วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
รัฐบาลไฟเขียวออก‘พรก.ไซเบอร์’
ปราบแก๊งคอลฯ!
‘แบงก์-มือถือ’ห้ามลอยตัว
ร่วมรับผิดชอบความเสียหาย
ให้อำนาจจนท.จับกุม-เพิ่มโทษ
คาดบังคับใช้กุมภาพันธ์นี้
ครม.ไฟเขียว ติดดาบ พ.ร.ก.จัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่จับกุม-เพิ่มโทษ ส่วนธนาคารและเครือข่ายมือถือ ต้องร่วมรับผิดชอบ ลอยตัวไม่ได้อีกเหยื่อได้เงินคืนเร็วขึ้น คาดมีผลบังคับใช้ ก.พ.นี้ ‘โรม’ จี้ภัยคุกคามประชาชน จี้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา
เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เสนอแก้ไขพ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเหตุผลเร่งด่วนตามการชี้แจง ในที่ประชุม ครม.ดังนี้ รัฐบาลพบว่าประชาชนยังได้รับความเสียหายเฉลี่ยต่อวัน 60-70ล้านบาท จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนในการแก้ปัญหานี้ พ.ร.ก.ฉบับเดิม พ.ศ.2566 ยังขาดอำนาจหน้าที่และการกำหนดโทษหลายๆ ประเด็นโดยเฉพาะอำนาจการดำเนินการกับบัญชีม้าบนแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Lending (P2P), อำนาจการคืนเงินให้กับประชาชนและการรับผิดร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
สำหรับพ.ร.ก.ฉบับนี้มีสาระสำคัญในการเสนอการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.ฉบับเดิม พ.ศ.2566 ดังนี้
1.เพิ่มอำนาจการดำเนินการกับแพลตฟอร์ม P2P ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด 2.เพิ่มหน้าที่ให้ telco provider ต้องระงับซิมที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด 3.เพิ่มหน้าที่การส่งข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีม้าของธนาคารต่าง ๆ ไปยัง ปปง.เพื่อตรวจสอบและคืนเงินให้กับผู้เสียหายได้รวดเร็วมากขึ้น 4.เพิ่มบทลงโทษแพลตฟอร์ม P2P รวมถึงธนาคารที่ไม่ปฏิเสธการเปิดบัญชีของคนร้าย 5.เพิ่มบทลงโทษผู้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและ 6.เพิ่มบทลงโทษให้สถาบันการเงิน เครือข่ายมือถือ สื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
นายจิรายุ กล่าวต่อว่า นายกฯ ได้สอบถามถึงการประกาศใช้เป็น พ.ร.ก.ว่าจะสามารถจัดการกระบวนการหลอกลวงที่เป็นปัญหาสังคมอยู่ในขณะนี้ได้อย่างไร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้มีความเห็นอย่างไร โดยเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าหาก ครม.พิจารณาแล้วเห็นว่าการกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ย่อมสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวได้
นายจิรายุ กล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงดีอี เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และให้รับร่าง พ.ร.ก.ไปพิจารณาปรับรูปแบบ โดยให้รับความเห็นหน่วยงานไปประกอบการพิจารณาสำหรับร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้หลังจาก ครม.เห็นชอบ และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจะมีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งเลขาธิการกฤษฎีกา ระบุว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน คาดว่าจะประกาศบังคับใช้ได้ในเดือนกุมภาพันธ์นี้
ทั้งนี้ รายละเอียดเหตุผลการตรา พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มีมาตรการบังคับทางกฎหมายที่ยังไม่เพียงพอกับรูปแบบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566-พฤศจิกายน 2567 มีคดีออนไลน์รวม 402,542 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 42,662 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงดีอี จึงเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.ดังกล่าว โดยเพิ่มมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และมิจฉาชีพ เช่น1.ห้ามการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Lending (P2P)โดยห้ามให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทคริปโทเคอร์เรนซีโทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ในทางพาณิชย์ และให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีหน้าที่ปฏิเสธการเปิดบัญชีและระงับการให้บริการหรือการทำธุรกรรมกับ ลูกค้าที่มีรายชื่อหรือใช้กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ลดปัญหาการฟอกเงินโดยนำมาเปลี่ยนเป็นเงินสกุลดิจิทัล)
2.ให้สำนักงาน กสทช.หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมีหน้าที่สั่งระงับการให้บริการเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์มือถือเป็นการชั่วคราวเมื่อพบเหตุอันควรสงสัย3.ให้สถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือสื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย ที่ถูกหลอกลวงจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หากหน่วยงานดังกล่าวไม่ได้ใช้ความระมัดระวังที่พึงปฏิบัติในวิชาชีพ และ 4.ให้อำนาจแก่คณะกรรมการธุรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นผู้พิจารณาคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อพิจารณามีคำสั่งถึงที่สุดก่อน
ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดีอี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบการแก้ไขพ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีสาระสำคัญ 5 ประเด็น คือ 1.กำหนดความรับผิดชอบร่วมของสถาบันการเงิน เครือข่ายมือถือ และสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น2.กำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ต้องมีหน้าที่ระงับการใช้งานซิมการ์ดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทันที 3.การเร่งรัดกระบวนการคืนเงินให้ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการเพิ่มหน้าที่ให้ธนาคารต้องส่งข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี ที่มีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อให้สามารถตรวจสอบ และคืนเงินให้กับผู้เสียหายได้โดยเร็ว
4.เพิ่มอำนาจการดำเนินการกับแพลตฟอร์มโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบในการป้องกัน และตรวจสอบการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในระบบของตน และ 5.เพิ่มบทลงโทษสำหรับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลจะต้องมีบทลงโทษที่เหมาะสม ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดโทษเพิ่มเติมสองลักษณะ คือ เปิดเผยแบบส่งต่อ และเปิดเผยแบบขายข้อมูล ซึ่งโทษจะหนักเบาต่างกัน โทษสูงสุดปรับ 5 ล้านบาทต่อหนึ่งกระทง ส่วนโทษจำคุก 5 ปี วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ลดความเสียหายให้พี่น้องประชาชน
นายประเสริฐ เปิดเผยด้วยว่า การดึงเงินคืนให้ผู้เสียหายจากเดิมที่ใช้เวลาปีกว่าๆ จะเหลือ 6 เดือนหรือไม่เกิน 1 ปีหรืออาจจะคืนได้ทันทีในการดึงเงินคืนกลับมาให้ผู้เสียหาย โดยเฉพาะหากผู้เสียหายยืนยันข้อมูลได้ตรงกับบัญชีก็จะคืนได้ทันที จากเดิมที่ต้องผ่านกระบวนการศาล และมีการฟ้องร้องเสียก่อน
ที่รัฐภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียนจากนายพงษ์ประพันธ์ นิตยารัมภ์พงศ์ พร้อมด้วยผู้ได้รับความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งได้รวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อฟ้องหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ทำงานไม่รอบคอบ โดยนายรังสิมันต์ กล่าวว่า รับทราบข่าวในทำนองเดียวกัน เป็นกรณีที่เกิดขึ้นเยอะมาก ความเสียหายต่อประชาชนโดยรวมทั้งประเทศต่อปี ข้อมูลทางการอยู่ที่หลัก 7-8 หมื่นล้านบาท ซึ่งตัวเลขจริงอาจทะลุแสนล้านบาท
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นภัยคุกคามที่สำคัญของประเทศและประชาชน เราไม่สามารถที่จะนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ได้อีกจะต้องทำให้จบปัญหาภัยคุกคามนี้ได้แล้วซึ่งมีหลายภาคส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ว่าเป็นธนาคารที่จะต้องมีมาตรการในการป้องกัน และเรื่องนี้เราคุยกันในสภาฯ หลายครั้ง โดยถามถึงความรับผิดชอบการจัดการเกี่ยวกับระบบการเงินการธนาคาร เป็นไปได้อย่างไรที่บัญชีม้า สามารถโอนเงินจากบัญชีอื่นๆ ได้ ซึ่งตนคิดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนไม่มากก็น้อย เป็นผลโดยตรงจากระบบธนาคารของเราอ่อนแอ ปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้
“แม้กระทั่งเรื่องซิมเราทราบว่าปัจจุบันมีซิมม้ามากมาย แต่เราไม่ได้เห็นรูปธรรมชัดเจนในการปราบปรามซิมม้า และนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิด มีการดำเนินการมากน้อยแค่ไหน เราไม่เห็นหน่วยงานรัฐตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างจริงจัง” นายรังสิมันต์ กล่าวและว่า ไม่ว่าเราจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรก็แล้วแต่ ตราบใดที่ประชาชนยังได้รับความเสียหายแบบนี้ เม็ดเงินของประชาชนไหลออก เกิดอาชญากรรมแบบนี้ ไม่ใช่แค่ทำลายชีวิตประชาชน แต่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศและการท่องเที่ยว ตนคิดว่านี่คือวาระของประเทศไทย ที่จำเป็นต้องจัดการอย่างจริงจัง เรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของกมธ.และพยายามดำเนินการเรื่องนี้ถึงต้นตอ วันนี้ประเทศไทยรู้ว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ที่ไหน ซึ่งมีการค้ามนุษย์ด้วยเหลือแค่การลงมือปราบปรามสาวถึงตัวการ
ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ กล่าวถึงกรณีที่จะเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 5-8 กุมภาพันธ์นี้ ว่าจะได้พูดคุยกับ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน หารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหาแก็งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งจีนเองก็อยากได้ความร่วมมือจากเราเช่นกัน โดยในรายละเอียดต้องส่งให้กระทรวงดีอีคุยกับฝ่ายความมั่นคงของเขา แต่ตนจะไปคุย ก็จะต้องบอกว่าเป็นห่วงเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์และพูดคุยตามหัวข้อหลัก
เหยื่อได้เงินคืนเร็วขึ้น คาดมีผลบังคับใช้ ก.พ.นี้ “โรม” จี้ภัยคุกคามประชาชน จี้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา
เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เสนอแก้ไขพ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเหตุผลเร่งด่วนตามการชี้แจง ในที่ประชุม ครม.ดังนี้ รัฐบาลพบว่าประชาชนยังได้รับความเสียหายเฉลี่ยต่อวัน 60-70 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนในการแก้ปัญหานี้ พ.ร.ก.ฉบับเดิม พ.ศ.2566 ยังขาดอำนาจหน้าที่และการกำหนดโทษหลายๆ ประเด็นโดยเฉพาะอำนาจการดำเนินการกับบัญชีม้าบนแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Lending (P2P), อำนาจการคืนเงินให้กับประชาชนและการรับผิด
ร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
สำหรับพ.ร.ก.ฉบับนี้มีสาระสำคัญในการเสนอการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.ฉบับเดิม พ.ศ.2566 ดังนี้
1.เพิ่มอำนาจการดำเนินการกับแพลตฟอร์ม P2P ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด 2.เพิ่มหน้าที่ให้ telco provider ต้องระงับซิมที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด 3.เพิ่มหน้าที่การส่งข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีม้าของธนาคารต่างๆ ไปยัง ปปง.เพื่อตรวจสอบและคืนเงินให้กับผู้เสียหายได้รวดเร็วมากขึ้น 4.เพิ่มบทลงโทษแพลตฟอร์ม P2P รวมถึงธนาคารที่ไม่ปฏิเสธการเปิดบัญชีของคนร้าย 5.เพิ่มบทลงโทษผู้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และ 6.เพิ่มบทลงโทษให้สถาบันการเงิน เครือข่ายมือถือ สื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
นายจิรายุกล่าวต่อว่า นายกฯ ได้สอบถามถึงการประกาศใช้เป็น พ.ร.ก.ว่าจะสามารถจัดการกระบวนการหลอกลวงที่เป็นปัญหาสังคมอยู่ในขณะนี้ ได้อย่างไร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้มีความเห็นอย่างไร โดยเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าหาก ครม.พิจารณาแล้วเห็นว่าการกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ย่อมสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวได้
นายจิรายุกล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงดีอี เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และให้รับร่างพ.ร.ก.ไปพิจารณาปรับรูปแบบ โดยให้รับความเห็นหน่วยงานไปประกอบการพิจารณาสำหรับร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้หลังจากครม.เห็นชอบ และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจะมีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งเลขาธิการกฤษฎีกา ระบุว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน คาดว่าจะประกาศบังคับใช้ได้ในเดือนกุมภาพันธ์นี้
ทั้งนี้ รายละเอียดเหตุผลการตราพ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มีมาตรการบังคับทางกฎหมายที่ยังไม่เพียงพอกับรูปแบบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566-พฤศจิกายน 2567 มีคดีออนไลน์รวม 402,542 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 42,662 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงดีอี จึงเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการแก้ไข เพิ่มเติมพ.ร.ก.ดังกล่าว โดยเพิ่มมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และมิจฉาชีพ เช่น1.ห้ามการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Lending (P2P)โดยห้ามให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทคริปโทเคอร์เรนซีโทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ในทางพาณิชย์ และให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีหน้าที่ปฏิเสธการเปิดบัญชีและระงับการให้บริการหรือการทำธุรกรรมกับ ลูกค้าที่มีรายชื่อหรือใช้กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ลดปัญหาการฟอกเงินโดยนำมาเปลี่ยนเป็นเงินสกุลดิจิทัล)
2.ให้สำนักงาน กสทช.หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมีหน้าที่สั่งระงับการให้บริการเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์มือถือเป็นการชั่วคราวเมื่อพบเหตุอันควรสงสัย 3.ให้สถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือสื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย ที่ถูกหลอกลวงจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หากหน่วยงานดังกล่าวไม่ได้ใช้ความระมัดระวังที่พึงปฏิบัติในวิชาชีพ และ 4.ให้อำนาจแก่คณะกรรมการธุรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นผู้พิจารณาคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อพิจารณามีคำสั่งถึงที่สุดก่อน
ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดีอีเปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบการแก้ไขพ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีสาระสำคัญ 5 ประเด็น คือ 1.กำหนดความรับผิดชอบร่วมของสถาบันการเงิน เครือข่ายมือถือ และสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น 2.กำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ต้องมีหน้าที่ระงับการใช้งานซิมการ์ดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทันที 3.การเร่งรัดกระบวนการคืนเงินให้ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการเพิ่มหน้าที่ให้ธนาคารต้องส่งข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี ที่มีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้สามารถตรวจสอบ และคืนเงินให้กับผู้เสียหายได้โดยเร็ว
4.เพิ่มอำนาจการดำเนินการกับแพลตฟอร์มโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบในการป้องกัน และตรวจสอบการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในระบบของตน และ 5.เพิ่มบทลงโทษสำหรับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลจะต้องมีบทลงโทษที่เหมาะสม ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดโทษเพิ่มเติมสองลักษณะ คือ เปิดเผยแบบส่งต่อ และเปิดเผยแบบขายข้อมูล ซึ่งโทษจะหนักเบาต่างกัน โทษสูงสุดปรับ5 ล้านบาทต่อหนึ่งกระทง ส่วนโทษจำคุก 5 ปี วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ลดความเสียหายให้พี่น้องประชาชน
นายประเสริฐเปิดเผยด้วยว่า การดึงเงินคืนให้ผู้เสียหายจากเดิมที่ใช้เวลาปีกว่าๆ จะเหลือ 6 เดือน หรือไม่เกิน 1 ปี หรืออาจจะคืนได้ทันทีในการดึงเงินคืนกลับมาให้ผู้เสียหายโดยเฉพาะหากผู้เสียหายยืนยันข้อมูลได้ตรงกับบัญชีก็จะคืนได้ทันที จากเดิมที่ต้องผ่านกระบวนการศาล และมีการฟ้องร้องเสียก่อน
ที่รัฐภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียนจากนายพงษ์ประพันธ์ นิตยารัมภ์พงศ์ พร้อมด้วยผู้ได้รับความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งได้รวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อฟ้องหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ทำงานไม่รอบคอบ โดยนายรังสิมันต์กล่าวว่า รับทราบข่าวในทำนองเดียวกัน เป็นกรณีที่เกิดขึ้นเยอะมาก ความเสียหายต่อประชาชนโดยรวมทั้งประเทศต่อปี ข้อมูลทางการอยู่ที่หลัก 7-8 หมื่นล้านบาท ซึ่งตัวเลขจริงอาจทะลุแสนล้านบาท
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นภัยคุกคามที่สำคัญของประเทศและประชาชน เราไม่สามารถที่จะนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ได้อีกจะต้องทำให้จบปัญหาภัยคุกคามนี้ได้แล้วซึ่งมีหลายภาคส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ว่าเป็นธนาคารที่จะต้องมีมาตรการในการป้องกัน และเรื่องนี้เราคุยกันในสภาฯ หลายครั้ง โดยถามถึงความรับผิดชอบการจัดการเกี่ยวกับระบบการเงินการธนาคาร เป็นไปได้อย่างไรที่บัญชีม้า สามารถโอนเงินจากบัญชีอื่นๆ ได้ ซึ่งตนคิดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนไม่มากก็น้อย เป็นผลโดยตรงจากระบบธนาคารของเราอ่อนแอ ปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้
“แม้กระทั่งเรื่องซิมเราทราบว่าปัจจุบันมีซิมม้ามากมาย แต่เราไม่ได้เห็นรูปธรรมชัดเจนในการปราบปรามซิมม้า และนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิด มีการดำเนินการมากน้อยแค่ไหน เราไม่เห็นหน่วยงานรัฐตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างจริงจัง” นายรังสิมันต์ กล่าวและว่า ไม่ว่าเราจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรก็แล้วแต่ ตราบใดที่ประชาชนยังได้รับความเสียหายแบบนี้เม็ดเงินของประชาชนไหลออก เกิดอาชญากรรมแบบนี้ ไม่ใช่แค่ทำลายชีวิตประชาชน แต่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศและการท่องเที่ยว ตนคิดว่านี่คือวาระของประเทศไทย ที่จำเป็นต้องจัดการอย่างจริงจัง เรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของกมธ.และพยายามดำเนินการเรื่องนี้ถึงต้นตอ วันนี้ประเทศไทยรู้ว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ที่ไหน ซึ่งมีการค้ามนุษย์ด้วยเหลือแค่การลงมือปราบปรามสาวถึงตัวการ
ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ กล่าวถึงกรณีที่จะเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่5-8 กุมภาพันธ์นี้ ว่าจะได้พูดคุยกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน หารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งจีนเองก็อยากได้ความร่วมมือจากเราเช่นกัน โดยในรายละเอียดต้องส่งให้กระทรวงดีอีคุยกับฝ่ายความมั่นคงของเขา แต่ตนจะไปคุย ก็จะต้องบอกว่าเป็นห่วงเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์และพูดคุยตามหัวข้อหลัก
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี