วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
ฟาดกลับเพื่อไทยปม‘ถุงมือยาง’
‘จุรินทร์’โต้เดือด
ไม่ยอมให้ใครทุจริต-เจอฟันแน่
ลั่นเชือดทั้ง‘วินัย-แพ่ง-อาญา’
ศักดิ์สยามแจงยิบรถไฟฟ้าสีส้ม
ทำตามมติครม./ข้อกฎหมาย
ศาลรธน.รับวินิจฉัยปมแก้รธน.
ซักฟอกวันที่ 3 “เพื่อไทย”ถล่ม “จุรินทร์” ปล่อยคนใกล้ชิดปมทุจริตเงินถุงมือยางอคส. 2 พันล้าน ลั่นจะแจ้งความผิด “บิ๊กตู่-จุรินทร์”ด้าน“จุรินทร์” ฟาดกลับอภิปรายเท็จโยงทำให้เสียหาย ปมถุงมือยางเทียมปัดไม่ยุ่งเกี่ยวทั้งทางลับหรือแจ้ง แจงยิบสั่ง
“ย้าย-ตั้งสอบ-ระงับ’แจ้ง3หน่วยอิสระลั่นไม่ยอมใครทุจริตเจอฟัน’วินัย-แพ่ง-อาญา’แน่ ระบุผลสอบพบผู้ทุจริตเพิ่ม2ส่ง ป.ป.ช.เอาผิด ส่วน‘จิรายุ’ขย่มปมรถไฟฟ้าสายสีส้ม-สีเขียว มีพิรุธเอื้อประโยชน์อื้อ‘ศักดิ์สยาม’แจงยังทำตามมติ ครม.เดินหน้าตามระเบียบกม.-ตามหลักธรรมาภิบาล ย้อนเอื้อประโยชน์ใคร ใครได้ประโยชน์ เลิกจินตนาการ
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ เวลา 09.11น.ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาวาระพิเศษเรื่องญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จำนวน 10ราย ของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยพร้อมคณะพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นผู้เสนอ ซึ่งอภิปรายต่อเนื่อง เป็นวันที่ 3
ซัด‘จุรินทร์’ปล่อยทุจริตถุงมือยาง
โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ลุกอภิปรายคนแรก ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ด้วยเหตุการทุจริตการจัดซื้อถุงมือยางขององค์การคลังสินค้า (อคส.)ซึ่งพบคนใกล้ชิดได้แก่นายสุชาติ เตชจักรเสมา ประธานกรรมการ อคส. อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมทำให้อคส.เสียหาย เป็นมูลค่ากว่า2,000 ล้านบาทว่าในการจัดซื้อถุงมือยางของ อคส. นั้น พบว่าไม่ได้ทำตามขั้นตอนของกฎหมาย และขั้นตอนปฏิบัติปกติของราชการ และยังพบการทำสัญญาลวงกับ 7บริษัทเอกชนที่ไม่เคยประกอบกิจการซื้อขายถุงมือยาง
ทั้งนี้ กระบวนการเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม2563เมื่อนายเกียรติขจร แซ่ไต่ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย อคส. แจ้งกับที่ประชุมซึ่งมี พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการ ผู้อำนวยการ อคส. ว่า เมื่อวันที่ 25ส.ค.2563 ว่า บริษัทเครเน็กซ์ ลอว์ ออฟฟิส ประเทศสหรัฐอเมริกา มีหนังสือแสดงเจตจำนงซื้อถุงมือยาง จำนวน 500 ล้านกล่อง ราคากล่องละ 230 บาท และอคส.ได้เจรจาซื้อถุงมือยางจากบริษัท การ์เดียนโกลฟ์ เมื่อว้นที่ 27 ส.ค.63 ทั้งที่บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อ 22 มิ.ย.63 ก่อนได้ทำสัญญา 2 เดือนมีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท มีนายธณรัสย์ หัดศรี เป็นกรรมการบริษัท ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกพิพากษาคดีฉ้อโกงและคดีอาญา และได้รับราคาเสนอขาย กล่องละ 225 บาท
“มีเงื่อนไขในสัญญาอคส.ต้องชำระเงินล่วงหน้า จำนวน 2,000 ล้านบาท ขณะที่บริษัทการ์เดียนต้องวางเงินประกัน 200 ล้านบาท ทำให้เรื่องดังกล่าวมีเงินทอน ถึง 1,800 ล้านบาท ในข้อสังเกตของผมมองว่าการเจรจาดังกล่าวไม่มีการสอบราคา ไม่ได้ตรวจสอบ และผิดขั้นตอน นอกจากนั้นพ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ยังมีหนังสือตอบให้เร่งดำเนินการโดยด่วน” นายประเสริฐ ระบุ
แฉ 7 บริษัทซัดปมสัญญาลวง
นายประเสริฐ อภิปรายอีกว่าจากนั้น มีหนังสือเวียนแจ้งว่ามี7บริษัทเอกชน ต้องการซื้อถุงมือยางจาก อคส.ได้แก่ 1.บริษัทไทยสไมล์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแปรรูปผักและผลไม้ จำนวน 52 ล้านกล่องๆละ225บาท รวมเงิน 11,700 ล้านบาท,2.บริษัทกาโลลี่ แมนเนจเม้นท์ จดทะเบียนที่รัฐฟอลิดา สหรัฐอเมริกา ซื้อ 100 ล้านกล่องๆ ละ 223 บาท รวมเป็นเงิน 22,300 ล้านบาท, 3.บริษัทเครเนค ลอว์ ออฟฟิต เป็นบริษัทจดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซื้อ 500 ล้านกล่องๆละ 230 บาท รวมเป็นเงิน 115,000 ล้านบาท ข้อสังเกตของ3บริษัทนี้ คือเป็นสัญญาลวง ไม่มีสัญญาจริงเพื่อสร้างข้อมูลเท็จว่ามีการสั่งซื้อจำนวนมาก แต่ไม่พบการเรียกเงินมัดจำหรือหลักประกันค้ำสัญญาปกติต้องมี เป็นสัญญาลวงเพื่อต้องการอ้างเป็นเหตุว่ามีออร์เดอร์และอคส.จำเป็นเร่งด่วนการจัดหาถุงมือยางรีบเจรจากับบริษัทการ์เดียน
ซัดยอดขาดทุน ไม่ช่วยเกษตรกร
ทั้งนี้ นายประเสริฐ ยังอภิปรายต่อว่า4.บริษัทควีนพาวเวอร์ คอมปานี จำกัด ซึ่งตรวจสอบที่ตั้งแล้วเป็นเพียสำนักงานกฎหมาย สั่งซื้อ 12 ล้านกล่องๆละ 210ล้านบาท มูลค่า 2,520 ล้านบาท, 5.บริษัททเวนตี้โฟว์ คลีน เอ็นเนอร์จี้ สั่งซื้อ12 ล้านกล่องๆละ 215 ล้านบาท รวมมูลค่า 2,580 ล้านบาท,6.บริษัท เคเค ออยล์ จำกัด สั่งซื้อ 50 ล้านกล่องๆละ220 ล้านบาท มูลค่า 11,000 ล้านบาท, และ7.บริษัท เอ แอเมทิสต์ จำกัด สั่งซื้อ 100 ล้านกล่องๆละ 210 ล้านบาท มูลค่า 21,000 ล้านบาท ทั้งที่เป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน1ล้านบาท เท่านั้น ทั้งนี้ เมื่อรวม 7บริษัท จะมียอดสั่งซื้อ 826 ล้านกล่อง มูลค่า 186,100ล้านบาท เฉลี่ยราคาต่อกล่อง225บาท ถือว่าขาดทุน เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จากสัญญาที่อคส.ดำเนินการ ไม่ใช่การช่วยเกษตรกร
โชว์เปิดคลิปเสียงกลางสภา
นายประเสริฐได้อภิปราย พร้อมนำคลิปเสียงเปิดกลางสภาอ้างว่า เป็นบทสนทนาระหว่างพ.ต.อ.รุ่งโรจน์และ นายสุชาติ ระหว่างประชุมบอร์ด อคส.เมื่อ 26 ส.ค. 2563ว่าในบทสนทนาได้ถามถึงสัญญาที่ควรนำมาแสดง เพราะมีมูลค่าสูง แต่มีการทักท้วงว่าเป็นเรื่องลับและนายสุชาติ ระบุว่าให้รมว.พาณิชย์เป็นผู้กดเดิน แสดงว่านายจุรินทร์ มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องดังกล่าวใช่หรือไม่ หลังประชุมพบว่าบันทึกรายงานการประชุม ตัดวาระดังกล่าวจากบันทึก อาจเป็นประเด็น ไม่ให้มีผลต่อความรับผิดชอบหรือถูกสอบว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่
ขู่แจ้งเอาผิด ‘บิ๊กตู่’ไม่กำกับดูแล
นายประเสริฐ อภิปรายว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ฐานะผู้กำกับดูแลจะถูกแจ้งความดำเนินคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะไม่ได้กำกับดูแล แม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะย้าย พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ไปประจำสำนักนายกฯ แต่ไม่พบการตรวจสอบหรือสั่งอายัดเงิน จำนวน 400 ล้านบาทจากบริษัทเอกชน และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีไม่กล้าปรับ หรือดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งที่กระทรวงพาณิชย์เป็นตัวอย่าง การทุจริตในรัฐบาลและเชื่อว่ามีการทุจริตอีกหลายกระทรวง ประเด็นที่เกิดขึ้น พบการวางแผนร่วมมือทุจริตอย่างเป็นระบบเพื่อนำเงินหลวงเป็นประโยชน์ต่อตนและพวกพ้อง การทุจริตหน้าด้านไร้ยางอาย ปล้นชาติ ช่วยคิด แบ่งแยกและหาประโยชน์อย่างไร้ยางอาย
‘จุรินทร์’โต้เดือดปม‘ถุงมือยาง’
จากนั้น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงการอภิปรายประเด็นการจัดซื้อถุงมือยางเทียมของอคส.จากนายประเสริฐ จันทรวงทอง ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย โดยชี้แจงว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยตอบกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี โดยตนในฐานะรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ได้ทำหน้าที่ตอบกระทู้สดแล้ว ขอปฏิเสธไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยวกับโครงการการดำเนินการแต่อย่างใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบทางการ ไม่เป็นทางการหรือแอบสั่งการ ในที่ลับที่แจ้งใดๆก็ตาม ผู้อภิปรายโกหกหลายประการ ในที่ประชุมสภาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ ไม่ตั้งกรรมการสอบ การอายัด การดำเนินคดี การดำเนินการเมื่อทราบเรื่อง และการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ทั้งหมดนั้นตนได้ดำเนินการการแล้วโดยเฉพาะทันทีที่ทราบได้ประสานงาน เรื่องย้ายอดีตรักษาการ อคส.ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี
ลั่นไม่ยอมใครทุจริตเจอฟันแน่
นายจุรินทร์ กล่าวว่าผู้อภิปรายกล่าวเท็จกรณีมอบนโยบายเตรียมให้ทุจริต โดยให้ประธานบอร์ดไปดำเนินการซื้อขายถุงมือยาง โดยความจริงคือนโยบายกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ ให้ผู้ส่งออก นำเข้า ได้ค้าขายยางออนไลน์ รวมทั้งตลาดถุงมือยางนั้นเป็นยางธรรมชาติที่ช่วยเกษตรกรชาวสวนยาง แต่ไม่ใช่ถุงมือยางเทียม ที่ส่อทุจริต ซึ่งพูดอยู่ในสภาขณะนี้
“เรื่องนี้ ผมจะไม่ยอมไม่ว่า ใครทุจริตโครงการจะจัดการทั้งทางวินัย ทางแพ่งทางอาญา จนถึงที่สุด ตราบที่อำนาจหน้าที่และกฎหมายให้” นายจุรินทร์ กล่าว
ย้ำ รมต.เป็นแค่‘บุรุษไปรษณีย์’
นายจุรินทร์ชี้แจงว่า อคส.เป็นรัฐวิสาหกิจของกระทรวงฯไม่ใช่ส่วนราชการที่รัฐมนตรีมีอำนาจไปสั่งปฏิบัติราชการหรือสั่งการทางนโยบายได้และคนที่มีอำนาจวางนโยบายคือบอร์ดเท่านั้น และมีอำนาจเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้อำนวยการในการแต่งตั้งถอนถอดโดยขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่รัฐมนตรีมีอำนาจจำกัดตามพระราชกฤษฎีกาอคส.ฉบับใหม่2535เนื่องจากนำรัฐมนตรีออกจากการเป็นประธานบอร์ดแต่ให้ผู้ทรงคุณวุฒิมาทำหน้าที่แทนเหมือน รัฐมนตรีกลายเป็นบุรุษไปรษณีย์” ระหว่างครม.บอร์ด ผู้อำนวยการและพนักงาน ไม่มีอำนาจบังคับบัญชา ต่างจากกรมที่รัฐมนตรีดูแล เพราะต้องการให้อคส.เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง
แจงสั่งย้าย/สอบ/ระงับ/แจ้ง3หน่วย
นายจุรินทร์ระบุว่าทันทีที่ผู้อำนวยการอคส.คนใหม่ รับทราบความไม่ชอบมาพากลและรายงานให้ตนทราบไม่ได้แปลว่า ผมไม่ได้ทำอะไร เพราะใช้อำนาจที่มีอยู่จำกัดดำเนินการร่วมกับผู้อำนวยการ อคส.หลายอย่างดังนั้นการบอกว่าทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเป็นการใส่ความ เพราะหลังจากที่ได้รายงานนายกฯแล้ว นายกฯก็ลงนามคำสั่งย้ายไปประจำสำนักนายกฯ มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง จากนั้น ก็มีมติระงับโครงการทันทีและผู้อำนวยการอคส.ก็ไปกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เพื่อดำเนินคดีกับอดีตรักษาการอคส.กับพวกและบริษัท การ์เดียนโกลฟส์รวมทั้งแจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและอายัดบัญชีของอดีตรักษาการผู้อำนวยการอคส.กับพวก หลังจากนั้นได้ยื่นป.ป.ช.เอาผิดกรณีใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต เป็นต้น โดยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ก็มีการรายงานให้ตนราบเป็นระยะๆ ตนก็รับทราบ และสั่งให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
พบผู้ทุจริตเพิ่มอีก2ส่งปปช.เอาผิด
รมว.พาณิชย์กล่าวว่าผู้อำนวยการอคส.คนใหม่ รายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 4ก.พ.2564 กับตนว่าขณะนี้สอบเสร็จแล้ว มีเอกสาร 2,268 แผ่น พบผู้ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเพิ่มเติมจากอดีตรักษาการอคส. 1 คน แต่มีเพิ่มอีก 2 คน รวมเป็น 3 คน และได้รายงานข้อเท็จจริงต่อบอร์ดแล้วมีมติรับทราบ ขณะเดียวกันผู้อำนวยการอคส.คนใหม่ ส่งสำเนารายรายงานการตรวจสอบไปยังป.ป.ช.เพื่อประกอบการพิจารณาไต่สวนดำเนินคดี และนำผลที่พบว่ามีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมไปดำเนินการตั้งกรรมการสอบตามขั้นตอนทางวินัยของีระเบียบอคส.ต่อไป ซึ่งตนได้รับทราบและสั่งเร่งดำเนินการทางวินัย แพ่ง อาญา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ
ตั้งใจทำทุกอย่างเอาคนผิดลงโทษ
“ผมได้ทำทุกอย่างเรียกได้ว่าครบถ้วนด้วยความปรารถนาอย่างแท้จริงที่ตั้งใจ จะนำคนผิดมาลงโทษและเอาเงิน 2 พันล้านของ อคส.พร้อมดอกเบี้ยกลับคืนมาเป็นของรัฐโดยเร็วภายใต้อำนาจที่มีอยู่ ส่วนที่ห่วงว่ามีการอายัดบัญชีหรือไม่ ขณะนี้ปปง.ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ที่ผมพูดได้ เพราะไม่ได้แทรกแซงหรือล้วงความลับ แต่ทางประธาน ป.ป.ช.แถลงตั้งอนุกรรมการไต่สวนและลงมติอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องไว้แล้วแต่ไม่สามารถเปิดเผยจำนวนเงินได้ และการที่ท่านหยิบยกการให้การของอดีตรักษาการของผู้อำนวยการอคส.ขั้นมาพูด และบอกว่าอดีตรักษาการผู้อำนวยการอคส.พูดพาดพิงว่าผมรับทราบเรื่องการจัดซื้อถุงมือยางนั้น ท่านฟังความข้างเดียว เสียยี่ห้ออดีตรัฐมนตรีหมดเลย เพราะรายงานนี้ผมไม่เคยมีโอกาสไปชี้แจงเลย มีแต่อดีตรักษาการผู้อำนวยการอคส.เท่านั้น ทำไมท่านหัวอ่อนเช่นนี้ “นายจุรินทร์ กล่าว
ขู่เตรียมฟ้องไม่ยอมให้กล่าวหาโกง
นายจุรินทร์ ยืนยันด้วยว่า”ผมให้ฝ่ายกฎหมายไปดูว่าดำเนินคดีได้หรือไม่ เพราะคนอย่างผม ใครมากล่าวหาว่าโกงไม่มีวันยอม ทนายความคนหนึ่งหาว่าผมโกงหน้ากาก ผมฟ้องดำเนินคดีไปแล้วเพราะฉะนั้นการกล่าวอ้างอะไรอย่าฟังความข้างเดียว”
อย่างไรก็ตาม ส่วนถึงคลิปเสียงที่เปิด ตนจับความได้ว่าจะเก็บไว้ให้รัฐมนตรี เป็นผลงาน เดี๋ยวจะให้รัฐมนตรีมากด เป็นอะไร ไม่ทราบ แต่ท่านไปพูดว่ามากดเดิน มันเจตนาอะไร มีตรงไหนที่บอกว่ารัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้องทางมิชอบกับการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยาง งานนี้ จะให้เป็นผลงานรัฐมนตรี ตนไม่รับ เพราะงานนี้มันคือผลงานอัปยศ บอกเลยจะนิมนต์ตนไปเป็นประธานกดปุ่มอะไร ตนไม่รับนิมนต์
ปัดใช้อำนาจผิดแบบอดีตนายกฯ
นายจุรินทร์ กล่าวว่าสำหรับการตั้งประธานบอร์ด มีขั้นตอนตามกฎหมายที่กำหนดไว้ การบอกว่าได้ประธานบอร์ดที่ไม่มีคุณสมบัติ ตนไม่มีหน้าที่ปกป้อง เพราะสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เขาเลือกท่านนี้มาทำหน้าที่ตามขั้นตอน ท่านถามว่าเหตุใดไม่ต้องกรรมการสอบประธานบอร์ด ปล่อยปละ ละเลย ขอชี้แจงว่า ตนไม่ตั้งกรรมการสอบ เพราะมีอำนาจหรือไม่ และเรื่องนี้ส่งไปยัง ป.ป.ป.ช.แล้ว เนื่องจากมีอำนาจในการตรวจสอบ สิ่งที่เขียน ในญัตติว่าพฤติกรรมของตนไม่มีธรรมาภิบาล แต่ท่านกำลังเรียกร้องอะไร ท่านเรียกร้องให้ตนใช้ ธรรมาภิบาล หรือลุแก่อำนาจ อยากปลดใครก็ปลด อยากสอบใครก็สอบ ท่านทราบหรือไม่ว่าคนที่ลุแก่อำนาจ โดยยกตัวอย่างที่ปรากฎให้เห็นมาแล้วอดีตนายกรัฐมนตรีท่านคงรู้จักดีได้ไปย้ายอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)สุดท้ายไปศาลปกครองสูดสุดและตัดสินว่าใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ไปศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เป็นเหตุที่ไม่ตั้งกรรมการสอบ ไม่ปลดประธานบอร์ด ไม่ต้องการใช้อำนาจที่ลุแก่อำนาจโดยไม่ชอบ
ลั่นใครเกี่ยวข้องเอาผิดถึงที่สุด
“หากป.ป.ช.ชี้มูลว่าใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำความผิด ผมจะดำเนินการทุกวิถีทางภายใต้อำนาจและไปสู้คดีเองในชั้นศาลและอัยการ สิ่งที่ผมจะทำต่อไปคือหากกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามระเบียบ อคส.ชี้ว่าใครผิดจะตั้งกรรมการสอบวินัยต้องรับโทษอย่างไรรวมทั้งตั้งกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดโดยส่งให้กรมบัญชีกลางพิจารณาตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง และเมื่อป.ป.ช.ชี้มูลส่งอัยการฟ้องศาล อคส.โดยผู้อำนวยการฯจะยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาด้วย และทันทีที่ป.ป.ช.ชี้มูลกำหนดโทษส่งให้อคส.จะเร่งให้ผู้อำนวยการ อคส.ลงโทษโดยเร็วที่สุด”นายจุรินทร์ ย้ำ
พท.ขู่ฟ้อง’บิ๊กตู่-จุรินทร์’ป.ป.ช.
จากนั้นนายประเสริฐ ยืนยันสิ่งที่อภิปรายตั้งใจมาพูด ไม่อยากโต้เถียง รมว.พาณิชย์ ยืนยันว่าเอกสารที่นำมาอภิปราย เป็นบันทึกการประชุมและรายงานการพิจารณาการศึกษาที่ออกโดย กมธ.การพาณิชย์ ส่วนที่ รมว.พาณิชย์ บอกว่าตั้งกรรมการแล้วนั้นก็ไม่ได้เป็นคนตั้ง มีแต่ข้าราชการไปยื่นกล่าวโทษเองโดยขอให้ รมว.พาณิชย์ อย่าปัดความรับผิดชอบเพราะรัฐมนตรี มีหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานที่ต้องกำกับดูแล แต่วันนี้ผ่านมา 6 เดือนแล้ว เงิน 2 พันล้านบาท ยังไม่ได้คืน ทั้งนี้ตนจะไปยื่นดำเนินคดีในเรื่องนี้กับ รมว.พาณิชย์ รวมทั้ง นายกรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ป.ป.ช.) และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง
พท.ถล่มศักดิ์สยามปมรถไฟสีส้ม
ต่อมา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว และสายสีส้ม มีพิรุธมีไอ้โม่งและมีผู้ที่ได้รับประโยชน์มากมาย เรื่องนี้ มีตัวละครหลักหลากหลาย เสียดายที่นักกฎหมายอย่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯและทีมเศรษฐกิจอยู่ด้วย คิดว่าจะรู้จริงแต่รู้ไม่ทันพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะนายศักดิ์สยาม ที่บริหารราชการแผ่นดินโดยเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดกับประเทศชาติและประชาชน เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนผูกขาด เพื่อให้มีสิทธิดำเนินงานในกิจการของรัฐ โดยไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ ทุจริตต่อหน้าที่และปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในหน่วยงานที่กำกับดูแล สมคบกันเพื่อปิดบังการทุจริต เรื่องนี้ต้องถึงป.ป.ช. และหน่วยงานอื่นต่อไป เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ครม.ไม่ว่าจะมายุคไหน มาจากคสช.หรือมาจากการเลือกตั้งเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป อย่าหาทำแบบนี้เด็ดขาด
โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม มูลค่า1.2 แสนล้านบาทว่าการประมูลโครงการดังกล่าวมีการดำเนินการตามพรบ.ร่วมทุนฯโดยมีการตั้งคณะกรรมการ 8 อรหันต์ ตามมาตรา36ส่วนใหญ่เป็นคนในกระทรวงคมนาคม และมีอำนาจสามารถแก้ไข้เปลี่ยนแปลงการประกวดราคาได้โดยมีการจัด “ตามปฏิบัติการ16วันทันใจนาย”เดิมพัน ที่เป็นผลประโยชน์พร้อมใช้ทฤษฎีสมคบคิด แบ่งงานกันทำมีเจตนาพิเศษโดย 7ส.ค. บริษัท อิตาเลียนไทย ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการเปิดประมูลว่าทำไม่ได้ ต่อมาวันดีเดย์ในวันที่ 21 ส.ค.63จึงมีการแก้ไขเงื่อนไขการเปิดประมูลและได้มีการเชิญนายภคพงษ์ ศิริกันธรมาศ ผู้ว่าฯรฟม.มาร่วมประชุมด้วย ซึ่งไม่ใช่คณะกรรมการตามมาตรา36และจากนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการประกวดราคาสายสีส้มในเวลาต่อมา
‘ศักดิ์สยาม’แจงทำตามระเบียบ
ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เลขาธิการพรรคภูมิใจ ลุกชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สส.กทม.พรรคเพื่อไทย ปมการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มวงเงิน1.28 แสนล้านหลังมีปรับเกณฑ์ประเมินใหม่จนยกเลิกการประมูลว่า การยกเลิกเมื่อวันที่ 3ก.พ.2564นั้นก็เป็นการดำเนินการตามกฎหมายที่มีการสงวนให้มีการยกเลิกได้ โดยผู้ยื่นข้อเสนอ ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียได้และได้มีการหารือสำนักนายกฯแล้วพร้อมทั้งสั่งการให้ รฟม.ดำเนินการตามระเบียบ ตนได้กำชับให้ รฟม.ดำเนินการตามระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด และตามหลักธรรมภิบาล ยืนยันว่าการดำเนินการโดยใช้ราคาและคุณภาพเพราะโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ต้องผ่านชุมชนหนาแน่น เป็นย่านเศรษฐกิจ การค้ารวมถึงพื้นที่สำคัญอื่นๆ
ยกเลิกประมูลรอข้อพิพาทถึงที่สุด
นายศักดิ์สยามกล่าวว่า สำหรับการดำเนินการคัดเลือกเอกชนครั้งใหม่ ภายหลังการยกเลิกประกาศเชิญชวนฯ และการคัดเลือกเอกชน เมทื่อวันที่ 3 ก.พ.2564 โดยภายใน ก.พ.นี้ รฟม.จะจัดรับฟังความเห็นความสนใจการลงทุนของภาคเอกชน (Market Sounding) และสาระสำคัญของเอกสารการคัดเลือกเอกชน (RFP) จากนั้นคณะกรรมคัดเลือกจะเห็นชอบประกาศเชิญชวน,RFPและร่างสัญญาฯ ขณะเดียวกัน รฟม.จะออกประกาศเชิญชวนและขายเอกสาร RFPภายใน มี.ค.2564ก่อนที่จะเปิดให้เอกชน ยื่นข้อเสนอในช่วงมี.ค.-พ.ค.2564 หลังจากนั้นคณะกรรมการคัดเลือกฯ ประเมินข้อเสนอ-เจรจาต่อรอง ช่วง พ.ค.-ก.ค.2564 ก่อนส่งต่อให้อัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาฯและคาดว่าจะเสนอให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบผลการคัดเลือกฯและลงนามสัญญาภายใน ก.ค.2564 เมื่อยกเลิกการประมูลแล้วคัดเลือกใหม่นั้นจะใช้เวลา 6 เดือน ช่วยลดระยะเวลาได้1ปี หรือหากรอให้ข้อพิพาทถึงที่สุดจะใช้ระยะเวลา 18 เดือน
ย้อนเอื้อประโยชน์ใคร/เลิกจินตนาการ
