วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
4 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เปลี่ยนระบบเลือกตั้ง แก้ปัญหาซื้อเสียง
ผมทราบข่าวว่า นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าการรับรองผลการเลือกตั้งว่า เตรียมประกาศรับรองส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทั้ง 100 คน และส.ส.เขตอีก4เขตที่เหลือภายในวันนี้ คือวันพุธที่4มีนาคม เพื่อให้จำนวนส.ส.ครบถ้วน ตามเงื่อนไขการเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายใน 15 วัน
ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่คณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต.สามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอเวลา หรือประวิงเวลา หรือรับฟังข้อร้องเรียน หรือไตร่ตรองข้อมูลอย่างรอบคอบ ก่อนจะรับรองผล เพราะกฎหมายให้สิทธิ์กับกกต. สามารถรับรองผลได้ทันทีภายใน 60 วัน แต่กกต.ชุดนี้ไม่เลือกวิธีการตรวจสอบข้อร้องเรียน หรือใช้เวลาให้ครบตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่เร่งรับรองผลให้จบโดยเร็ว หวังจะให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาในทันที
จะเห็นได้ว่า ก่อนหน้านี้กกต.รับรองส.ส.ในระบบเขต 396 เขต และยังขาดอยู่4เขต ที่มีการนับคะแนนใหม่ และเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วย ถ้าหากไม่มีปัญหาเหล่านี้ กกต.คงจะรับรองครบ 400 เขตไปแล้ว และวันนี้ก็ได้ประกาศรับรองส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่ออีก 100 คน
ในความเป็นจริง ถ้าจะพิจารณาเงื่อนไข หรือข้อร้องเรียนของส.ส.ในระบบในระบบเขต กับส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ จะเห็นได้ว่าส.ส.ในระบบเขตจะมีคำร้อง หรือจะมีข้อท้วงติงมากกว่าส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อด้วยซ้ำไป เพราะส.ส.ในระบบเขตมีปัญหา นับตั้งแต่เรื่องการปราศรัยหาเสียง การติดป้ายเกินจำนวนกำหนด การจัดเลี้ยงหัวคะแนน การซื้อเสียง ซึ่งมีปัญหามากมายแตกต่างกับส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งข้อร้องเรียนมีน้อยกว่า เพราะจะเห็นได้ว่า ถ้าหากมีการซื้อเสียง หรือทุจริตในการเลือกตั้งของส.ส.2ประเภทนี้ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อมีปัญหาน้อยกว่า
จึงอยากเสนอความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มายังฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลังจากประชามติเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการแก้ไข หรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ข้อเสนอที่เกี่ยวกับเรื่องระบบการเลือกตั้ง คืออยากจะให้มีการแก้ไขจำนวนส.ส. จากทั้งหมด 500 คน หรือที่เรียกว่าสภา 500 ให้เหลือจำนวนส.ส. 400 คน และในจำนวน 400 คน ให้แบ่งเป็นส.ส.ในระบบเขต 200 คน เป็นส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ 200 คน
เหตุผลคือ ถ้าส.ส.ในระบบเขตจำนวนน้อยลง ทำให้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น การซื้อเสียงจะยากขึ้น และการซื้อเสียงต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น2เท่า ซึ่งจะทำให้การชื่อเสียงอาจลดน้อยลง หรือทำให้คนชื่อเสียงต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น จนที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จในการซื้อเสียง
ส่วนส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ให้มีจำนวน 200 คน เพราะเชื่อว่าส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ จะมีการซื้อเสียงน้อยมาก ไม่มีพรรคการเมืองใดเน้นเรื่องการซื้อเสียงส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ เพราะส่วนใหญ่จะให้ผู้สมัครส.ส.ในระบบเขตเป็นคนซื้อเสียง และผู้สมัครส.ส.ในระบบเขต จะซื้อให้กับตัวเอง จะไม่ยอมซื้อให้กับผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเห็นจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่าคะแนนที่ได้รับการเลือกตั้ง ระหว่างผู้สมัครส.ส.เขตกับผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ มีความแตกต่างกันมาก โดยส่วนใหญ่ส.ส.ในระบบเขตจะมีคะแนนสูงกว่าผู้สมัครส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ นั้นแสดงว่าผู้สมัครส.ส.ในระบบเขต จะซื้อคะแนนให้กับตัวเอง ทิ้งพรรคที่ตัวเองสังกัด
เราจะเห็นว่า ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งในแต่ละเขต คะแนนจะอยู่ประมาณ 30,000-50,000 คะแนน แต่พรรคที่สังกัดจะได้คะแนน 5000-10,000 คะแนน เพราะฉะนั้นการซื้อเสียงส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ จะมีน้อยและทำได้ยากกว่า
ถ้าหากแก้ปัญหาการซื้อเสียง ซึ่งกำลังแพร่หลายมากที่สุดในขณะนี้ในเบื้องต้น ก็คือต้องแก้ไขโครงสร้างจำนวนส.ส. และประเภทของส.ส.ตามที่ได้นำเสนอมา
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี