วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
วานนี้ 5 พฤษภาคม 2569 อาจารย์อ้อย หรือ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กฟาดแรงถึงเมกะโปรเจค แลนด์บริดจ์ โดยระบุว่านี่อาจเป็นเพียงฉากหน้าเพื่อเอื้อผลประโยชน์ในนิคมอุตสาหกรรมผ่านร่างกฎหมาย SEC ที่เธอเรียกว่า กฎหมายขายชาติ จนกลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโลกโซเชียล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า "แลนด์บริดจ์แค่ฉากหน้านิคมอุตสาหกรรมคือแผนจริงโปรดอ่านให้จบแล้วจะตาสว่าง ยุทธการเร่งรัดเมกะโปรเจคแลนด์บริดจ์ เกิดขึ้นในจังหวะที่โลกเผชิญสงครามที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้คนในชาติพุ่งเป้าไปที่ หมุดหมายการเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจของฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทย แต่เนื้อแท้ที่น่าวิตกคือ โครงการระเบียงเศรษฐกิจ โดยมีกม.SEC หนุนเปิดทางให้ต่างชาติยึดภาคใต้ได้ จริงๆ แล้วเฉพาะส่วนโครงการแลนด์บริดจ์มีข้อดี ตรงเรื่องการสร้างรถรางคู่และทางหลวงพิเศษ นอกนั้นจะมีแต่ความเสียหายใหญ่หลวง ใครที่ยังไม่ชัดว่า แลนด์บริดจ์คืออะไร อ่านตรงนี้ให้ชัดๆ นะคะ คัดลอกมาจากเพจ Landbridge ของรัฐ แลนด์บริดจ์คือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อ ***พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้***
เงื่อนงำมันอยู่ตรงที่ เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ SEC ใครที่มาเถียงในเพจนี้ว่า ไม่เกี่ยวกับ SEC ชิดซ้ายไปได้ สภาพัฒน์และหน่วยงานต้นทางของแผน SEC ย่อมรู้ดีว่าแลนด์บริดจ์ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง แต่มีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมด้วย การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้โครงการมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ มีร่างพ.ร.บ.SEC ที่เอื้อทุนต่างชาติที่เข้ามาตั้งนิคมอุตสาหกรรมให้สามารถพื้นที่ภาคใต้ได้ด้วยการเข้ามาลงทุนและได้รับสัมปทาน 99 ปี เฉพาะเฟสแรกกินพื้นที่ถึง 70,000 ไร่ เฉพาะระนองและชุมพรอย่างเดียว ยังไม่รวมกับสุราษฏร์ กับนครศรีธรรมราช เพื่อให้เกิดรายได้ 4.5 ล้านล้านบาท
.jpg)
ข้อมูลสภาพัฒน์ระบุไว้ว่า การจะทำให้แลนด์บริดจ์คุ้มค่าคือการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยข้อมูลนี้มาจากวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอกเรื่อง “Politcal economy of the landbridge project with a focus on Ranon Development” เผยแพร่เมื่อปี 2567 โดย วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย ที่ศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์ อ่าวอ่าง จ.ระนอง และชุมพร วิภาวดีกล่าวไว้แสบมากว่า "พอไปอ่านรายงานความก้าวหน้าในเวบไซด์ สนข. ข้อมูลที่สำคัญมากอย่างการทำอุตสาหกรรม 70,000 ไร่ คุณเอาข้อมูลไว้ในหน้า 689 จากเอกสารทั้งหมดที่มี 1,200 กว่าหน้า ลองจินตนาการว่า เป็นภาระขนาดไหนสำหรับขาวบ้านหรือแม้กระทั่งคนที่ศึกษา มันไม่มีทางที่เราจะเข้าใจมันได้ง่ายๆ ว่า สุดท้ายมันจะทำอะไร"
กม. SEC มีอำนาจคับฟ้า สามารถยกเลิกกฎหมายแม่บทสำคัญกระทั่งกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินโดยคนต่างชาติ นลท.โครงการนี้ สามารถซื้อที่ดินเท่าไหร่ก็ได้ จะแก้ผังเมืองยังไงก็ได้ จะเข้ามาอยู่นานแค่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง Work Permit และที่สาหัสคือได้สิทธิสัมปทานเช่าที่ได้ 99 ปี ที่ภายหลังมาแก้ว่า 50 ปี + 49 ปี ที่ก็คือ 99 ปีอยู่ดี แลนด์บริดจ์นั้นในภาษาชาวบ้านคือ เป็นเพียงโครงการตัวล่อเพื่อให้เกิดการยอมรับ เพราะเข้าใจง่ายภาพลักษณ์ดี แต่มันไม่ใช่โครงการด้านคมนาคมขนส่งทั่วไป มันคือโครงสร้างที่รองรับระเบียงเศรษฐกิจพที่มีกฏหมายขายชาติ SEC รองรับ หากชำแหละไส้ SEC ออกมาดูจะเห็นว่ามันคือหายนะทุกๆ ด้าน 1.ด้านอธิปไตย 2.ด้านการลงทุน 3.ด้านสิ่งแวดล้อม 4. ด้านการท่องเที่ยว 5.และการเพิ่มมลพิษขยะ
1. กระทบอธิปไตย พรบ. SEC มีลักษณะเป็น Super Law ที่ให้อำนาจคณะกรรมการพ.ร.บ. SEC ล้นฟ้า ทั้งการยกเว้นบังคับกฎหมายผังเมือง กฏหมายเวรคืนที่ดิน อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง ซื้อที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ก็ได้ด้วย โดย “มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยไม่ต้องรับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน” ได้สัมปทานเช่าที่ดิน 99 ปี ยกเว้นกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ตามม.54 ถ้าคนที่จะขอเข้ามาทำงานมีทักษะพิเศษ ก็ปักหลักได้ยาวไม่ต้องขออนุญาตบ่อยๆ**
การปล่อยให้ชุมชนขนาดมหึมารวมตัวอยู่ในพี้นที่ 200,000 ไร่ ประมาณการจาก 4 จังหวัดที่จะไปทำนิคมอุตสาหกรรม ปักหลักตั้งรกรากอยู่ได้ 99 ปี โดยกฎหมายหลักของแผ่นดินแทบจะเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้เลย มันจะเกิดอะไรขึ้น เพียงไม่ถึง 30 ปีเชื่อได้เลยว่า นิคมอุตสาหกรรมที่กินพื้นที่ติดกันถึง 4 จังหวัดที่เต็มไปด้วยชุมชนคนต่างชาติ จะลุกฮือขึ้นยึดอำนาจแผ่นดินไทยที่ได้สิทธิ์ปกครองตัวเองเพราะกฏหมายแบบ "รัฐซ้อนรัฐ"
2. ไม่คุ้มค่าการลงทุน ในการประชาสัมพันธ์ว่า จากเดิมเรือเดินสมุทรใช้เส้นทางช่องแคบมะลากาใช้เวลา 9 วัน โครงการแลนด์บริดจ์นี้จะทำให้เหลือ 5 วัน ด้วยการนำสินค้าจากเรือมาขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟแล้วขนไปลงเรือที่ท่าเรืออีกฝั่งหนึ่ง ดูรายงานการศึกษาแลนด์บริดจ์แรกระบุไว้ชัดว่า “การขนส่งสินค้าผ่านสะพานเศรษฐกิจจำเป็นต้องแวะเทียบท่าเรือทั้งสองฝั่ง และมีการขนถ่ายสินค้าเพิ่มขึ้นอีก 2 ครั้ง รวมถึงมีการขนส่งทางบกเป็นระยะทาง 200 กม. จากเหตุผลดังกล่าวการขนส่งสินค้าผ่านแลนด์บริดจ์ จึงไม่สามารถแข่งขันกับเส้นทางขนส่งรวดเดียวทางทะเลที่มีอยู่ในปัจจุบันได้”
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นักเขียนสารคดีได้สัมภาษณ์เจ้าของบริษัทขนส่งทางเรือที่ชี้ว่า ไม่คุ้มค่า “ลองคิดดูสิ หากเรือสินค้ามาจอดที่ท่าเรือชุมพร ต้องยกตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือที่ชุมพร แล้วยกขึ้นรถไฟไประนอง แล้วยกลงจากรถไฟเพื่อยกไปขึ้นเรือที่ระนองอีก ยกตู้ 4 ครั้ง โดนไป 4,000-5,000 บาท/ตู้ ไหนจะค่าภาระท่าเรือ 2 แห่ง ค่าขนส่งทางรถไฟอีกประมาณ 100 กม. รวมแล้วค่าใช้จ่ายเยอะมาก ประมาณ 10,000-12,000 บาท/ตู้..ถ้ามีเรือเทียบท่าเรือระนองวันละ 10 ลำ หมายความว่ามีตู้ต้องยกขึ้นรถไฟ 100,000 ตู้ ขณะที่รถไฟแต่ละขบวนขนได้ประมาณ 500 ตู้คอนเทนเนอร์ **ลองคิดดูสิว่าจะเสียเวลากี่วันกว่าจะขนขึ้นขนลง** ขณะที่เรือไปถ่ายลำที่สิงคโปร์หรือมาเลเซีย ค่าใช้จ่ายถูกกว่ากันลำละหลายสิบล้านบาท และกว่าจะขนถ่ายตู้นับหมื่นขึ้นลงรถไฟ และขนส่งตู้ระหว่างชุมพร-ระนองคงใช้เวลาประมาณ 5-10 วัน ไม่ได้ประหยัดเวลาเลย”
สิ่งที่รัฐพยายาม PR ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง หากสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ลงทุนมหาศาล ต้องถมทะเล 7,000 ไร่ก็จะไม่คุ้มค่าการลงทุนเพราะจะไม่มีใครมาใช้ สภาพัฒน์เองก็รู้ว่ามันไม่คุ้มทุนจึงพ่วงแผนตั้งนิมคมมาจูงใจนักลงทุน การศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ว่าจ้างโดยสภาพัฒน์ก็ได้ผลสรุปว่า แลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มค่าทางเศรษศาสตร์และไม่เหมาะที่จะลงทุน
.jpg)
3. มีเรื่องสะพานขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นมาด้วย หากมีน้ำมันรั่วไหลจะส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวอย่างหนัก การจะทำได้ต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบที่สุดและมีแนวทางป้องกันที่รัดกุมสูงสุด
4. เปิดช่องให้มีการสร้างชุมชนต่างชาติขนาดรัฐย่อยๆที่รัฐอ้างว่า เส้นทางการค้าทางทะเลและเขตศก.พิเศษ (นิคมอุตสาหากรรม) จะสร้างงานในพื้นที่กว่า 2.8 แสนตำแหน่ง จีดีพีขยาย 5.6% วิภาวดีกล่าวว่า “ตัวเลขคนตกงานของระนองมีไม่ถึงพันคน อัตราการว่าจ้างกับการว่างงานไม่สัมพันธ์กันถ้าเช่นนั้น 200,000 คนคือใคร คือการเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานกลายเป็นจังหวัดย่อยๆไปเลย
5. ผลกระทบด้านการท่องเที่ยว ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล “เเนวภูเขาใต้น้ำที่มีระบบนิเวศปะการังที่สำคัญของโลก "ริเชอริวร็อค" คือจุดดำน้ำที่ติด 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงเกาะเต่า.. จากเส้นทางเดินเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์ ซึ่งละเลยการศึกษาในส่วนนี้ไป มีพูดถึงพื้นที่ตั้งโครงการเพียง 5 กิโลเมตร..เเนวปะการังในพื้นที่เกาะสุรินทร์ ริเชอริวร็อค เกาะสุรินทร์ เป็นทะเลน้ำลึก ธาตุอาหารตะกอนต่ำ เเละไกลจากการรบกวนของมนุษย์ ซึ่งหากมีเรือเดินสมุทรจำนวนมาก ขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่เเนวปะการังที่อุดมบูรณ์เเละมีความเฉพาะก็อาจจะได้รับผลกระทบได้ ...หากเส้นทางเดินเรือผ่านเกาะเต่า หินใบ เเละกองหินชุมพร ซึ่งเป็นจุดดำน้ำของโลก มีมูลค่าจากการท่องเที่ยวเเละการสอนดำน้ำเป็นหมื่นล้านต่อปี หากเส้นทางเดินเรือผ่านเเนวนี้มันจะกระทบมากขนาดไหน ?
6. ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน พรบ.SEC ลอกมาจาก EEC ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก 3 จังหวัด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ที่ถูกใช้เป็นนิมคมอุตสาหกรรม ที่กำเนิดมาสมัยคสช. ตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นกับนิคมใน EEC คือ -น้ำมันรั่วลงทะเลถึง 106 ครั้ง ตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน หากจำได้ มีเหตุน้ำมันดิบของบริษัท สตาร์ปิโตรเลี่ยม รีไฟนนิ่ง รั่วที่จุดขนถ่ายน้ำมันที่มาบตาพุด ระยอง เมื่อวันที่ 25 ม.ค.'65 กระทบกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์อย่างหนัก
- กระทบกับประมง พื้นที่ประมงถูกทำลายไปมาก
- ก่อเกิดมลพิษทั้งในน้ำ ในดินและในอากาศ
- สารพิษรั่วไหล กลิ่นเผาไหม้ของการกำจัดขยะ
- การปล่อยควันพิษ
- ปัญหาการขาดแหล่งน้ำ แย่งกันใช้แหล่งน้ำ แต่ได้ขยะมาเพิ่ม
ส่งผลกระทบทั้งในเรื่องที่ดินทำกิน ผลกระทบทางด้านสุขภาพ มีการขีดสีตีเส้น เปลี่ยนผังเมืองจากพื้นที่กสิกรรม ที่อยู่อาศัย มาเป็นพื้นที่สีม่วง เพื่อเอื้อต่อลงทุนในภาคอุตสาหกรรม
แม้ผลกระทบของ EEC จะก่อปัญหามากมาย รัฐก็ยังคงเดินหน้าจะพัฒนา SEC ทั้งๆที่พื้นที่ภาคใต้เหมาะแก่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นำรายได้มหาศาลอันดับ 1 มาสู่ประเทศ
นายกอนุทิน รัฐบาลภูมิใจไทยต้องฟังเสียงคัดค้าน ไม่ดันทุรังจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ ที่เต็มไปด้วย Hidden Agenda โดยเฉพาะร่างกม. SEC ที่เอื้อนายทุนต่างชาติอย่างน่าอดสู
ทางออกที่ขอเสนอคือ
1. เลือกทำในโครงการที่ประโยชน์ ผลกระทบน้อยคือ ทางหลวงพิเศษ และรถไฟทางคู่ ส่วนท่อส่งพลังงานต้องไปศึกษาให้ดี เทคโนโลยีสมัยนี้พัฒนาไปมาก หากไม่เสี่ยงน้ำมันรั่วลงทะเลก็เป็นไปได้
2. ยกเลิกร่างพ.ร.บ. SEC ส่วนที่เป็นกฎหมายขายชาติ อย่าเลี่ยงบาลีแบบดูถูกประชาชนด้วยการพลิกคำจาก 99 ปีเป็น 50 + 49 มันทุเรศ การให้สัมปทานสูงสุดในทุกสัญญาของรัฐไม่ควรมีอายุเกิน 30 ปีเท่านั้น
3. ยกเลิกนิคมอุตสากรรมจากแผนระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ แต่ละภูมิศาตร์ของประเทศมีจุดดีและด้อยต่างกัน ภาคใต้คือขุมทรัพย์ทางการท่องเที่ยวที่ทำรายได้อันดับ 1 อย่าทำลายขุมทรัพย์เพื่อเมกะโปรเจคที่ไม่คุ้มค่าการลงทุน เพียงเพราะมันเป็นการลงทุนมหึมาที่เปิดช่องจ้องทุจริต เมกะคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ประชาชนเขาดูออก
บทเรียนโลกมีชัดเจน ที่ใดที่ปล่อยให้ชุมชนต่างชาติมาอาศัยอย่างหนาแน่น ทั้งยังได้สิทธิ์อยู่ถึง 99 ปี มันคือการยกดินแดนให้ต่างชาติเข้ามาตั้งรัฐใหม่ในแผ่นดินไทย ตัวอย่างหมู่บ้านหนองจาน ปล่อยให้เขมรอพยพอยู่กันไม่เท่าไหร่ก็ยึดเป็นของตัวเอง กว่าจะไล่ออกไปได้ต้องเสียเลือดเนื้อ
อย่าทิ้งมรกดบาปไว้ให้ลูกหลานรับกรรมร่าง SEC เป็นกฎหมายบาป เปิดช่องให้ประเทศไทยส่วนที่เป็นด้ามขวานหายไปในอนาคตข้างหน้า ถอย..ก่อนที่ประชาชนจะลุกขึ้นมาค้านทั้งแผ่นดินหากดันต่อด้วยข้ออ้างข้างๆ คูๆ แลนด์บริดจ์จะเป็นสะพานดับอนาคตนายกอนุทินและพรรคภูมิใจไทย แจ้งเกิดได้ไม่เท่าไหร่ตกสะพานตายซะแล้ว
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล 5 พฤษภาคม 2569 Cr:Thai PBS/Greenpeace/ the 101 word/ขอบคุณวิภาวดี พันธ์ุยางน้อย"
.jpg)
หลังโพสต์ของ อาจารย์อ้อย หรือ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม เช่น
"เป็นวิเคราะห์ละเอียดมากๆเห็นภาพชัดเลยว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี ท่านนายกต้องได้อ่านบทวิเคราะห์ของท่านอาจารย์ ครับ"
"ถ้าจะทำ Land Bridge ควรใช้จุดที่ทำ southern sea board เดิมดีกว่าครับ เพราะถนนก็สร้างเสร็จแล้ว มีช่องตรงกลางสำหรับวางท่อน้ำมัน หรือรางคู่รถไฟ แค่ทำท่าเรือ ขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เท่านั้น (ทำแค่ฝั่งกระบี่ ฝั่งสุราษฎร์มีท่าเรือขนาดเล็กอยู่แล้ว) งบประมาณก็น้อยลง ไม่ต้องเวณคืนที่ดินใหม่ ไม่ต้องให้ต่างชาติมายึดครองประเทศไทย ... ขอเสียงสนับสนุนด้วยครับ"
"นี่คือสัญญาณของหายนะจริงๆ ถ้านายกอนุทินดันทุรังเดินหน้าแบบไม่สนใจเสียงประชาชน. ได้ดับจริงๆก็คราวนี้"
"ขอขอบพระคุณนะคะท่านอาจารย์ ศึกษาและนำข้อมูลมาชี้แจงให้ได้รับรู้ข้อดี ข้อเสีย รัฐบาลไม่ควรทำนะคะ"
"ทำไมบ้านเราไม่มีกม.ลงโทษนักการเมืองที่บริหารประเทศผิดพลาด คอรับชั่นจนเกิดความเสียหายต่อประเทศ น่าเศร้ามากที่สส.ซึ่งเป็นผู้แทนประชาชนไม่มีใครสักคนที่จะช่วยกันผลักดันให้เอาผิดผู้บริหารปท.หรือนักการเมืองที่บริหารงานผิดพลาดจนเกิดความเสียหาย"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี