พรรคส้มกับปมร้อนประกันสังคม วางความเสี่ยงบนไหล่คนทำงาน

พรรคส้มกับปมร้อนประกันสังคม วางความเสี่ยงบนไหล่คนทำงาน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

ประกันสังคมมีปัญหาจริง และคนทำงานจำนวนมากอยู่กับความรู้สึกนี้มานาน เงินถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือนแบบไม่เคยพลาด แต่คำอธิบายกลับมาไม่สม่ำเสมอ การลงทุนหลายกรณีเดินหน้าไปโดยผู้ประกันตนไม่เคยรับรู้ล่วงหน้า สิทธิประโยชน์หลายด้านขยับช้า ทั้งที่เงินกองทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความไม่พอใจจึงสะสมอยู่กับแรงงานจำนวนมาก

ในทางโครงสร้าง ประกันสังคมไม่ได้ไร้กลไกกำกับ บอร์ดประกันสังคมประกอบด้วยตัวแทนสามฝ่าย คือ ภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง โดยฝ่ายลูกจ้างมาจากการเลือกตั้ง เป้าหมายคือถ่วงดุลอำนาจและดูแลเงินกองทุนมูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติ ระบบที่ซับซ้อน ตรวจสอบยาก และตัดสินใจช้า ทำให้ผู้ประกันตนจำนวนมากรู้สึกว่า ต่อให้มีตัวแทน เสียงของตัวเองก็ยังไม่เคยไปถึงจุดตัดสินใจจริง


ความคาใจแบบนี้เองที่ทำให้ประกันสังคมกลายเป็นพื้นที่อ่อนไหวทางการเมือง เพราะมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 20 ล้านคน เป็นแรงงานที่ถูกหักเงินเหมือนกัน และตั้งคำถามคล้ายกันว่า ใครเป็นคนกำหนดทิศทางเงินที่พวกเขาจ่ายทุกเดือน

พรรคการเมืองหลายพรรคอาจพูดเรื่องแรงงานเป็นครั้งคราว แต่ พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” วางประกันสังคมเป็นแกนการเคลื่อนไหวอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2566 ผ่านทีมประกันสังคมก้าวหน้าและนโยบาย 14 ข้อ พร้อมส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง และสามารถชนะการเลือกตั้งเข้าไปมีบทบาทในฝ่ายลูกจ้างได้จริงตั้งแต่ช่วงนั้น

ชัยชนะในบอร์ดไม่ได้เป็นปัญหาในตัวมันเอง แต่ทำให้ประกันสังคมเปลี่ยนจากพื้นที่นโยบาย มาเป็นพื้นที่อำนาจ เพราะเมื่อฝ่ายลูกจ้างมาจากการเลือกตั้ง ใครจัดตั้งเครือข่ายได้ก่อน ก็ย่อมมีอิทธิพลต่อทิศทางการตัดสินใจมากกว่า จุดนี้เองที่ทำให้ประกันสังคมเริ่มถูกผูกโยงกับการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนข้อเสนอของพรรคส้ม คือการดึงประกันสังคมออกจากระบบราชการ ตั้งเป็นนิติบุคคล และส่งการบริหารงานประจำไปอยู่ในมือของ “เอกชนมืออาชีพ” คำนี้ถูกพูดซ้ำราวกับเป็นคำตอบสำเร็จรูป ทั้งที่ไม่มีใครบอกได้ว่า เอกชนกลุ่มนั้นคือใคร ใครเป็นคนเลือก และต้องรับผิดกับใคร

เงินออมบังคับของแรงงานหลายสิบล้านคน กำลังถูกเสนอให้ย้ายไปอยู่ในมือของกลุ่มคนที่ไม่มีตัวตนชัด ไม่มีหลักประกัน และไม่มีความรับผิดทางการเมืองรองรับ

สำหรับผู้ประกันตนไทย คำว่าเอกชนมืออาชีพจึงไม่สร้างความมั่นใจ แต่กลับเพิ่มคำถามว่า หากตัดสินใจพลาด ใครจะเป็นคนรับผิดจริง

เมื่อโครงสร้างถูกเปลี่ยน ประเด็นเงินสมทบก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐจะยังจ่ายเงินสมทบหรือไม่ หากยังจ่าย จะกำกับผ่านกลไกใด แต่หากรัฐลดหรือหยุดจ่าย ภาระจะถูกโยกไปให้แรงงานและนายจ้างเพิ่มขึ้นแค่ไหน เรื่องนี้ยังไม่มีคำอธิบายที่ทำให้ผู้จ่ายเงินสบายใจ

ระบบประกันสังคมตั้งอยู่บนหลักสมทบสามฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอย สมดุลทั้งระบบย่อมเปลี่ยนทันที และคนที่รับแรงกระแทกก่อนใคร คือผู้ใช้แรงงานที่ถูกหักเงินทุกเดือนโดยไม่มีทางเลือก

ข้อเสนอขยายวาระบอร์ดจาก 2 ปี เป็น 4 ปี ยิ่งตอกย้ำความกังขา เพราะแทนที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กลับเลือกขยายเวลาถืออำนาจ ในขณะที่ระบบใหม่ยังไม่เคยพิสูจน์ตัวเอง

จุดที่กระแทกความรู้สึกผู้ประกันตนไทยแรงที่สุด อยู่ที่นโยบายข้อ 14 ข้อเสนอนี้เปิดให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิเลือกตั้งบอร์ด และมีสิทธิสมัครเข้าไปเป็นบอร์ดประกันสังคม เท่ากับขยายอำนาจการตัดสินใจไปถึงคนข้ามชาติในระบบที่เงินกองทุนเกิดจากแรงงานในประเทศเป็นหลัก

การตั้งคำถามต่อข้อเสนอนี้ไม่ได้เป็นการปฏิเสธสิทธิมนุษยชน แต่เป็นการพูดถึงขอบเขตของอำนาจในระบบประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนไทยจำนวนมาก ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับชีวิตแรงงานของประเทศนี้ก่อน เมื่ออำนาจกำหนดทิศทางถูกเปิดออกไปกว้าง โดยไม่มีเส้นแบ่งที่ชัด ความรู้สึกว่าความเป็นเจ้าของกำลังถูกลดทอนย่อมเกิดขึ้น

แนวคิดและขบวนการรื้อโครงสร้างประกันสังคมไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน แต่ถูกคิดและวางไว้ล่วงหน้ามานาน ก่อนจะถูกหยิบขึ้นมาโหมประโคมอีกครั้งในช่วงใกล้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวะที่กระแสของพรรคส้มลดระดับลงพอดี ประกันสังคมซึ่งมีผู้ประกันตนมากกว่า 20 ล้านคน จึงถูกดันขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก เพราะเป็นฐานขนาดใหญ่ที่แปลงเป็นคะแนนเสียงได้เร็วที่สุด

เมื่อมองย้อนจังหวะการเมือง คำถามยิ่งชัด พรรคส้มไม่ได้ขาดโอกาส ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา พรรคนี้เคยยกมือสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี เส้นทางการเข้าร่วมรัฐบาลและเข้าไปจัดการปัญหาแรงงานจากภายในมีอยู่ตรงหน้า แต่พรรคเลือกยืนเป็นฝ่ายค้าน แล้วใช้ประกันสังคมเป็นเวทีโจมตีจากภายนอก

การเมืองในลักษณะนี้พูดได้แรง ใช้ต้นทุนน้อย แต่ความเสี่ยงถูกผลักไปให้แรงงานทั้งระบบ

ประกันสังคมไม่ใช่เวทีให้พรรคส้มทดลองความคิด ไม่ใช่พื้นที่ฟื้นกระแส และไม่ใช่เครื่องมือหาคะแนนจากความคาใจของผู้ใช้แรงงาน เงินกองทุนนี้คือเงินที่คนทำงานถูกหักทุกเดือน ไม่ใช่หมากบนกระดานการเมืองของใคร

การหยิบปัญหาที่สะสมมานานมาขยายเสียง แล้วขายชุดแนวคิดรื้อโครงสร้างทั้งระบบโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเอง คือการเมืองที่ใช้แรงงานเป็นเชื้อไฟ พรรคส้มได้พื้นที่ ได้กระแส และหวังคะแนนจากผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน โดยไม่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ในระยะยาว

หากความคิดนั้นพลาด คนที่เสียหายไม่ใช่พรรค ไม่ใช่แกนนำ และไม่ใช่ผู้เสนอแนวคิด แต่คือแรงงานทั้งระบบที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์จริง ประกันสังคมไม่ควรถูกนำไปเดิมพันทางการเมือง เพราะมันคือชีวิตของคนทำงาน ไม่ใช่เครื่องมือหาเสียง.

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top