วาทกรรม กาเพื่อเปลี่ยน อนาคตที่ว่างเปล่าในมือส้ม

วาทกรรม กาเพื่อเปลี่ยน อนาคตที่ว่างเปล่าในมือส้ม

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.31 น.

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง แต่เป็นการแข่งขันระหว่างวิธีอธิบายประเทศ ว่าไทยอยู่ตรงไหน และควรถูกพาไปทางใด

พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม เลือกใช้ถ้อยคำหนึ่งเป็นแกนในการหาเสียงอย่างต่อเนื่อง คำว่า “กาเพื่อเปลี่ยน” ถูกพูดซ้ำบนเวที ถูกเขียนบนป้าย สติกเกอร์ และถูกขยายต่อโดยผู้สนับสนุนอย่างเป็นระบบ


ในการหาเสียงแบบนี้ “กาเพื่อเปลี่ยน” ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ชวนเข้าคูหา แต่ทำหน้าที่เป็นคำอธิบายประเทศแบบลัด ว่าการเมืองที่ผ่านมาใช้ไม่ได้ และสิ่งที่มีอยู่ไม่ควรถูกวางใจอีกต่อไป

ความหมายของ “เปลี่ยน” ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบาย แต่ครอบคลุมไปถึงโครงสร้าง รัฐธรรมนูญ ระบบการเมือง และชุดคนที่บริหารประเทศอยู่ การเลือกพรรคส้มถูกเสนอในฐานะทางออกจากของเดิมทั้งชุด

การหาเสียงลักษณะนี้จัดลำดับความคิดให้ชัดว่า อะไรคืออนาคต และอะไรคือสิ่งที่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แกนกลางของการหาเสียงพรรคส้ม คือการอธิบายว่าปัญหาประเทศแทบทุกเรื่องผูกอยู่กับคำว่า “โครงสร้าง” ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา หรือคุณภาพชีวิต

เศรษฐกิจโตช้า เพราะโครงสร้าง
ความยากจนดำรงอยู่ เพราะโครงสร้าง
การศึกษามีปัญหา เพราะโครงสร้าง
นักการเมืองล้มเหลว ก็เพราะโครงสร้าง

การอธิบายแบบนี้มีประสิทธิภาพในเชิงหาเสียง เพราะมันทำให้เรื่องซับซ้อนดูเข้าใจง่าย ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องแยกว่าอะไรผิดตรงไหน แค่เชื่อว่าระบบผิด และต้องเปลี่ยนทั้งชุด

แต่ในเชิงตรรกะทางการเมือง การอธิบายแบบรวมศูนย์เช่นนี้มีปัญหา เพราะมันตัดความรับผิดในระดับการบริหาร นโยบายที่ผิดพลาด และการตัดสินใจที่ล้มเหลวในโลกจริงออกไปจากสมการ

เมื่อทุกอย่างถูกโยนให้โครงสร้าง การหาเสียงก็ไม่ต้องตอบว่า อะไรควรแก้ทันที อะไรควรค่อย ๆ ปรับ และอะไรทำงานได้แล้ว ประเทศจึงถูกอธิบายในภาพเดียว คือผิดทั้งหมด เพื่อทำให้การเปลี่ยนดูจำเป็นที่สุด

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศไม่ควรเปลี่ยน หรือไม่ควรแก้ไขโครงสร้างที่มีปัญหา หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนที่มีความหมาย จำเป็นต้องมาพร้อมคำอธิบายว่า จะพาไปสู่ประเทศแบบใด ไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างในปัจจุบันดูไร้ค่า เพียงเพื่อให้คำว่า “เปลี่ยน” กลายเป็นคำตอบเพียงอย่างเดียว

การหาเสียงแบบ “กาเพื่อเปลี่ยน” ยังทำงานในอีกระดับหนึ่ง คือการจัดลำดับคุณค่าทางการเมืองโดยไม่ต้องพูดตรง ๆ

ในภาพที่พรรคส้มวางไว้ คนที่เห็นพ้องกับกรอบนี้คือคนที่มองไปข้างหน้า ส่วนคนที่ตั้งคำถามหรือไม่เลือก ถูกดึงกลับไปอยู่ฝั่งการเมืองแบบเดิมโดยอัตโนมัติ

นักการเมืองในระบบปัจจุบัน ไม่ว่าจะทำงานอย่างไร มักถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ขณะที่นักการเมืองฝั่งเปลี่ยน แม้ยังไม่ต้องพิสูจน์ผลงาน ก็ถูกวางไว้ในภาพของตัวแทนอนาคตไปก่อนแล้ว

การหาเสียงลักษณะนี้ไม่ได้แข่งขันกันด้วยผลงานเป็นเรื่อง ๆ แต่แข่งขันกันด้วยการกำหนดว่า ใครอยู่ฝั่งที่ควรเดินต่อ และใครถูกจัดให้อยู่กับอดีต

เมื่อกรอบนี้ถูกตั้งไว้ ความเห็นต่างจึงไม่อยู่ในระดับเดียวกัน เพราะการไม่เลือกถูกตีความว่าเป็นการยึดติดกับของเดิม มากกว่าการตัดสินใจทางการเมืองอีกแบบหนึ่ง

ในเรื่องประชาธิปไตย พรรคส้มใช้การหาเสียงย้ำว่าประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และการเลือกพรรคตนคือก้าวสำคัญไปสู่ปลายทางนั้น

แต่ข้อเท็จจริงที่ถูกละเลยคือ การเมืองแบบที่พรรคส้มใช้อยู่ในวันนี้ เกิดขึ้นได้เพราะมีพื้นที่ทางการเมืองอยู่ก่อน ทั้งการตั้งพรรค การหาเสียง การปราศรัย และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย

ประชาธิปไตยไทยอาจมีข้อจำกัด แต่ไม่ใช่ระบบว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรทำงาน และไม่ใช่เหตุผลให้ลดค่าทุกอย่างที่มีอยู่ เพียงเพื่อใช้เป็นคำอธิบายในการขออำนาจรอบใหม่

แต่สิ่งที่การหาเสียงแบบ “กาเพื่อเปลี่ยน” ไม่เคยทำให้เห็นชัด คือ หลังจากเปลี่ยนแล้ว ประเทศจะเดินไปสู่ทิศทางใด

เมื่อทุกอย่างในปัจจุบันถูกอธิบายว่าเป็นปัญหา เป็นโครงสร้างที่ผิด เป็นของเดิมที่ไม่ควรถูกยึดถือ ภาพอนาคตที่ถูกเสนอจึงเหลือเพียงความรู้สึกว่า “ต้องดีกว่าเดิม” โดยไม่เคยบอกให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ดีกว่านั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

ประเทศแบบใหม่ที่ถูกพูดถึง ไม่ได้ถูกอธิบายผ่านภาพเศรษฐกิจ สังคม หรือการอยู่ร่วมกันที่ชัดเจน แต่ถูกวางไว้เป็นพื้นที่ว่าง ที่รอให้คำว่า “เปลี่ยน” เข้าไปทำหน้าที่แทนรายละเอียดทั้งหมด ราวกับว่าการปฏิเสธของเดิมเพียงอย่างเดียว เพียงพอจะทำให้อนาคตเกิดขึ้นได้เอง

เมื่อการหาเสียงใช้คำโตเป็นแกน และทำให้สิ่งที่มีอยู่ดูไร้ความหมาย การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่แค่การเลือกระหว่างพรรค

แต่คือการเลือกระหว่างการเมืองที่ยอมรับว่าประเทศมีทั้งปัญหาและสิ่งที่ยังทำงานได้ กับการเมืองที่ทำให้ทุกอย่างดูผิด เพื่อยกคำว่าเปลี่ยนขึ้นเป็นศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียว

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การหย่อนบัตรจึงไม่ใช่เพียงการเลือกพรรคหนึ่งเหนืออีกพรรคหนึ่ง แต่คือการตัดสินใจว่าจะมอบอำนาจให้การเมืองที่อธิบายประเทศทั้งประเทศผ่านกรอบว่า “ผิด” และ “ต้องเปลี่ยน” ทั้งที่ยังไม่ทำให้เห็นชัดว่า หลังจากนั้น ประเทศจะถูกพาไปอยู่ในสภาพใด

การเลือกแบบนี้อาจให้ความรู้สึกว่ากำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ก็เท่ากับการยอมเดินไปกับอนาคตที่ถูกพูดถึงอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งที่ปลายทางยังไม่มีรูปร่าง นอกจากความเชื่อว่า “เปลี่ยน” ย่อมดีกว่า โดยไม่ต้องอธิบายว่าดีกว่านั้นคืออะไร และใครจะเป็นคนรับผิดชอบ หากปลายทางนั้นไม่เป็นอย่างที่ถูกพูดไว้.

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top