วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
รบ.เด้งรับ6ข้อเสนอเจ้าสัว
ฟื้นศก.ประเทศ
ไทยศูนย์กลางอาเซียน
ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
เอกนิติมั่นใจแผนกู้วิกฤต
นักวิชาการชมไปได้สวย
รมว.คลัง เผยวงหารือ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เห็นพ้องวิกฤตพลังงานโลก เป็นโอกาสสำคัญดึงดูดการลงทุน รับลูก 6 ข้อเสนอจากเอกชน เร่งตั้ง กรอ. หนุนลงทุนโครงสร้าง พื้นฐาน-พลังงานสะอาด-AI ควบรวม แบงก์สร้างศูนย์กลางทางการเงิน พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ หัวใจสำคัญของอาเซียน นักวิชาการ ชี้ รัฐบาลเปิดโต๊ะคุย CEO ใหญ่ คือสัญญาณ “เรียกความมั่นใจ” ปลุกเอกชนกล้าลงทุน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกเชื่อทุกอย่างไปได้สวย
เมื่อเวลา 21.25 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและตัวแทนภาคเอกชนในกิจกรรม “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ว่า ภาคเอกชนมองเห็นตรงกันว่าวิกฤตพลังงานโลกในปัจจุบันถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนและไทย ซึ่งไทยจะต้องเร่งคว้าโอกาสนี้ผ่านการดำเนินนโยบายเชิงรุก
รบ.รับข้อเสนอเอกชน6ข้อ
โดยรัฐบาลได้รับข้อเสนอของ เอกชน 6 ประเด็นได้แก่ 1.เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงานสะอาด ในเรื่องนี้ถือเป็นข้อเสนอหลักจากภาคเอกชนที่เน้นไปที่การเร่งลงทุนในทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับภาคการเกษตรและวิกฤตเอลนีโญในช่วงปลายปี รวมถึงการเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid Modernization) เพื่อตอบโจทย์วิถีพลังงานโลกสมัยใหม่
2.การลงทุนใน “คน” โดยใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มทักษะ (Up-skill) แรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
3.การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และศูนย์กลางการเงิน โดยภาคเอกชนมีข้อเสนอว่าในการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) อุตสาหกรรมดิจิทัล และเกษตรสมัยใหม่, โดยมีแผนต่อยอดจากฐาน Data Center ไปสู่ Cloud Service และการผลิต Semiconductor ซึ่งเป็นหัวใจของ AI ขณะที่ภาคธนาคารเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) ผ่านการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยเข้มแข็งและมีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้โอกาสจากวิกฤตในตะวันออกกลาง
ปราบคอร์รัปชัน-ดูแลเงินเฟ้อ
4.การปลดล็อกและแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการขอใบอนุญาตที่ล่าช้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว, ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้ชื่นชมโครงการ BOI Fast Pass ว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ช่วยให้การลงทุนขับเคลื่อนได้รวดเร็วขึ้นจริงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และทำให้เกิดการลงทุนจริงกว่า 2 แสนล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา
5.เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเร็ว
และ 6.เป็นข้อเสนอในเรื่องการดูแลเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดูแลผู้ประกอบการ SMEs จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
รัฐบาลเดินหน้า‘ไทยช่วยไทย’
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” อย่างต่อเนื่อง โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย บูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายรถพุ่มพวง จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ครั้งที่ 3 พร้อมกันทั่วประเทศ ครอบคลุม 878 อำเภอ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มช่องทางเข้าถึงสินค้าจำเป็นให้ประชาชนในทุกพื้นที่
จับจ่ายใช้สอยรวม3ครั้งเฉียด97ล.
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมครั้งที่ 3 ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 26 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 5.77 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน ในการนำสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด กระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ เมื่อรวมผลการดำเนินงานตั้งแต่ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 โครงการสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 86.96 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 19.44 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน SMEs และสินค้า OTOP ควบคู่กับการช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม
สุรินทร์แชมป์จับจ่ายสูงสุด
สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสระบุรี และจังหวัดอ่างทอง ขณะที่อำเภอที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต
นอกจากนี้ สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม และข้าวสาร ขณะที่สินค้า OTOP ที่มียอดจำหน่ายสูง ได้แก่ กลุ่มอาหาร ของใช้ ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องดื่ม และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ส่วนสินค้าชุมชนที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหารสด ขนมและเบเกอรี่ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และอาหารแปรรูป
ลดค่าครองชีพ-สร้างโอกาสทางศก.
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลปากท้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเครือข่ายรถพุ่มพวงและช่องทางจำหน่ายสินค้าในระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้นในราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ
“รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
เรียกความมั่นใจคืนมา
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจและบริษัทชั้นนำของประเทศ ว่า เวทีลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองเพียงมิติการเมือง หรือภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ต้องมองในมิติของ “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐบาลกำลังพยายามสร้างขึ้น เพื่อให้ภาคเอกชนกล้าตัดสินใจลงทุนและเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป
ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระหว่างประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากชะลอการลงทุน หรือระมัดระวังในการขยายกิจการมากขึ้น
ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่เพียงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “ความมั่นใจ” ให้ภาคเอกชนเห็นว่า ประเทศยังมีทิศทาง มีเสถียรภาพ และมีรัฐบาลที่พร้อมรับฟังปัญหา รวมถึงพร้อมร่วมแก้ไขอุปสรรคทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน
เติมในสิ่งที่ขาดหายไป
บ่ายวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับผู้ประกอบการระดับประเทศ ว่ารับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ และจะประมวลผลกำหนดเป็นแนวทางที่จะทำให้สิ่งที่คาดหวัง ของผู้ประกอบการได้รับผลสำเร็จมากที่สุด เพราะประเทศของเราต้องพึ่งท่านเหล่านี้ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทำให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ทำให้สังคมมีความสงบสุข มีการจ้างงาน และเสียภาษีต่างๆ รัฐและภาคเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน
เมื่อถามว่า มีโครงการอะไรที่ภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลเดินต่อและที่มีความเป็นห่วงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องของสินค้านำเข้าส่งออก เขาอยากให้ปรับปรุงในเรื่องเส้นทางขนส่งสินค้า เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องกำแพงภาษี อย่างนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ท่านบอกว่าเราต้องยกระดับเกษตรกรให้มากที่สุดในสถานการณ์ของโลกทุกวันนี้ ท่านพูดคำหนึ่งว่าของเราน้ำมัน บนดินนะ ก็คืออาหาร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ตนได้เคยพูด และนำไปพูดในที่ประชุมผู้นำอาเซียนว่า น้ำมันที่เป็นพลังงานกินไม่ได้แต่ว่าอาหารที่เอาไว้ยังชีพ ที่เมืองไทยมีมากกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แย่สุดแล้วประเทศจะอยู่ได้นานกว่า สามารถจะอดทนได้มากกว่าเพราะเรามีความมั่นคงทางด้านอาหาร เราก็เอาความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งตอนนี้เป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศในอาเซียนทุกคนได้หยิบยกขึ้นมาว่า เราจะต้องมั่นใจว่าห่วงโซ่ของอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร จะต้องมีความเข้มแข็ง ซึ่งในอาเซียน ประเทศไทยถือว่ายืนหนึ่งในเรื่องนี้ เราก็ต้องมาเน้นให้เรามีความเข้มแข็งในด้านนี้ในการที่จะไปเจรจาพูดคุยกับประชาคมโลกอื่นๆ เป็นสิ่งที่สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทย
ต่อยอดระนอง-ชุมพร
เมื่อถามว่า ในวงผู้ประกอบการได้มีการพูดคุยเรื่องการพัฒนาท่าเรือระนองและเส้นทางรถไฟที่ขาดหาย (Missing Link) ระหว่างชุมพรและระนองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น แต่ตัว Missing Link ส่วนที่ขาดไป ทุกวันนี้ ทางรถไฟที่ไปทางซีกตะวันตกยังไม่มี เขาเรียก Missing Link เราต่อเติมในช่วงที่มันขาดหายไป ทำให้มันไม่ขาด มันก็จะทำให้วงจรเครือข่ายของการคมนาคมขนส่งทางรางในประเทศไทยที่เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เหนือ ใต้ ออก ตก จะมีความสมบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ คือจุดเริ่มของแลนด์บริดจ์ ส่วนแลนด์บริดจ์ตัวใหญ่นั้นเราให้มีการศึกษากันอยู่ซึ่งรัฐบาลก็รับฟังถึงเรื่องของความคุ้มทุน หรือเรื่องของการที่มีแล้วจะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในด้านการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งในส่วนของตัวแลนด์บริดจ์ก็จะศึกษาตรงนี้ แต่ว่าอย่างน้อยในส่วนของ Missing Link ที่จะนำไปสู่การขยายเป็นถึงระดับแลนด์บริดจ์ หรือเปล่าก็ควรจะต้องเกิดขึ้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี