วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
กองทัพ ชี้ต้องรอเวทีจีบีซี ปม“ฮุน มาเนต”ขอถกเขตแดนหลังสงกรานต์ ให้ไทยมีรัฐบาลใหม่ก่อน ย้ำยึดมติเดิม “ใครอยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น”ด้านรองโฆษกรัฐบาลเผยจ่ายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะไทย-เขมร ครบทั้ง 7 จังหวัด รวมกว่า 6.9 แสนครัวเรือน ยอดเงินกว่า 3.3 พันล้านบาท ศรีสะเกษ-สุรินทร์ สูงสุด
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผู้ช่วย ผบ.ทอ.)ในฐานะ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความเป็นห่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าห่วงเรื่องข่าวสารที่ไม่ใช่เรื่องจริงและบิดเบือน ทำให้เกิดการยั่วยุ โดยศูนย์ข่าวสารฯ เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง บางเรื่องที่ได้รับทราบข้อมูล จะยังไม่ได้รีบตัดสินใจ แต่จะพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอความจริงเท่านั้น ขอยืนยันกับประชาชน ว่าหากศูนย์ข่าวสารฯ นำเสนอสิ่งใดไปถือว่าเป็นข่าวสารที่มีการตรวจสอบ หรือ fact check เรียบร้อยแล้ว
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวต่อว่า อีกทั้งข้อมูลที่นำเสนอจะไม่มีการยั่วยุ เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด เราต้องการเดินไปสู่สันติภาพ เพราะการปะทะหรือความขัดแย้ง ไม่ได้ทำให้ทั้งสองประเทศ มีความสุข ส่วนในมิติของความมั่นคงก็พยามประคับประคอง โดยศูนย์ข่าวสารฯ มีฮอตไลน์คุยกับทางกัมพูชา เพื่อตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่ด้วยความที่มีข้อจำกัดในเรื่องหลายเรื่อง อาจจะมีข้อมูลบางอย่างเล็ดลอดไปบ้าง แต่ขอให้ระมัดระวังมากขึ้น
เมื่อถามถึงกรณีที่พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าหลังช่วงสงกรานต์จะมีการเจรจากันเพื่อขอคืนพื้นที่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ทั้งสองฝ่าย ต้องยึดตามถ้อยแถลงร่วมฯ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่ง ระบุไว้ในข้อ 2 ว่า ใครอยู่ตรงไหนก็ต้องอยู่ตรงนั้น ส่วนที่ว่าจะคุยกันอย่างไร คงต้องรอเวทีของคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย- กัมพูชา หรือเจบีซี จึงต้องรอรัฐบาลใหม่ซึ่งอาจจะช่วงเมษายนนี้
“ดังนั้นใครจะพูดอะไรก็ตาม ก็ต้องอยู่ในกรอบของถ้อยแถลงร่วมฯ รวมถึงข้อ 9 และ 10 คือการปฏิบัติตาสนธิสัญญาออตตาวา ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการร่วมมือในการปราบสแกมเมอร์ และข้อ 16 ที่มีศูนย์ประสานงานพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสาร เพื่อไม่ให้เกิดการยั่วยุเป็นต้น” ผู้ช่วย ผบ.ทอ.กล่าว
ด้าน น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 และวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เห็นชอบให้จ่ายเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระทำของกองกำลังนอกประเทศ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางการเกษตรและสิ่งสาธารณประโยชน์ ได้รับความเสียหาย โดยรัฐบาล มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานที่โอนเงินช่วยเหลือเยียวยาครัวเรือนผู้ประสบภัยดังกล่าวผ่านธนาคารออมสิน เข้าบัญชีผู้ประสบภัยครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จ.จันทบุรี ตราด สระแก้ว อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งผลการโอนเงินช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยสำเร็จครบแล้ว 695,945 ครัวเรือน รวมกว่า 3,313 ล้านบาท
น.ส.อัยรินทร์ กล่าวต่อว่า ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือครบทุกครัวเรือน แบ่งเป็นการโอนเงินตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 307,188 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,375,518,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 26 ธันวาคม 2568) และการโอนเงินตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 388,757 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,938,376,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569) โดย จ.ศรีสะเกษ และสุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มียอดการโอนเงินสำเร็จ และจำนวนครัวเรือนที่ได้รับความช่วยเหลือสูงสุด
“รัฐบาลคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมดูแลช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมกันนี้รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บูรณาการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด” น.ส.อัยรินทร์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี