติธรรม จังหวัดทั่วประเทศ |
|
3.2 บริการญาติเยี่ยมพิเศษโดยผู้ปกครองสามารถขอรับบริการ ญาติเยี่ยมได้ทุกวัน (กพน.) |
28 ธ.ค. 62 - 1 ม.ค. 63 |
- สถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกฯ |
|
|
3.3 โครงการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ (รท.) - นักโทษเด็ดขาดที่รับอนุมัติจ่ายออกทำงานสาธารณะ นอกเรือนจำ หรือได้รับอนุญาตให้ออกทำงานนอกเรือนจำ ออกไปทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกับชุมชน เช่น 1 เรือนจำ 1 วัด 1 โรงเรียน
|
ช่วงเทศกาล ปีใหม่ |
1. เรือนจำ 2. ทัณฑสถาน 3. สถานกักขัง |
|
|
3.4 โครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ (คป.) 1) กิจกรรมในช่วงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ได้แก่ - การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความตระหนัก และความสำนึกในการขับขี่ - การทำงานบริการสังคมที่ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน เช่น การปรับภูมิทัศน์ การทำความสะอาดเครื่องหมาย จราจร การตัดแผ้วถางสิ่งกีดขวางบริเวณจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ 2) กิจกรรมช่วงควบคุมเข้มข้น ได้แก่ - การจัดเวรให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่รับคดีที่ศาลหรือ สำนักงานเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมดูแลผู้กระทำผิด ในคดีเกี่ยวกับการจราจร - การสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการให้บริการ ประชาชน ณ จุดบริการประชาชน ด่านชุมชนและด่าน ตรวจค้นตามถนนสายหลักก่อนเข้าจังหวัด |
16 -26 ธ.ค. 62
24 ธ.ค. 62 - 2 ม.ค. 63 |
- ทั่วประเทศ
- ทั่วประเทศ |
|
|
3.5 กิจกรรมเยียวยาประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อในคดีอาญา ให้ได้รับความเป็นธรรม (กคส.) |
25 ธ.ค. 62 - 31 ม.ค. 63 |
- กรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ - ส่วนภูมิภาค |
|
|
3.6 คุ้มครองสิทธิฉับไวประชาชนสุขใจ (กคส.) - จัดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบติดตามสถานการณ์ และลงพื้นที่เชิงรุก แจ้งสิทธิผู้เสียหาย และรับคำขอตาม พ.ร.บ. ค่าตอบแทน ผู้เสียหายฯ |
28 ธ.ค. 62 – 31 ม.ค. 63 |
- กรุงเทพมหานคร |
|
|
3.7 “ฉลองเทศกาลปีใหม่ ปลอดภัยจากยาเสพติด” (ป.ป.ส.) ช่วงปฏิบัติการ - บูรณาการร่วมกับหน่วยบริการในพื้นที่ ได้แก่ การตรวจ ปัสสาวะพนักงานขับรถโดยสาร/ตรวจวัดแอลกอฮอล์ เป็นต้น - พบปะประชาชนในหมู่บ้านชุมชน สร้างการมีส่วนร่วม |
25 ธ.ค. 62 – 5 ม.ค. 63 |
- สถานีขนส่งผู้โดยสาร ทั่วประเทศ - หมู่บ้านกองทุนแม่ ของแผ่นดิน - จุดตรวจ |
|
|
4. การบริการงานยุติธรรม ผ่านระบบเทคโนโลยี |
4.1 การเยี่ยมเด็กและเยาวชนทางไกล ผ่านระบบ VDO Conference ตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.30 น. (กพน.) |
28 ธ.ค. 62 - 1 ม.ค. 63 |
- สถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกฯ |
|
4.2 Application นัดหมายพนักงานสอบสวนด้วยระบบ On Line โดย QR Code เพื่อนัดหมายวัน เวลา สถานที่ มาให้ปากคำต่อ เจ้าพนักงานสอบสวน (กสพ.) หรือสามารถติดต่อผ่านเว็บไซต์ https://register.dsi.go.th/NiceReview/New |
1 ธ.ค. 62 - 31 มี.ค. 63 |
- On Line |
|
|
4.3 Application ผู้เสียหายคดีแชร์ลูกโซ่ ให้ข้อมูล/ปากคำเบื้องต้น ผ่านระบบ On Line โดย QR Code (กสพ.) หรือสามารถติดต่อผ่านเว็บไซต์ https://register.dsi.go.th/NiceReview/New |
1 ธ.ค. 62 - 31 มี.ค. 63 |
- On Line |
|
|
4.4 สายด่วนยุติธรรมสร้างสุขไม่ต้องขอ เรารอ 24 ชั่วโมง (กคส.) - ให้บริการปรึกษาทางกฎหมายหลายภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษายาวี ภาษาบาฮาซา ภาษามาเลย์ ภาษาไทย รวมถึงรับเรื่องราวร้องทุกข์ ตลอด 24 ชั่วโมง |
ตลอดปี 2563 |
- ทั่วประเทศ - โทร. 1111 กด 77 ฟรี |
|
|
4.5 กิจกรรมยกระดับการขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม ผ่านช่องทางดิจิทัล (กย.) - Mobile Application : Justice Fund - เพจ Facebook กองทุนยุติธรรม |
ตลอดปี 2563 |
- สำนักงานกองทุน ยุติธรรม - สำนักงานยุติธรรม จังหวัดทุกจังหวัด |
|
|
4.6 การรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... (กคส.) ผ่านช่องทางดิจิทัลและการลงพื้นที่ 5 ภูมิภาค |
ธ.ค. 62 - ม.ค. 63 |
- กรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ
|
10. เรื่อง ขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวง จังหวัดชลบุรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวง จังหวัดชลบุรี จากเดิม 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 – 2562) เป็น 14 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 – 2566) ภายใต้กรอบวงเงินโครงการฯ ที่ได้รับอนุมัติไว้เดิม จำนวน 9,341.36 ล้านบาท
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. รายงานว่า กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 โดยมีผลการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรค สรุปได้ดังนี้
1. ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
1.1 งานที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 1 รายการ ได้แก่ งานก่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบพร้อมส่วนประกอบอื่น ซึ่งปัจจุบันได้เปิดใช้งานและเก็บกักน้ำแล้ว โดยมีโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองหลวง รัชชโลทร สำนักงานชลประทานที่ 9 รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำ
1.2 งานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ มี 3 รายการ สรุปได้ ดังนี้
1) งานก่อสร้างคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบฝั่งขวา กรมชลประทานได้ว่าจ้างผู้รับจ้าง ตามสัญญา กจ. 25/2556 (กสพ.) ลงวันที่ 12 กันยายน 2556 กำหนดแล้วเสร็จภายใน 630 วัน เริ่มวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 สิ้นสุดอายุสัญญาวันที่ 6 สิงหาคม 2558 และแก้ไขสัญญาเพิ่มเติม จำนวน 5 ครั้ง วงเงินค่าก่อสร้าง 387.55 ล้านบาท ครบอายุสัญญาตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมในวันที่ 19 มีนาคม 2563 ปัจจุบันมีผลงานสะสมร้อยละ 50.87
2) งานจ้างก่อสร้างคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบฝั่งซ้าย กรมชลประทานได้ว่าจ้างผู้รับจ้าง ตามสัญญา กจ. 28/2561 (สพด.) ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2561 วงเงินค่าก่อสร้าง 259.63 ล้านบาท อายุสัญญา 900 วัน เริ่มวันที่ 15 สิงหาคม 2561 สิ้นสุดอายุสัญญาวันที่ 30 มกราคม 2564 ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างและมีผลงานสะสมร้อยละ 12.05
3) งานจ้างก่อสร้างคลองส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบฝั่งซ้าย สัญญาที่ 2 [เป็นส่วนหนึ่งของงานในข้อ 2)] ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกรมชลประทานเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2563 และมีแผนการดำเนินงานก่อสร้างในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – พ.ศ. 2566
|
รายการ (อยู่ระหว่างดำเนินการ) |
วงเงิน (ล้านบาท) |
สัญญา |
ผลงาน สะสม |
|
|
เริ่มสัญญา |
สิ้นสุด |
|||
|
1) คลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบฝั่งขวา |
387.55 (ตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม) |
15 พฤศจิกายน 2556 |
19 มีนาคม 2563 |
50.87% (ณ ส.ค. 62) |
|
2) คลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบฝั่งซ้าย |
259.63 |
15 สิงหาคม 2561 |
30 มกราคม 2564 |
12.05% (ณ พ.ค. 62) |
|
3) คลองส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบฝั่งซ้าย สัญญาที่ 2 |
270.00 |
มีแผนการดำเนินงานก่อสร้างในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2566 |
||
2. ปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและการใช้ประโยชน์พื้นที่ของราษฎรเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้ออกแบบก่อสร้างไว้เดิมประกอบกับในขั้นตอนการจัดหาที่ดินมีเจ้าของทรัพย์สินส่วนหนึ่งไม่ยอมรับราคาค่าทดแทนทรัพย์สินที่ภาครัฐกำหนด บางส่วนไม่ยินยอมให้เข้าใช้พื้นที่ รวมทั้งที่ดินบางแปลงติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งในการดำเนินการจัดหาที่ดิน กรมชลประทานใช้วิธีเจรจาซื้อขายที่ดินจากราษฎรที่ถูกกำหนดเป็นเขตชลประทานควบคู่กับการใช้พระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ประกอบกับกรมชลประทานได้มีการแก้ไขแบบก่อสร้างเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับราษฎรและเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ รวมทั้งการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทำให้กรมชลประทานต้องปรับแผนการดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้ากว่าแผนงานที่กำหนดไว้เดิมจึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาโครงการฯ ออกไป โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ทั้งหมดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566
3. แผนปฏิบัติการ
3.1 งานที่ต้องดำเนินการในช่วงระยะเวลา 3 เดือน (จะดำเนินการตั้งแต่ได้รับงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563)
1) ก่อสร้างคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบฝั่งขวาและก่อสร้างคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบฝั่งซ้ายให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ รวมทั้งเตรียมความพร้อมงานก่อสร้างคลองส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบฝั่งซ้าย สัญญาที่ 2 (ตามข้อ 1.2) ให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
2) จัดหาที่ดินงานคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำให้สอดคล้องกับแผนงานก่อสร้าง
3) กษ. (กรมชลประทาน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม
3.2 งานที่ต้องดำเนินการในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี กษ. (กรมชลประทาน) จะดำเนินการก่อสร้างและเตรียมความพร้อมงานคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำ งานการจัดหาที่ดิน และแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต่อเนื่องจากแผนปฏิบัติการในช่วงระยะเวลา 3 เดือนแรก ให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ รวมทั้งติดตามเร่งรัด การเบิกจ่ายงบประมาณของงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้
11. เรื่อง ขอความเห็นชอบขยายกรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 4
คณะรัฐมนตรีพิจารณา เรื่อง ขอความเห็นชอบขยายกรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุ่น รุ่นที่ 4 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ แล้วมีมติดังนี้
1. เห็นชอบขยายกรอบระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (โครงการฯ) รุ่นที่ 4 ออกไปอีก 2 ปี จาก ปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 – 2563 [คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบระยะเวลาในการดำเนินโครงการฯ แล้ว (มติคณะรัฐมนตรี 21 มกราคม 2556)] เป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2565 และขอผูกพันงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 81.85 ล้านบาท [งบประมาณดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบไว้แล้ว (มติคณะรัฐมนตรี 21 มกราคม 2556)] โดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) จะเป็นผู้ขอตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการฯ ในภาพรวมเป็นรายปีต่อไป
สำหรับงบประมาณในการดำเนินโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 4 ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการรับความเห็นของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงาน ก.พ. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
2. ในกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการมีความประสงค์ที่จะดำเนินโครงการฯ รุ่นต่อ ๆ ไปในอนาคต ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น (1) ผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรคที่ผ่านมา และแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่เป็นรูปธรรม (2) เหตุผลความจำเป็น ในการดำเนินโครงการฯ รุ่นต่อไป และความเป็นไปได้ที่จะมีจำนวนนักเรียนทุนได้ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ (3) การวางแผนและเตรียมกำลังคนให้พร้อมในสาขาวิชาต่าง ๆ ทั้งสาขาวิชาที่ขาดแคลนและสาขาวิชาที่สอดรับกับสภาวการณ์ของประเทศไทย เพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต อาทิ นักการตลาดออนไลน์ระหว่างประเทศ นักวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และนำเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการฯ ตามขั้นตอนต่อไป
3. ให้สำนักงาน ก.พ. เร่งรัดการดำเนินการตามนัยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2561 (เรื่อง การจัดสรรทุนรัฐบาลให้แก่หน่วยงานของรัฐ) ด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
เรื่องนี้เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (21 มกราคม 2556) เห็นชอบการดำเนินโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (โครงการฯ) รุ่นที่ 4 ซึ่งมีรายละเอียดโดยสรุป ดังนี้
|
หัวข้อ |
รายละเอียด |
||||||||||||||||||||
|
วัตถุประสงค์ |
เพื่อให้นักเรียนที่เรียนดี มีความประพฤติดี ได้มีโอกาสรับทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีหรือปริญญาใบแรกทั้งในประเทศและต่างประเทศตามสาขาวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับทุนและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย |
||||||||||||||||||||
|
ระยะเวลาดำเนินโครงการฯ |
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 - 2563 |
||||||||||||||||||||
|
กรอบวงเงินงบประมาณ |
14,493 ล้านบาท |
||||||||||||||||||||
|
ผลการดำเนินโครงการฯ |
|
||||||||||||||||||||
|
เงื่อนไขภายหลัง จากจบโครงการฯ |
นักเรียนผู้รับทุนที่สำเร็จการศึกษาจากโครงการฯ แล้ว จะต้องทำงานในประเทศไทยซึ่งสามารถเลือกทำงานได้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน |
||||||||||||||||||||
โดยในครั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบขยายกรอบระยะเวลาในการดำเนินโครงการฯ รุ่นที่ 4 ออกไปอีก 2 ปี จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 – 2563 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 -2565 และขอผูกพันงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 81.85 ล้านบาท (งบประมาณดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบไว้แล้ว) โดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้ขอตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการฯ ในภาพรวมเป็นรายปีต่อไป เนื่องจากในช่วงดำเนินการเปิดรับสมัครนักเรียนทุนเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ รุ่นที่ 4 มีการเปิดรับสมัครถึง 3 ครั้ง เพราะจำนวนนักเรียนทุนไม่เป็นไปตามเป้าหมายของโครงการฯ ส่งผลให้นักเรียนทุนที่สมัครในครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ไม่สามารถสำเร็จการศึกษาได้ทันตามกรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ ที่คณะรัฐมนตรีได้เคยอนุมัติไว้ (จะจบการศึกษาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จำนวน 113 คน และจะจบการศึกษาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 4 คน) ประกอบกับนักเรียนทุนบางรายได้ขอพักการศึกษาจากปัญหาสุขภาพ และบางรายมีการขอปรับเปลี่ยนมาศึกษาในประเทศ
12. เรื่อง การขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
คณะรัฐมนตรีพิจารณา เรื่อง การขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) เสนอแล้วมีมติดังนี้
1. เห็นชอบในหลักการตามกรอบแนวทางการดำเนินโครงการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยให้ ศอ.บต. รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการแล้วนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้พิจารณาก่อนดำเนินตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ ให้ ศอ.บต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องด้วย
2. รับทราบการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการบริหารโครงการพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยให้มีศูนย์ประสานและบริการเบ็ดเสร็จด้านพลังงานเป็นส่วนงานภายใน ศอ.บต. และให้ ศอ.บต. หารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาการกำหนดกลไกการดำเนินโครงการนี้ให้มีลักษณะเดียวกับโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เช่น การพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการของชุมชน การกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางการรับซื้อไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก (AEDP) ของกระทรวงพลังงานและแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 (PDP2018) ทั้งนี้ ให้พิจารณาประเด็นความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าวกับคณะกรรมการตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วย
3. มอบหมายให้ ศอ.บต. เป็นหน่วยจัดทำรายงานความก้าวหน้าปัญหาและอุปสรรคของโครงการฯ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาและอุปสรรคโดยเร็ว รวมทั้งประสานและอำนวยการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด พร้อมทั้งร่วมมือกับทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์ผลกระทบเชิงบวกต่อสาธารณชนให้ทราบและเห็นความก้าวหน้าของโครงการฯ และการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม
4. ให้ ศอ.บต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำมาตรการเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการฯ ที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีที่มีจำนวนประชาชน/กลุ่มอาชีพ/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์ของประชาชนให้ความสนใจในการเข้าร่วมการดำเนินโครงการฯ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
สาระสำคัญของเรื่อง
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินโครงการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกิจการพลังงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยใช้แนวทางประชารัฐด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สร้างความมั่นคงทางพลังงาน รวมทั้งช่วยพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินโครงการฯ กำหนดให้มีคณะกรรมการอำนวยการบริหารโครงการพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งเป็นกลไกการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าภาคใต้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมเกี่ยวกับกำหนดประเภทเชื้อเพลิง สถานที่ตั้ง คัดเลือกโครงการ กำหนดวันจ่ายไฟฟ้า การจัดตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ เป็นต้น รวมทั้งกำหนดให้มีศูนย์ประสานและบริการเบ็ดเสร็จด้านพลังงานเป็นส่วนงานภายใน ศอ.บต. เพื่อเป็นสำนักงานดำเนินโครงการ ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินโครงการฯ ประกอบด้วย 3 กระบวนการ สรุปได้ ดังนี้
1. กระบวนการต้นทาง
× การจัดสรรปัจจัยการผลิตที่จำเป็นให้กับประชาชนในพื้นที่ เช่น กล้าพันธุ์ ปุ๋ยธรรมชาติ ที่ดินทำกิน
× ส่งเสริมให้จัดตั้งศูนย์เพาะเลี้ยง/เพาะพันธุ์กล้าไม้พืชพลังงานในระดับหมู่บ้านและชุมชน โดยประชาชน/ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ
× ยกระดับการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่มีสาขาวิชาและการเรียนการสอนด้านการเกษตรให้มีความเชี่ยวชาญและสร้างบุคลากรเฉพาะด้านพืชพลังงาน
× ให้มีศูนย์ประสานฯ โดยเป็นส่วนงานภายใน ศอ.บต
2. กระบวนการกลางทาง
× จัดตั้งศูนย์รวบรวมวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรเพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
× ส่งเสริมให้สถาบันวิชาการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการแปรรูปสินค้า ผลิตภัณฑ์และการบริการที่มีมาตรฐานเพื่อให้มีสินค้าและบริการจากหมู่บ้านและชุมชนในพื้นที่ไปสู่ตลาดสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งจัดตั้งกลุ่มอาชีพวิสาหกิจและสหกรณ์ของประชาชน
3. กระบวนการปลายทาง
× จัดทำข้อเสนอการบริหารกิจการพลังงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยจะขอรับจัดสรรอัตราการผลิตพลังงานไฟฟ้าเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
× การกำหนดสัดส่วนการลงทุน โดยมีผู้ถือหุ้นร่วมกัน 3 ภาคส่วน ได้แก่ 1) ประชาชน/กลุ่มอาชีพ/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์ของประชาชน ถือหุ้นอัตราไม่เกินร้อยละ 40 (ให้กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเป็นผู้ถือหุ้นแทนประชาชนไปก่อนจนกว่าประชาชนจะมีความเข้มแข็ง) 2) ภาคเอกชนในพื้นที่ที่มีศักยภาพและทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่ถือหุ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 และ 3) กฟผ./กฟภ./บริษัทเอกชนนอกพื้นที่เป็นผู้ถือหุ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ 30
× ให้มีคณะกรรมการอำนวยการบริหารโครงการพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
× ให้จัดตั้ง “กองทุนพลังงานไฟฟ้าเพื่อประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยนำรายได้จากผลกำไรสุทธิไม่เกินร้อยละ 10 ของโรงไฟฟ้า มาเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษา ทุนสร้างอาชีพให้กับประชาชน เป็นต้น
ระยะเวลาดำเนินการ : 5 ปี (ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการ)
ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น : จำนวน 19,764 ล้านบาท/5 ปี (3,952.80 ล้านบาท/ปี)
ทั้งนี้ ที่ประชุมที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาให้ความเห็นชอบให้มีการจัดทำแนวทางการบริหารโครงการฯ และนำเสนอรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ในขณะนั้น) พิจารณาแล้วเห็นชอบให้ ศอ.บต. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการดังกล่าวตามขั้นตอน
ต่างประเทศ
13. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างปฏิญญาแสดงเจตจำนงระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนิเวศวิทยาและการเปลี่ยนผ่านที่ครอบคลุมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสว่าด้วยความร่วมมือในสาขาคมนาคมขนส่ง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาแสดงเจตจำนงระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนิเวศวิทยาและการเปลี่ยนผ่านที่ครอบคลุมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสว่าด้วยความร่วมมือในสาขาคมนาคมขนส่ง (ร่างปฏิญญาแสดงเจตจำนงฯ) รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยสำหรับการลงนามดังกล่าว และให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่รัฐมนตรีว่าการะทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายสำหรับการลงนามดังกล่าว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่างปฏิญญาแสดงเจตจำนงจากที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไปแล้ว หากการปรับเปลี่ยนไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ ให้สามารถดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 ด้วย
สาระสำคัญของร่างปฏิญญาแสดงเจตจำนงฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาและแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือด้านการขนส่งบูรณาการการพัฒนาระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน การรักษาสิ่งแวดล้อม การรับมือกับผลกระทบจากการขนส่งหลายรูปแบบต่อมลภาวะทางอากาศ ซึ่ง คค. สามารถปฏิบัติได้ตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยทั้งสองประเทศจะได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากร รวมถึงจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาระบบขนส่งอย่างยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป
โดยขอบเขตความร่วมมือ ประเทศผู้ลงนามจะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลในสาขาการขนส่งอย่างยั่งยืน ดังนี้ (1) การขนส่งทางราง (ทั้งการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า) (2) การขนส่งมวลชนในเมือง (รวมถึงรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้ารางเบา รถประจำทางในเมือง รถกระเช้า) (3) การขนส่งด้วยเทคโนโลยีสะอาดและมาตรการส่งเสริมการดำเนินการดังกล่าว (4) การขนส่งหลายรูปแบบและโลจิสติกส์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขนส่งสินค้าทางน้ำ) (5) การขนส่งทางทะเล (6) ทางหลวงและความปลอดภัยทางถนน (7) การขนส่งรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งประเทศผู้ลงนามทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกันและ (8) การใช้สัญญาความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
14. เรื่อง ท่าทีไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย – บังกลาเทศ ครั้งที่ 5
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบท่าทีไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย – บังกลาเทศ ครั้งที่ 5 ตามข้อ 2 เพื่อให้คณะผู้แทนไทย ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนเป็นประธานฝ่ายไทย ใช้หารือกับฝ่ายบังกลาเทศ ทั้งนี้หากในการประชุมดังกล่าว มีผลให้มีการตกลงเรื่องความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าในประเด็นอื่น ๆ นอกเหนือจากข้อ 2 อันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับบังกลาเทศ ให้คณะผู้แทนไทยสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. การประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee : JTC) ไทย – บังกลาเทศ ครั้งที่ 5 เป็นเวทีการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีการค้าเกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับบังกลาเทศ และแนวทางจัดทำความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกันหรือเอื้อประโยชน์ต่อกัน ได้แก่ การอำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้าน
ต่าง ๆ อาทิ อุตสาหกรรม เกษตร ประมง บริการสุขภาพและสาธารณสุข และความเชื่อมโยงทางคมนาคม
2. กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมเตรียมการฝ่ายไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 เพื่อพิจารณาประเด็นที่ฝ่ายไทยประสงค์จะผลักดันในการประชุม JTC ไทย – บังกลาเทศ ครั้งที่ 5 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างวันที่ 8 – 9 มกราคม 2563 ณ กรุงเทพ โดยเห็นควรเสนอท่าทีไทย ดังนี้
2.1 การค้าและการลงทุน หารือแนวทางการส่งเสริมการค้าและการลงทุน รวมถึงการขจัดอุปสรรคทางการค้าสองฝ่าย เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2564
2.2 ความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย – บังกลาเทศ หารือเกี่ยวกับการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย – บังกลาเทศ โดยให้สองฝ่ายแลกเปลี่ยนผลการศึกษาการจัดทำ FTA ระหว่างกัน
2.3 การให้สิทธิพิเศษในการยกเลิกภาษีนำเข้าและโควตา (DFOF) ไทยอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อต่ออายุโครงการ DFOF ที่จะหมดอายุลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยจะมีการพิจารณาทบทวนรายการสินค้าและกฎหมายถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้โครงการดังกล่าว ซึ่งไทยจะนำสินค้าที่บังกลาเทศร้องขอเพิ่มเติมมาพิจารณาด้วย
2.4 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไทยยินดีให้ความร่วมมือกับบังกลาเทศในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านอุตสาหกรรม ด้านเกษตร ด้านการประมงและปศุสัตว์ ด้านบริการสุขภาพและสาธารณสุข การเชื่อมโยงทางคมนาคม
2.5 ในโอกาสเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์จะจัดกิจกรรมอื่น ที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและบังกลาเทศ อาทิ การสัมมนาโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับบังกลาเทศ
แต่งตั้ง
15. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 และการกำหนดค่าตอบแทนของกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจและคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจแต่งตั้ง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้
1. แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562
2. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คนร. จำนวน 5 คน ตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 ดังนี้
2.1 นายกานต์ ตระกูลฮุน
2.2 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
2.3 นายปรีดี ดาวฉาย
2.4 นายประสัณห์ เชื้อพานิช
2.5 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช
สำหรับการกำหนดค่าตอบแทนกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจและคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจแต่งตั้ง ให้กระทรวงการคลัง (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจและกรมบัญชีกลาง) รับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. ให้ได้ข้อยุติ แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งต่อไป
16. เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 166/2562 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจ ให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 นั้น
เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
1. ยกเลิกข้อ 4.1.5 แห่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 166/2562 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ
ในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2562
2. เพิ่มความต่อไปนี้เป็น ข้อ 1.1.7 แห่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 166/2562 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2562
“1.1.7 คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ”
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป
17. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงาน ป.ป.ท.)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ป.ป.ท. เสนอแต่งตั้ง นายพุฒิพงษ์ เลิศสถิตย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ท. ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ท. ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
18. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง สังกัด ศอ.บต. จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. รับโอน นายธรรมรงค์ คงวัดใหม่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ศอ.บต.
2. แต่งตั้ง นายชนธัญ แสงพุ่ม ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ศอ.บต.
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการตามข้อ 1. ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอนด้วยแล้ว
19. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ แทนตำแหน่งที่ว่าง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอแต่งตั้ง นายภาณุ จันทร์เจี้ยวใช้ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2563 เป็นต้นไป
20. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงยุติธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอให้กระทรวงยุติธรรมรับโอน นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษ (นักวิเคราะห์นโยบายและ แผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ซึ่ง ก.พ. ได้มีมติกำหนดให้เป็นตำแหน่งเพื่อการรับโอนนายชาญเชาวน์ฯ เป็นการเฉพาะราย ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนข้าราชการดังกล่าวแล้ว
21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ราย ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้
1. นายนำพร บุญปราบ ผู้อำนวยการสำนัก 10 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
2. นายสาโรจย์ ธรรมรักษ์ ผู้อำนวยการสำนัก 4 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบงานการข่าว (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
3. นายปิยะ คงขำ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการดำเนินงานข่าวกรองในต่างประเทศ (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
22. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) จำนวน 2 คณะ ดังนี้
1. คณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version)
2. คณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2563 เป็นต้นไป
สาระสำคัญของเรื่อง
วธ. รายงานว่า
1. รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม (กรมการศาสนา) มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ดำเนินโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) เพื่อถวายพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย และทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก โดยรัฐบาลจะเน้นการเผยแผ่และสืบทอดพระพุทธศาสนาสู่ประชาคมในเวทีโลก ซึ่งได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในหลักการการดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว (มติคณะรัฐมนตรี 11 มิถุนายน 2562)
2. เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธานการหารือร่วมกันระหว่าง วธ. (กรมการศาสนา) พระพรหมบัณฑิต ผู้แทนมหาเถรสมาคม และศูนย์พหุภาษาการแปลและล่ามแห่งอาเซียน โดยศาสตราจารย์มณีรัตน์ สวัสดิวัฒน์ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) โดยให้แต่งตั้งคณะกรรมการ จำนวน 2 คณะ ดังนี้
2.1 คณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) ประกอบด้วย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เป็นประธานกรรมการ กรรมการมหาเถรสมาคม จำนวน 19 รูป เป็นกรรมการ และพระพรหมบัณฑิต เป็นกรรมการและเลขานุการ
2.2 คณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานกรรมการ คนที่ 1 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ คนที่ 2 ปลัดกระทรวง จำนวน 20 กระทรวง นายกราชบัณฑิตยสภา ผู้อำนวยการศูนย์พหุภาษาการแปลและล่ามแห่งอาเซียน เป็นกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและอธิบดีกรมการศาสนา เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม และมีกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการร่วมอีกจำนวน 4 ราย
โดยคณะกรรมการทั้ง 2 คณะ ดังกล่าว มีหน้าที่สนับสนุนและให้คำแนะนำในการดำเนินงานจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) ตลอดจนมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน เพื่อให้การจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษแล้วเสร็จ ทั้งนี้ ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 26/2562 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ที่ประชุมได้เห็นชอบรายนามคณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) และให้ วธ. (กรมการศาสนา) นำเสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการฯ ต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี