บี้เคลียร์ปมปล่อยผีคดีฮั้วสว. รุมสกรัม กกต. คาใจทำไมไร้มูลความผิด ‘ปชน.’ส่อถูกยุบข้อมูลรั่ว

บี้เคลียร์ปมปล่อยผีคดีฮั้วสว. รุมสกรัม กกต. คาใจทำไมไร้มูลความผิด ‘ปชน.’ส่อถูกยุบข้อมูลรั่ว

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บี้เคลียร์ปมปล่อยผีคดีฮั้วสว.

รุมสกรัมกกต.

คาใจทำไมไร้มูลความผิด

‘ปชน.’ส่อถูกยุบข้อมูลรั่ว

 

“ปริญญา” กระทุ้ง “กกต.” เปิดเหตุผลมติคดีฮั้ว 229 สว.ทำไมไม่มีมูลความผิด “โสภณ” เชื่อขรก.ยึดก.ม.เป็นหลังพิง ยัน’ภท.’ไม่เกี่ยวข้อง ด้าน’ปชน.’เสี่ยงโดนยุบพรรค เหตุรับสารภาพ ข้อมูลสมาชิกโดนเจาะ ส่อขัดรธน.มาตรา32-ผิดกม.PDPA ขณะที่’ปปช.’ขยายเวลาคดี44สส.พรรคส้ม ติดเอกสารสำนวนนิดเดียว


เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากค้านมติของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่26 ชี้ว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.229คน ไม่มีมูลความผิด ทำให้ถูกมองพรรค ภท.เข้าไปเป็นรัฐบาล คดีต่างๆที่เกี่ยวข้องเลยจะหายไป ว่า เท่าที่ตนดูจากสื่อเป็นแหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการฯคงยังให้ความเห็นไม่ได้ พรรค ภท.มาเป็นรัฐบาล คดีต่างๆที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการไปตามที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ตนขอยกตัวอย่างว่า ถ้าข้าราชการไม่มีหลังพิง ทำอะไรให้ข้าราชการเดือดร้อน อย่างกรณีอดีตนายกรัฐมนตรี ก็รู้ ดังนั้นตนเชื่อว่า เมื่อมีบทเรียนอย่างนี้ ข้าราชการต้องระวังอยู่แล้ว

‘โสภณ’ยันคดี’ฮั้วสว.’ไม่เกี่ยว’ภท.’

เมื่อถามว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่า คดีฮั้วสว.ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ภท.นายโสภณกล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง มันเดินมาอย่างไรยังไม่รู้เลย ถ้าตนเป็นคนกำหนดได้ คงจะไม่ให้เกิดขึ้นมา ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ชัดเจนตรงที่ว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเขาก็ต้องรับผิดชอบการตัดสินของเขา ตรงนั้นต่างหาก

‘ปริญญา’จี้กกต.เปิดเหตุผลมติคดีฮั้วสว.

จากกรณีรายงานข่าวจาก กกต.ระบุความคืบหน้าคดีฮั้ว ส.ว.ว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่36 มีมติ 5ต่อ2เห็นว่า มติคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26ที่มีการกล่าวหาผู้กระทำผิดในคดีฮั้วสว.จำนวน 229ราย ไม่มีมูลตามที่มีการกล่าวหา ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำความเห็นเพื่อเสนอต่อกกต.พิจารณา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ระบุถึงกรณีที่เกิดขึ้นทางแฟนเพจPrinyaThaewanarumitkulระบุว่า กกต.ต้องเปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการคดีฮั้ว ส.ว.ว่า เหตุผลและข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร จึงสรุปว่า“ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา”ผมเคยให้ความช่วยเหลือทางคดีกับผู้สมัคร ส.ว.สอบตก 2คน ที่ถูก กกต. ส่งคำร้องให้ศาลฎีกา เพียงเพราะผู้สมัคร ส.ว.2คนนี้ไลน์หากันด้วยข้อความเพียงแค่ว่า“จับคู่กันนะคะ”

ระวังสังคมหมดความเชื่อถือกกต.

แต่กับ ส.ว.ที่น่าจะมีการฮั้วกันจริงๆและมีหลักฐานเป็นชื่อในโพย ซึ่งคณะอนุกรรมการสอบสวนได้มีมติให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วนั้น กกต.กลับไม่ส่งให้ศาลฎีกา แต่กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดขึ้นมาพิจารณาอีกคณะ ซึ่งก็ได้มีมติกลับคำวินิจฉัยว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว ส.ว.ซึ่งเป็น ส.ว.จำนวน 138คนและคนอื่นอีก 91คนนั้น”ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา“แม้แต่คนเดียว เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง เพราะแม้ว่าหลายคนจะคาดการณ์กันไว้แล้วว่า ผลจะออกมาในทางนี้ แต่ก็ยังเชื่อกันว่าอย่างน้อยต้องมีการส่งไปศาลฎีกาพิจารณาบ้าง หาไม่แล้วคนจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมมากไปกว่านี้ และจะยิ่งทำให้คนหมดความเชื่อถือต่อการทำงานของ กกต.มากยิ่งขึ้นไปอีก แน่นอนว่า ยังไม่มีใครผิดจนกว่าศาลจะพิพากษา แต่การที่ กกต.จะไม่ส่งใครไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแม้แต่คนเดียวเลยเช่นนี้ ไม่พึงที่สังคมจะนิ่งเฉย มิเช่นนั้นทุกอย่างอาจจะยิ่งแย่ลงยิ่งไปกว่านี้

จี้ส่งศาลฎีกาเพื่อความเที่ยงธรรม

สิ่งที่ กกต.พึงต้องกระทำ และสังคมต้องช่วยกันเรียกร้องคือ ก่อนที่ กกต.7คนจะลงมติ ขอให้เปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ให้สังคมได้ทราบว่า ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงใด คณะอนุกรรมการชุดนี้จึงสรุปว่า ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา ซึ่งตรงกันข้ามกับคณะกรรมการชุดแรกโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่ส่งให้ศาลฎีกาแม้แต่คนเดียวต้องมีเหตุผลที่รับฟังได้ มีความโปร่งใสและสามารถอธิบายต่อสังคมได้ กกต.ต้องไม่ลืมว่า กรรมการ กกต.6ท่านจากทั้งหมด 7ท่าน มาจากความเห็นชอบจาก ส.ว.ชุดนี้ที่กำลังถูกกล่าวหาว่าฮั้วกันเข้ามา จึงไม่ควรให้คนคิดว่า ท่านพิจารณาโดยคำนึงถึงคนที่เลือกท่านเข้ามาเป็น กกต. ในทางกลับกันท่านต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมโดยไม่สนใจคนที่เลือกท่านเข้ามา

ท่านจะส่งคำร้องคดีฮั้ว ส.ว.ให้ศาลฎีกาหรือไม่ หรือจะส่งไปกี่คนไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างเที่ยงธรรม

‘ณัฐพงษ์’ลั่นค้านสายตา-มีข้อมูลเพิ่ม

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต.มีมติเสียงข้างมากค้าน มติของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่26 ชี้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.229คน ไม่มีความผิด ว่า เป็นสิ่งที่ค้านสายตาประชาชน ซึ่งผลสรุปจากคณะอนุฯออกมาแล้ว ต่อไปก็ต้องเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ซึ่งยังคงติดตามในส่วนนี้อย่างใกล้ชิด แต่ยังคงคาดหวังว่าทางกกตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ในส่วนของพรรคประชาชน นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขบวนการเลือกสว.ที่ผ่านมา และพรรคเตรียมการที่จะดำเนินการต่อไป

‘พริษฐ์’ตั้ง3คำถามหลังอนุมีมติไม่มีมูล

นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่36 มีมติสวนทางคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ว่า หากรายงานข่าวเป็นจริงหมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหา138คน ที่เป็น สว.คณะอนุกรรมการ 5คน เห็นว่า สว.ทั้ง 138คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ ในขณะที่คณะอนุกรรมการ 2 คน เห็นว่า สว.ส่วนใหญ่ (134 จาก 138 คน) มีมูลความผิด ในส่วนของผู้ถูกกล่าวหา 91คน ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่าย คณะอนุกรรมการทั้ง 7คน เห็นตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าทั้ง 91คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ คำถามที่ตามมา 1.เหตุใดคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต.ถึงมีความเห็นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ ของ กกต.และDSI เป็นไปได้อย่างไรที่หลักฐานทั้งหมดที่ถูกรวบรวมโดยคณะกรรมการสืบสวนฯ ซึ่งคาดว่ามีทั้งการวิเคราะห์ผลการลงคะแนน หลักฐานการนัดพบ รวมถึงเส้นทางการเงิน จะไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ชี้มูลผู้ถูกกล่าวหาได้แม้แต่คนเดียว

สังคมคาใจองค์กรอิสระถูกแทรกแซง

2.คนที่จะต้องชี้ขาดว่าจะเห็นตามคณะกรรมการสืบสวนฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนมีมูลความผิด และควรส่งเรื่องต่อไปที่ศาล) หรือเห็นตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และควรยุติคดี) คือ กกต.แต่ในเมื่อ กกต.มี4จาก7คน ที่ถูกรับรองโดย สว.ที่ถูกกล่าวหา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า กกต.จะพิจารณาคดีดังกล่าวอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ที่ทำให้ตนได้รับตำแหน่ง 3.หากในที่สุดปรากฏข้อมูลที่ชี้ชัดว่า กกต.ได้ดำเนินการและตัดสินเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยสวนทางข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อกฎหมาย สังคมจะสรุปได้หรือไม่ว่า องค์กรอิสระไม่ได้เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากประชาชน

‘ปชน.’มีหนาวแน่เสี่ยงโดนยุบพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีเเถลงการณ์พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 12มี.ค.แจ้งสมาชิกพรรคประชาชนถึงความพยายามของบุคคลภายนอกเข้าถึงฐานข้อมูลของพรรค โดยไม่ได้รับอนุญาตแนวทางการยกระดับความปลอดภัยของระบบที่พรรคดำเนินการไปแล้วและมาตรการแก้ไขเยียวยาเพื่อป้องกันความเสี่ยง เพราะข้อมูลสมาชิกพรรคที่ระบุข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกจำนวนมากรั่วไหลเเละพรรคอ้างว่า ถูกเจาะระบบข้อมูลจากเเฮกเกอร์ตั้งเเต่วันที่ 28ก.พ.-10มี.ค.เเละตอนนี้พรรคมีสมาชิกพรรคกว่า100,000คน โดยพรรคเเนะนำสมาชิกพรรคไปลงบันทึกประจำวัที่สถานีตำรวจ ไปทำบัตรประชาชนใหม่ ไปเเจ้งเปลี่ยนข้อมูล-เปลี่ยนรหัสผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานที่สมาชิกพรรคได้เชื่อมต่อไว้เเละใช้บัตรประชาชนยืนยันตัวตนนั้น

เหตุรับสารภาพข้อมูลสมาชิกถูกเจาะ

ทั้งนี้ กรณีพรรคประชาชนยอมรับความประมาทเลินเล่อร้ายเเรงเเล้วว่า การป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคในระบบคอมพิวเตอร์บกพร่องจริง เพราะการป้องกันการเจาะข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกพรรคนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หมวด3 รับรองสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล มาตรา32 ระบุว่า ”บุคคลย่อมมี สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียงและครอบครัว การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ“ดังนั้นกรณีนี้พบว่า พรรคยอมรับเเล้วว่า กระทำการ“ประมาทเลินเล่อร้ายเเรง”ที่อาจขัด พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (กฎหมายPDPA) หลายมาตราเพราะพรรคประชาชนคือนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายพรรคการเมือง

ข้อมูลส่วนตัวพรรคต้องเก็บอย่างดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายPDPA วางหลักไว้ว่า เจ้าของข้อมูล คือ ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรค เป็นบุคคลผู้เป็นเจ้าของข้อมูล มีสิทธิขอเข้าถึง ลบ ทำลาย หรือถอนความยินยอมได้เเละข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อน เช่น เชื้อชาติ, ศาสนา, ความคิดเห็นทางการเมือง, ข้อมูลสุขภาพ/ชีวภาพ, ประวัติอาชญากรรม ต้องได้รับความคุ้มครองเข้มงวด ส่วนพรรคประชาชนนั้น สถานะเบื้องต้น คือ องค์กร/นิติบุคคล/บุคคลที่ตัดสินใจเก็บ/ใช้ข้อมูล ที่ต้องรักษาความปลอดภัยและแจ้งวัตถุประสงค์ก่อนเสมอ

งัดพรป.มาตรา92(4)เช็กบิลได้ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่พรรคประชาชนออกเเถลงการณ์พรรคครั้งนี้นั้น เเสดงว่าพรรคยอมรับเบื้องต้นเเล้ว ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคถูกเจาะระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำให้ความลับของสมาชิกพรรครั่วไหลไปสู่บุคคลภายนอกจำนวนมากเเละอาจถูกนำไปใช้ในเเนวทางสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายโดยที่ไม่ได้รับความยินยอม กรณีนีักฎหมายPDPAหลายมาตรากำหนดโทษไว้ทั้งจำเเละปรับต่อพรรคประชาชนเเละพรรคประชาชนอาจต้องชดใช้เงินให้สมาชิกพรรคที่ถูกเจาะข้อมูลไปเเล้วด้วยหากมีการฟ้องร้องต่อศาลขึ้นมา ดังนั้น ส่วนกฎหมายพรรคการเมืองนั้น สำนักงาน กกต.อาจพิจารณาความประมาทเลินเล่อร้ายเเรงนี้ของพรรคประชาชน โดยอาจใช้ พรป.พรรคการเมิองมาตรา92(4) ที่ระบุว่า “มีเหตุอันจะต้องยุบพรรคการเมืองตามที่มีกฎหมายกำหนด” เพราะกรณีนี้นับว่าความปรากฏตามเเถลงการณ์ล่าสุดของพรรคประชาชนที่ยอมรับเเล้วว่าระบบข้อมูลสมาชิกพรรคถูกเเฮกเกอร์เจาะไปเเล้วจริงเเละปรากฏความผิดหลายมาตราตามที่กฎหมายPDPAระบุไว้

ปปช.ขยายเวลาคดี44สส.พรรคส้ม

นายสุรพงษ์อินทรถาวร เลขาธิการ ปปช.ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการยื่นคำร้องคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงกับศาลฎีกาว่าปัจจุบัน ปปช.ยังไม่ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลฎีกา อยู่ระหว่างการขยายระยะเวลา เมื่อถามว่าเกิดอุปสรรคติดขัดในส่วนใด เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช.กล่าวว่าเรื่องนี้จริงๆร่างคำร้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางเราต้องการเร่งให้เสร็จเพื่อยื่นคำร้องในเร็วๆนี้ อย่างไรก็ดียังติดในเรื่องของเอกสารในสำนวนนิดเดียว ต้องให้ตรงกับข้อเท็จจริงในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดียุบพรรคก้าวไกลให้รัดกุมที่สุดหลังจากนี้คาดว่าจะยื่นศาลฎีกาได้โดยเร็ว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top