“ผมขอเรียนชัดเจนว่าที่กล่าวหาว่าการดำเนินการเอื้อประโยชน์ ผมขอถามกลับว่าเอื้อประโยชน์ใคร ใครได้ประโยชน์ เพราะโครงการนี้ยังไม่มีการประกาศผลว่า ใครชนะ ยังไม่มีการเปิดซอง ยืนยันว่า กระทรวงคมนาคม ดำเนินการตามกฎหมายที่ให้อำนาจหน้าที่และท่านนายกฯสั่งการมาตลอด ผมต้องถามว่าผิดกฎหมายตรงไหน แล้วเกี่ยวกับ รัฐมนตรีว่าคมนาคมตรงไหน ที่ไม่กำกับดูแล และผู้อภิปรายท่านเอาข่าวมาปะติดปะต่อ และใช้จินตนาการ” นายศักดิ์สยาม กล่าว
แจ้งเอาผิด”อมรัตน์”ม.112-คอมพ์
บ่ายวันเดียวกันเวลา13.30น.ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี( บก.ปอท.)นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี นายทศพล เพ็งส้ม และคณะทีมวอร์รูมฝ่ายกฎหมายคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี คณะทำงานสนับสนุนผู้ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ(สสอ.)ได้เข้าพบ พ.ต.อ.นิติพัฒน์ วุฒิบุณยสิทธิ์ ผกก.(สอบสวน) บก.ปอท.ร.ต.ท.นัฐพล ทะเลน้อย รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. เพื่อให้ดำเนินคดีกับ น.ส.อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ข้อหาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กรณีที่ใช้คำพูดกล่าวหาโจมตี นายกรัฐมนตรีขณะอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วนำข้อความคำพูดดังกล่าว ไปโพสต์ในสื่อโซเชียลจนได้รับความเสียหาย อีกทั้ง ยังมีหลักฐานว่ามีการใช้ถ้อยคำที่ก้าวล่วงสถาบันฯ ทางวอร์รูมของรัฐบาลจึงเห็นว่าจะต้องแจ้งความดำเนินคดีกับน.ส.อมรรัตน์ ในความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และจากการติดตามพยานหลักฐานยังพบมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มมวลชนที่มีพฤติกรรมในการสนับสนุนการก้าวล่วงและจาบจ้วงสถาบันด้วย พฤติการณ์ดังกล่าว มีความผิดและเข้าข่ายการทำผิดกฎหมาย จึงต้องแจ้งความดำเนินคดีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
ศาลรธน.รับวินิจฉัยปมแก้รธน.
วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องของรัฐสภา ให้พิจารณาหน้าที่และอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา ตามที่ประธานรัฐสภา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา210 วรรคหนึ่ง(2)กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256(1) ซึ่งกรณีญัตติด่วนที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และนายสมชาย แสวงการ ส.ว. เป็นเสนอและที่ประชุมรัฐสภาเสียงข้างมากมีมติเห็นด้วยให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว
โดยเห็นว่ามีอำนาจตามมาตรา 201 วรรคหนึ่ง และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้ผู้เกี่ยวข้อง คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ และ นายอุดม รัฐอมฤต ทำความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 3 มีนาคม 2564 และนัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 4 มีนาคม 2564
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี