ชำแหละบทสนทนา'อนุทิน-ทรัมป์' เอ็ดดี้ถาม...ไม่ดีพอจริงหรือ?

ชำแหละบทสนทนา'อนุทิน-ทรัมป์' เอ็ดดี้ถาม...ไม่ดีพอจริงหรือ?

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.24 น.

เอ็ดดี้ อัษฎฎางค์ ชำแหละคำพูดทรัมป์-อนุทิน ละเอียดยิบ ถาม คุณยังคิดว่า“อนุทิน”ไม่ดีพอจริงหรือ?

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความเรื่อง คุณยังคิดว่า“อนุทิน”ไม่ดีพอจริงหรือ?โดยได้วิเคราะห์คำพูดในการพูดคุยระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา อย่างละเอียด


คุณยังคิดว่า“อนุทิน”ไม่ดีพอจริงหรือ?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

1. คำว่า“อุบัติเหตุ” ของทรัมป์ คือคำที่อันตรายทางการเมือง
• ทรัมป์พยายามเคลมความสำเร็จ ว่าตนเองสามารถ "หยุดสงคราม" ได้แล้ว โดยใช้บารมีส่วนตัวและความสัมพันธ์ทางการค้า
• ทรัมป์ใช้คำว่า “was an accident” เป็นการ ลดระดับความผิด ของต้นเหตุ
• ทรัมป์เรียกเหตุระเบิดที่เป็นชนวนเหตุว่า "Roadside accident" (อุบัติเหตุริมทาง) ซึ่งเป็นการลดทอนความตั้งใจในการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ดูเหมือนเรื่องจบง่าย ทั้งที่ในความเป็นจริงมันคือการปะทะทางการทหาร
• แต่ตามด้วย “Thailand nevertheless retaliated very strongly” ทำให้ไทยดูเหมือน ตอบโต้เกินเหตุ ในสายตาคนนอก

2. ประโยคเปิดของอนุทิน
“It’s definitely not a roadside accident.” คือการตบหน้าทางการทูต โดยปฏิเสธคำว่า "อุบัติเหตุ" ของทรัมป์อย่างสิ้นเชิง เพื่อยืนยันว่านี่คือ "การรุกราน" ที่ไทยยอมรับไม่ได้
ข้อความของอนุทิน = “การปิดประตูคำว่าอุบัติเหตุ” = การตัดวาทกรรมของอีกฝ่ายโดยตรง
• ไม่เปิดช่องให้ตีความ
• ไม่ยอมรับกำหนดกรอบแบบทรัมป์
• ส่งสัญญาณถึงทั้งในและนอกประเทศว่า
• ประโยค "Thailand will continue to perform military actions..." คือการประกาศชัดเจนว่า "ไม่หยุดยิง" (No Ceasefire) ตามที่ทรัมป์อ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยพร้อมจะขัดใจสหรัฐฯ เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ
• ประโยค "การกระทำของเราเมื่อเช้านี้ได้พิสูจน์แล้ว" (Our actions this morning already spoke) เป็นการยืนยันปฏิบัติการทางทหารที่เพิ่งเกิดขึ้นจริง
• ประโยค "Thailand will continue to perform military actions..." คือการประกาศชัดเจนว่า "ไม่หยุดยิง" (No Ceasefire) ตามที่ทรัมป์อ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยพร้อมจะขัดใจสหรัฐฯ เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ

3. ทรัมป์วางตัวเองเป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย + เจ้าของสันติภาพ”
สังเกตถ้อยคำ:
• “Peace Accord made with me”
• “It is my Honor to work with…”
นี่คือ Trump-style diplomacy
• ยกตัวเองเป็นศูนย์กลาง
• สันติภาพ = สิ่งที่ “เกิดเพราะฉัน”
• ประเทศคู่ขัดแย้ง = ผู้ตาม
ทรัมป์พยายามเคลมความสำเร็จ (Claim Credit) ว่าตนเองสามารถ "หยุดสงคราม" ได้แล้ว โดยใช้บารมีส่วนตัวและความสัมพันธ์ทางการค้า

4. คำว่า “Peace” ถูกผูกกับ “Trade”
• มีการอ้างชื่อผู้นำมาเลเซีย (Anwar Ibrahim) และเรื่อง "การค้า" มาเป็นเครื่องต่อรองเพื่อให้ไทยและกัมพูชายอมสงบศึก
• “ready for PEACE and continued Trade with the United States”
แปลเป็นภาษายุทธศาสตร์ได้ว่า:
”สันติภาพ = เงื่อนไขของการค้า“
นี่ไม่ใช่สันติภาพเชิงศีลธรรม
แต่คือ Peace as a bargaining chip

5. สันติภาพแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
คำว่า "Peace as a bargaining chip" (สันติภาพในฐานะเบี้ยต่อรอง) หมายถึง การที่มหาอำนาจ (สหรัฐฯ โดยทรัมป์) ไม่ได้มองว่า "สันติภาพ" เป็นเป้าหมายสูงสุดทางมนุษยธรรม แต่มองว่าเป็น "สินค้า" หรือ "เครื่องมือ" ที่นำมาใช้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์อื่น ๆ
สันติภาพแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (Peace for Trade)
หากสังเกตในข้อความของทรัมป์ เขาเขียนว่า:
"Both Countries are ready for PEACE and continued Trade with the United States of America."
ทรัมป์กำลังผูกเงื่อนไขว่า "ถ้าอยากได้สันติภาพ ก็ต้องทำการค้ากับอเมริกาต่อ"
• The Chip (เบี้ย): การหยุดยิงและการกลับไปใช้ข้อตกลงสันติภาพ
• The Price (ราคาที่ต้องจ่าย): การยอมรับข้อตกลงทางการค้า หรือการให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่สหรัฐฯ
ทรัมป์กำลังใช้บารมีของตนในการกดดันให้เกิดความสงบ เพื่อแลกกับการการันตีว่าผลประโยชน์ของสหรัฐฯ จะไม่ได้รับผลกระทบ หรืออาจจะได้ดีลที่ดีขึ้นจากการเป็น "คนกลาง" ครั้งนี้
ทรัมป์ใช้ "สันติภาพที่ (อ้างว่า) เกิดขึ้น" เป็นเบี้ยในการต่อรองคะแนนนิยมในเวทีโลกและในประเทศตัวเอง เขาพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น “ผู้สร้างสันติภาพโลก” ที่สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันผู้นำอาเซียนได้
สังเกตการใช้คำว่า "Peace Accord made with me" (ข้อตกลงสันติภาพที่ทำไว้กับผม) เป็นการเน้นย้ำว่า "ฉันคือเจ้าของดีลนี้" ถ้าไม่มีฉัน ก็ไม่มีสันติภาพ
ทำไมคุณอนุทินถึง "ปัดตก" เบี้ยตัวนี้?
การที่คุณอนุทินโพสต์ตอบโต้ทันทีว่า "It's definitely not a roadside accident." และ "continue to perform military actions" แสดงให้เห็นว่า
ไทยมองว่า "ศักดิ์ศรีและบูรณภาพดินแดน" มีค่ามากกว่า "สันติภาพจอมปลอม" ที่ทรัมป์หยิบยื่นให้
คุณอนุทินปฏิเสธที่จะใช้ "ความสงบ" มาเป็นเบี้ยต่อรอง เพราะสำหรับไทยในสถานการณ์นี้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ที่ประนีประนอมไม่ได้

ถ้าคุณเป็นคนไทย คุณยังไม่พอใจท่าที่ของผู้นำของไทยที่ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล อีกหรือ?
ที่แม้จะโดนมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกกดดันขนาดนี้ เขายังกล้ายกความมั่นคงของชาติและศักดิ์ศรีของคนไทยเป็นเรื่องที่ยอมใครไม่ได้
ผมไม่ใช่ติ่งอนุทิน แต่บทบาทในฐานะผู้นำของชาติของเขาชัดเจนและควรได้รับการยกย่อง

สรุป
• ฝ่ายไทยพยายาม ยกระดับเหตุการณ์ → ความมั่นคงของรัฐ
• ทรัมป์พยายาม ลดทอนเหตุ → อุบัติเหตุ + ดึงบทบาทไกล่เกลี่ยมาเป็นของตัวเอง
• “สันติภาพ” ในที่นี้ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย
แต่คือ “เครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจ”

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top