วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569
533.jpg
รุ่นที่ 3 จะรอดหรือร่วง! วิบากกรรมที่ก่อเองของพรรคส้ม

รุ่นที่ 3 จะรอดหรือร่วง! วิบากกรรมที่ก่อเองของพรรคส้ม

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.04 น.
Tag :

24 เมษายนนี้ เป็นอีกวันสำคัญที่พรรคประชาชนต้องจับตา เมื่อศาลฎีกานัดพิจารณาว่าจะ “รับคำร้อง” คดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกลหรือไม่ คดีนี้สืบเนื่องจากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็น “รอยปะทะ” ทางการเมืองต่อเนื่องมาหลายปี

สาระของวันดังกล่าวมีอยู่เพียงเรื่องเดียว คือคดีจะยุติลงตั้งแต่ต้น หรือจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป หากศาลไม่รับคำร้อง พรรคประชาชนย่อมถอนหายใจได้ แต่หากศาลรับคำร้อง แรงกดดันทางการเมืองจะกลับมาทันที และอาจยืดเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง


ในรายชื่อผู้ถูกร้อง ยังมี สส.ปัจจุบันของพรรคประชาชนอยู่ 10 คน ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

10 คนนี้ไม่ใช่เพียงผู้ดำรงตำแหน่ง สส. หากเป็น “ศูนย์กลาง” ของพรรค ตั้งแต่หัวหน้าพรรค ทีมเศรษฐกิจ ผู้นำในสภา ไปจนถึงแนวหน้าอภิปรายรัฐบาล หากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่พร้อมกัน พรรคย่อมเสียกำลังหลักและเสียจังหวะทางการเมืองทันที

พรรคสายส้มผ่านมาแล้วอย่างน้อยสามยุคชัดเจน

“รุ่นหนึ่ง” คือยุคธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยุคก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ จุดขายคือความสดใหม่ ความกล้าชน และการประกาศตัวเป็นคู่ตรงข้ามกับการเมืองแบบเก่า พรรคเติบโตเร็ว เพราะตอบโจทย์คนที่เบื่อระบบเดิม

“รุ่นสอง” คือยุคพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยุคที่พรรคก้าวไกลขึ้นสู่จุดสูงสุดในการเลือกตั้งปี 2566 ได้คะแนนอันดับหนึ่ง พิธากลายเป็นภาพแทน “ความหวัง” ของผู้สนับสนุนจำนวนมาก พรรคเปลี่ยนจากพรรคกระแสรอง เป็นพรรคใหญ่ระดับประเทศ

“รุ่นสาม” คือยุคณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ภายใต้ชื่อพรรคประชาชน หลังการยุบพรรคก้าวไกล ต่างจากสองรุ่นก่อนตรงที่ไม่ได้เริ่มต้นจากแรงส่ง แต่เริ่มต้นจากแรงกดดัน

ธนาธรมีภารกิจ “สร้างพรรค” พิธามีภารกิจ “พาพรรคขึ้นสูง” ส่วนณัฐพงษ์กำลังเผชิญภารกิจ “รักษาพรรค” ท่ามกลางคดีเดิม ภาพจำเดิม และข้อขัดแย้งเดิมที่ตกค้างมาจากอดีต

ต้นตอสำคัญของปัญหา ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “แนวคิดการเมือง” ที่พรรคใช้ต่อเนื่องมาหลายปี

พรรคสายส้มเติบโตจากการใช้ภาษาการเมืองแบบแบ่งเส้นชัด ของใหม่กับของเก่า ประชาชนกับชนชั้นนำ อนาคตกับอดีต วิธีนี้ปลุกมวลชนได้เร็ว และสร้างฐานเสียงได้จริง แต่ก็สร้าง “เพดาน” ให้ตัวเองเช่นกัน

รากความคิดจำนวนไม่น้อย คล้ายแนว “ซ้ายในอดีต” ที่มองว่าโครงสร้างเดิมคือปัญหาหลัก หากจะแก้ประเทศ ต้องรื้อ ต้องชน ต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่

แนวคิดเช่นนี้อาจได้รับเสียงเชียร์ในมหาวิทยาลัย บนเวทีปราศรัย หรือในโลกออนไลน์ แต่สนามเลือกตั้งจริงกว้างกว่านั้นมาก ประชาชนจำนวนมากคิดเรื่องรายได้ หนี้สิน ราคาของแพง ความปลอดภัย และอนาคตครอบครัว มากกว่าทฤษฎีการรื้อโครงสร้างรัฐ

กรณี “มาตรา 112” ยิ่งสะท้อนชัด พรรคมองว่าเป็นข้อเสนอทางกฎหมาย แต่ประชาชนอีกจำนวนมากมองว่าเกี่ยวข้องกับ “สถาบันหลัก” ของประเทศ เมื่อหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นธงทางการเมือง พรรคย่อมได้เสียงเชียร์จากฐานเดิม แต่ก็ได้แรงต้านจากคนอีกจำนวนมากเช่นกัน

ปัญหาของพรรคประชาชนจึงไม่ใช่ไม่มีคนสนับสนุน หากเป็นการมีเสียงเชียร์มาก แต่ยังเปลี่ยนเป็น “เสียงข้างมาก” ไม่ได้

คดีนี้มีน้ำหนักมาก เพราะเป็นคดี “มาตรฐานจริยธรรม” ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากศาลรับคำร้อง คดีจะเดินหน้าต่อ และหากท้ายที่สุดมีคำวินิจฉัยว่ามีความผิด ผลอาจไม่จบแค่พ้นตำแหน่ง แต่อาจลามไปถึงการ “ตัดสิทธิทางการเมือง” ตลอดชีวิต

นั่นหมายความว่า สิ่งที่แขวนอยู่เหนือพรรคประชาชน ไม่ได้มีเพียงคดีหนึ่งคดี แต่รวมถึงอนาคตของแกนนำรุ่นปัจจุบันหลายคนพร้อมกัน

หากศาลรับคำร้อง สส.ทั้ง 10 คนย่อมต้อง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ระหว่างรอคำพิพากษา พรรคประชาชนจะสูญเสียแกนนำหลักในสภาพร้อมกันหลายตำแหน่ง คดีอาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ทำให้รุ่นสามเสียเวลา เสียพลัง และเสียจังหวะทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากท้ายที่สุดผลคดีออกมาเป็นลบต่อแกนนำชุดปัจจุบัน รุ่นสามอาจสิ้นสุดเร็วกว่าที่คิด และพรรคต้องขยับไปหา “รุ่นสี่” เร็วกว่ากำหนด

คำถามของรุ่นสี่จึงชัดเจนกว่ารุ่นก่อน จะเดินตามสูตรเดิม ใช้แนวคิดเดิม และชนเพดานเดิมต่อไป หรือจะยอมปรับตัวเพื่อขยายฐานให้กว้างกว่าเดิม

เพราะหากยังวนอยู่กับวิธีคิดเดิม ต่อให้เปลี่ยนคนอีกกี่รุ่น ปัญหาเดิมก็จะย้อนกลับมาหาพรรคอีกครั้งเสมอ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top