วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ชงฉีกMOU43
ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร
สว.เสนอครม.ตัดสิน
“กมธ.” ชงรัฐบาลฉีก MOU43 ต่อจาก MOU44 ชี้ขัดรธน.ทั้งไทย-กัมพูชา ไม่รอบคอบ การปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า ทภ.1 ส่งทหารเคลียร์ปัญหา “เขมร” เข้าพื้นที่ชายแดนทำการเกษตร เตือนระวังเข้ม หลังไทยเพิ่มมาตรการคุมพื้นที่ “โฆษก ทอ.” เผยปี’72 เตรียมรับ “กริพเพน อีเอฟ” ลำแรกเข้าประจำการแทน F-16 ฝูงบิน 102 หลังปลดประจำการ ลั่น “เมื่อรบก็ต้องชนะ”
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 4 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุมพร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยในวันนี้ที่ประชุมได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) มีสาระสำคัญดังนี้
ปัจจุบันสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อ การพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการนำระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ การตอบสนองต่อสถานการณ์ และการปฏิบัติการทางทหารในสงครามยุคใหม่ นำไปสู่แนวความคิดในการพัฒนาระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems)
ทุกเหล่าทัพร่วมเสนอแนวทาง
ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่างก็ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติของตนเองอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะได้กล่าวขอบคุณความร่วมมือจากทุกเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการนำแนวคิดระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน ซึ่งจะต้องกำหนดแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้กองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำรงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจภายใต้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วต่อไป
ทภ.1เคลียร์ปัญหาเขมรเข้าทำเกษตร
ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ต.วินธัย สุวารี กล่าวถึงกรณีประชาชนไทยไม่พอใจชาวกัมพูชาเข้ามาใช้พื้นที่ทำการเกษตรในพื้นที่ ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ว่า ขณะนี้กองทัพภาคที่ 1ได้ส่งกำลังทหารเข้าไปพูดคุยแล้ว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว ยังเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจนจึงยังไม่สามารถระบุกรรมสิทธิ์ได้แน่นอน พร้อมขอความร่วมมือให้งดเข้าใช้พื้นที่ไปก่อน
โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้เข้มงวดเรื่องการใช้พื้นที่มากนัก แต่ภายหลังเกิดสถานการณ์สู้รบ ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดและใช้ความระมัดระวังมากขึ้น
เมื่อถามถึงกรณีประชาชนเรียกร้องให้มีการสร้างรั้วชายแดน สามารถดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน แม้บางพื้นที่ไทยจะเป็นฝ่ายควบคุมดูแล โดยบริเวณที่ควบคุมได้มีการวางแนวรั้วลวดหนามไว้แล้ว
พื้นที่ยาวกว่า400กม.ต้องใช้เวลา
ทั้งนี้ พื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในความรับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 2 มีความยาวกว่า 400 กิโลเมตร จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการและบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม
“ขอให้พี่น้องประชาชนรับข้อมูลข่าวสารจากทหารและหน่วยราชการเป็นหลัก เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน บางครั้งประชาชนอาจยังไม่เข้าใจเรื่องเส้นสมมุติฐานที่ทหารทั้งสองฝ่ายกำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนแนวควบคุมพื้นที่อยู่ตลอด ส่วนพื้นที่ทำการเกษตรของประชาชนฝั่งไทยไม่มีปัญหา เพราะทราบแนวเขตสิ้นสุดของพื้นที่ชัดเจน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา เจ้าหน้าที่ทหารของเขาก็ต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนของตนเองเช่นกัน” โฆษกกองทัพบกกล่าว
เส้นทาง‘นารายณ์บรรทมสินธุใต้น้ำ’
วันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 โดย พล.ท.วีรยุทธ รักษศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำคณะร่วมสำรวจและเปิดเส้นทางลาดตระเวนและศึกษาธรรมชาติจากฐานพระใหญ่ กรมทหารพรานที่ 23 บริเวณสำนักสงฆ์ภูวังน้ำจั้น โดยใช้เส้นทางที่ชาวบ้านแข้ด่อน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่เคยใช้เดินทางขึ้นไปสักการะ “นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ” ซึ่งถือเป็นภาพแกะสลักใต้น้ำแห่งเดียวของประเทศไทย หวังผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน
คณะสำรวจได้เดินทางศึกษาธรรมชาติและเข้าสักการะภาพสลักนูนต่ำ “พระนารายณ์บรรทมสินธุ์” บนโขดหินทรายธรรมชาติ ซึ่งถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อปี พ.ศ.2522 จากนายพรานในพื้นที่หมู่บ้านแข้ด่อน ระหว่างออกหาปลาเพื่อยังชีพ ก่อนสังเกตเห็นภาพสลักใต้น้ำบริเวณลำธาร
เชื่อมีอายุเก่าแก่มากกว่า1,000 ปี
จากการตรวจสอบพบว่า เป็นภาพพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวาเหนือพญาอนันตนาคราชสามเศียร บริเวณพระนาภีมีดอกบัวตูมผุดขึ้นมา และบริเวณปลายพระบาทปรากฏรูปสตรี ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระลักษมี ตัวภาพมีความยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และเชื่อว่ามีอายุมากกว่า 1,000 ปี
ปัจจุบัน ภาพสลักดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของ สำนักศิลปากรที่ 9 ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ในพื้นที่เทือกเขาพนมดงรัก เขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
สำหรับเรื่องราว “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ปรากฏอยู่ในมหากาพย์ มหาภารตะ ซึ่งกล่าวถึงช่วงสิ้นกัลป์ว่า ทุกสรรพสิ่งจะถูกทำลายและจมลงใต้มหาสมุทร ก่อนที่พระนารายณ์ ผู้บรรทมเหนือพญานาค จะตื่นขึ้นเพื่อสร้างโลกและสรรพสิ่งขึ้นใหม่อีกครั้ง สะท้อนความเชื่อด้านจักรวาลวิทยาและศรัทธาทางศาสนาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน
เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ กองพลพัฒนาที่ 2 และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 ได้เริ่มดำเนินการพัฒนาเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมต่อถนนสายหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ โดยมีแผนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและโบราณวัตถุ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยในทุกปีจะมีการจัดพิธีบวงสรวง “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ในช่วงน้ำลดราวต้นเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีสำคัญของชาวจังหวัดอุบลราชธานีและผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ
‘กมธ.’ชง รัฐบาลฉีก MOU43
ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานศึกษาเรื่องข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และเอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ปัญหาาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี นายนพดล อินนา สว. เป็นประธานกมธ. พิจารณาแล้วเสร็จ
โดยนายนพดล รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่ง กมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 โดยในส่วนของเอ็มโอยู 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อปี 2543 ไม่ได้มีมติเห็นชอบ แต่มีมติเพียงรับทราบ และการอนุมัติให้ไปลงนามรับรองเอ็มโอยู 2543 ยังไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเสนอครม.ให้ความเห็นชอบก่อน และการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2แสนในเอ็มโอยูที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ แต่ไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น แผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม เอ็มโอยู 2543 เมื่อเสร็จแล้ว จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน และการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตามเอ็มโอยู 2543 มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้เวลาผ่านไปเกือบ 26 ปี ซึ่งปัจจุบัน การดำเนินการยังอยู่ในขั้นแรก จากทั้งหมด 5 ครั้ง และเกิดการปะทะกันครั้งล่าสุด
“กมธ.ยืนยันว่า ฝ่ายไทย สามารถยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องแจ้ง ให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และเมื่อไทยแจ้งยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ให้กัมพูชาทราบแล้ว ไทยยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 3 เดือน หากไทยต้องการจะเจรจากับกัมพูชา เพื่อปรับปรุงเอ็มโอยู 2543 ตามที่ไทยต้องการสามารถทำได้ ถ้าการเจรจาสำเร็จ ไทยสามารถถอนการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ แต่ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ ไทยยังยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เจรจาตกลงกันได้แล้วก่อนการยกเลิก” นายนพดล กล่าว
สว.มีทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณารายงานดังกล่าว พบว่ามี สว. ที่เห็นแตกต่าง ทั้งสนับสนุนรายงานและไม่สนับสนุนรายงานเนื่องจากมองว่ามีวาระซ่อนเร้นอีกทั้งมองว่าเอ็มโอยู 2543 ยังเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเจรจาหาทางออกกับกัมพูชาในความขัดแย้งโดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
โดยนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายไม่เห็นด้วยต่อรายงานของกมธ. ตอนหนึ่งว่า การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับการสูญเสียกลไกทวิภาคี และจะทำให้ไทยเดินเข้าสู่การประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ ที่มีคนต่างชาติ 5 คนมาเป็นคนกลางพิจารณา ดังนั้นเหตุผลที่ระบุว่ายกเลิกเพื่อลดข้อกังวลจึงเป็นการเอาอธิปไตยไทยไปวางในมือของคนนอก ทั้งนี้การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับไทยละทิ้งข้อตกลงว่าด้วยการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนที่กำหนดให้เจรจาผลประโยชน์ทางทะเลไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นข้อที่ทำให้ไทยได้เปรียบกว่ากัมพูชา อย่างไรก็ดีตนมองว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่าให้กระแสชาตินิยมข่มผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ และขอให้พิจารณาว่าเราจะเป็นรัฐที่ฉลาดใช้เครื่องมือทางการทูตเพื่อต้อนคู่แข่งให้จนมุม หรือเป็นรัฐหวาดระแวงในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงตามกระแสชาตินิยมจนฉีกข้อตกลงทิ้ง ตนมองว่าการรักษาหรือปรับเปลี่ยนเอ็มโอยู 2543 เอ็มโอยู 2544 เพื่อใช้ คือยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งและสมเกียรติประเทศไทย
และหลังจากที่ สว.ได้อภิปรายและกมธ.ได้ชี้แจงแล้ว พล.อ.เกรียงไกร แจ้งว่าจะส่งความเห็น ข้อสังเกตและรายงานของ กมธ. ให้ ครม. พิจารณารับทราบต่อไป
ทอ.เตรียมรับ‘กริพเพน อีเอฟ’
ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (โฆษก ทอ.) กล่าวกับสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการว่า เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการ และฝ่ายรัฐบาลในโครงการจัดซื้อครั้งนี้ ได้เดินทางไปประชุมที่ประเทศสวีเดนร่วมกับรัฐบาลสวีเดน โดยบรรยากาศการดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งมีการหารือถึงการดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งกองทัพอากาศจะเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2571 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงเวลานี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของโครงการ ทั้งนี้ โครงการถูกแบ่งออกเป็นหลายระยะ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงต้องมีการพูดคุยและเจรจา เพื่อให้แผนการจัดหาทดแทนครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถนำเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการได้ตามแผนที่กำหนดไว้
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวว่า กองทัพอากาศได้ปรับโครงสร้างกำลังรบ เพื่อให้พร้อมรองรับกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากมีความจำเป็นต้องใช้กำลังในอนาคต กองทัพอากาศต้องมีความพร้อมในทุกมิติ เพื่อปฏิบัติการทางอากาศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปกป้องอธิปไตยของไทย
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า โครงการ “กริพเพน อีเอฟ” ของกองทัพอากาศไทย จะจัดซื้อทั้งหมด 12 เครื่อง เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ของฝูงบิน 102 ซึ่งปัจจุบันปลดประจำการไปแล้ว โดยขณะนี้กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ยังเหลือเครื่องบิน F-16 ของฝูงบิน 103 ประจำการอยู่ และคาดว่าจะสามารถนำเครื่องบินเข้าประจำการครบทั้ง 12 เครื่องได้ภายในปี 2580 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา
ลั่น‘เมื่อรบก็ต้องชนะ’
เมื่อถามว่าเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” จะเข้าประจำการแทน F-16 ลำแรกได้เมื่อใด พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวว่า ในปี 2572 จะเริ่มเฟสแรกทยอยเข้าประจำการ โดยโครงการทั้งหมดมีการวางแผนไว้แล้ว ส่วนเฟส 2 ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนเครื่องได้ เนื่องจากต้องเสนอของบประมาณในปี 2571
“เครื่องบินขับไล่ทุกแบบที่กองทัพอากาศไทยจัดซื้อ ล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่องบิน ทั้งจรวดนำวิถีความร้อน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่สามารถยิงได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร การจัดซื้อไม่ได้มีเพียงเครื่องบิน แต่รวมถึงระบบอาวุธที่ทำให้เรามั่นใจว่าเหนือกว่าภัยคุกคามรอบด้าน ต่อให้ประเทศเพื่อนบ้านมีเครื่องบินรบในอนาคต เมื่อเรารบ เราก็ต้องชนะ” พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี