วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 28 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า จากกรณีที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ออกมาแสดงความเห็นในประเด็น “เบี้ยเลี้ยงและอาหารของ ส.ส.” โดยระบุว่า อาหารที่สภาจัดไว้เป็นงบประมาณที่เบิกจ่ายไปแล้ว ต่อให้ไม่กิน เงินก็ไม่ได้กลับคืน ดังนั้นควรกินให้เกิดประโยชน์ไปก่อน แล้วค่อยไปปรับลดงบประมาณในปีถัดไป
ในความเห็นของข้าพเจ้า ต้องยอมรับว่า ข้อเท็จจริงในปีงบประมาณ 2569 นั้นเป็นไปตามที่กล่าว คือ งบประมาณส่วนนี้ได้ถูกผูกพันและเบิกจ่ายไปแล้ว การจะกินหรือไม่กิน ไม่ได้ทำให้รัฐได้เงินกลับคืนมาในทันที
แต่ข้าพเจ้ามองว่า ประเด็นนี้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามเชิงปลายเหตุว่า “จะกินหรือไม่กิน” เพราะสิ่งที่กำลังสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน คือ “ปัญหาเชิงโครงสร้างของการออกแบบงบประมาณ” กล่าวคือ การจัดอาหารแบบเหมารายวันเป็นการวางงบแบบ “ไม่อิงพฤติกรรมจริง” (non-demand based allocation) เมื่อความต้องการใช้จริงต่ำกว่าที่จัดเตรียมไว้ ย่อมเกิดของเหลือ และเมื่อเกิดขึ้นทุกวัน ก็กลายเป็นความสูญเปล่าที่สะสมในระดับระบบ
ในมุมของข้าพเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่ความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณว่าระบบงบประมาณลักษณะนี้ “ถึงจุดที่ต้องทบทวน” เพราะมันขาดความยืดหยุ่น และไม่สามารถปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้จริง เช่น หากมี ส.ส. จำนวนหนึ่งเลือกลงไปซื้ออาหารเองในโรงอาหาร นั่นหมายความว่าอุปทาน (อาหารที่จัดไว้) ไม่สอดคล้องกับอุปสงค์ (ความต้องการบริโภคจริง)
เมื่อข้าพเจ้าพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศอย่างสวีเดน จะเห็นแนวทางที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ สมาชิกสภาของเขาไม่ได้มีอาหารฟรีแบบเหมารายวัน แต่ใช้ระบบเบี้ยเลี้ยงตามภารกิจ (per diem) เช่น การเดินทางหรือปฏิบัติงานนอกพื้นที่ และหากมีการได้รับอาหารฟรี ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะถูกหักออกจากเบี้ยเลี้ยงทันที เพื่อป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อน แนวทางนี้สะท้อนหลัก “ใช้จริง จ่ายจริง” (pay-as-you-use) และลดโอกาสการเกิดต้นทุนส่วนเกินตั้งแต่การออกแบบระบบ
นอกจากนี้ ระบบของสวีเดนยังตั้งอยู่บนหลักการสำคัญอีกประขการหนึ่ง คือ “สวัสดิการต้องผูกกับภารกิจ ไม่ใช่สิทธิพิเศษส่วนตัว” นั่นหมายความว่า สิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง ก็ไม่ควรถูกจัดให้ในลักษณะเหมารวม เพราะยิ่งระบบมีความเฉพาะเจาะจงมากเท่าไร โอกาสเกิดความสูญเปล่าก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว จากแรงกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่สูงขึ้น สถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลก และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจำนวนมากต้องปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และ “รัดเข็มขัด” ในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนของประชาชน ไม่ควรเพียงแต่บริหารงบประมาณตามกรอบเดิมเท่านั้น แต่ควรแสดงบทบาทเชิงสัญลักษณ์และเชิงปฏิบัติในการ “ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน” ด้วย กล่าวคือ ต้องเป็นกลุ่มแรกที่ตั้งคำถามกับความไม่จำเป็นของงบประมาณ และกล้าที่จะปรับลดหรือยกเลิกสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์
การกล่าวว่า “งบจ่ายไปแล้ว ก็กินไปเถอะ” อาจเป็นคำอธิบายในเชิงบริหารสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ในมุมของข้าพเจ้า นี่ไม่ใช่คำตอบเชิงนโยบาย เพราะมันไม่ได้แตะที่ต้นเหตุของปัญหา และอาจกลายเป็นการสร้างความเคยชินต่อ “ความสูญเปล่าเชิงระบบ” โดยไม่รู้ตัว
ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า สิ่งที่ควรเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการปรับงบในปีถัดไป แต่ควรเป็นการ “ออกแบบระบบใหม่” ทั้งหมด เช่น
ปรับจากการจัดอาหารเหมา → เป็นเบี้ยเลี้ยงตามการใช้จริง
ลดความซ้ำซ้อนของสิทธิ
ใช้ข้อมูลพฤติกรรมจริงมาออกแบบงบประมาณ
และสร้างกลไกตรวจสอบความคุ้มค่า (cost efficiency) อย่างเป็นรูปธรรม
ท้ายที่สุด ข้าพเจ้าขอตั้งคำถามว่า
ในวันที่ประชาชนต้องประหยัดทุกบาททุกสตางค์
ผู้แทนประชาชนควรเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของความประหยัด หรือควรเป็นผู้ที่ยังคงยึดติดกับระบบเดิมที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
เพราะการกินให้หมด ไม่ได้แปลว่าใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่การกล้ายอมรับว่า “ระบบไม่ตอบโจทย์” และลงมือแก้ไข
รวมถึงการสละสิทธิพิเศษที่ไม่จำเป็น
นั่นต่างหาก คือความรับผิดชอบที่แท้จริงของผู้แทนประชาชน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : วิโรจน์ สวน ดรามาบ้าบอ สส.ซื้อข้าวกินเอง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี