วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็น "ต้นทุนสะสม" ที่ย้อนกลับมาทำลายทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ล่าสุด นักวิชาการออกโรงเตือน การเติบโตแบบเน้น "ปริมาณ" กำลังมาถึงทางตัน แนะรัฐเร่งเครื่องสู่การท่องเที่ยวยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ชี้มาตรฐานสีเขียวปัจจุบันยังกระจัดกระจาย ทำรายย่อยตกขบวน และแก้ปัญหาคาร์บอนไม่ตรงจุด
บทความวิเคราะห์เชิงลึกโดย ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ และ วิริน ขาวรัตน์ ในหัวข้อ จากปริมาณสู่คุณภาพ โจทย์ท้าทายท่องเที่ยวไทย เปิดเผยว่า ปัญหาทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่รับภาระหนักจากการท่องเที่ยว เริ่มสะท้อนให้เห็นผ่านแนวคิดของรัฐบาลที่เตรียมพิจารณาลดระยะเวลา “ฟรีวีซ่า” เหลือ 30 วัน สิ่งนี้ตอกย้ำว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ "คุณภาพ" โดยมีเงื่อนไขเรื่อง "การท่องเที่ยวยั่งยืน" (Sustainable Tourism) เป็นตัวชี้วัดการอยู่รอด
มาตรฐานกระจัดกระจาย - รายย่อยตกขบวน
แม้ประเทศไทยจะเริ่มตื่นตัวด้านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ผ่านมาตรฐานต่างๆ เช่น Green Hotel Plus หรือ Green Destination Standards แต่งานวิจัยชี้ว่า นโยบายเหล่านี้ยังอยู่ในรูปแบบภาคสมัครใจและมีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนจากภาครัฐ
ที่น่ากังวลคือ ความเหลื่อมล้ำในการปรับตัว ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุนสามารถยกระดับตัวเองให้ผ่านเกณฑ์ได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) กลับต้องเผชิญอุปสรรคด้านทรัพยากรและความรู้ ส่งผลให้ความยั่งยืนกลายเป็นเพียงเครื่องมือของรายใหญ่ และอาจยิ่งถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำในอุตสาหกรรมให้กว้างขึ้น
แก้ปัญหาคาร์บอนผิดจุด-ละเลยรากเหง้า
นอกจากนี้ นโยบายปัจจุบันยังถูกตั้งคำถามว่า "แก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่" เนื่องจากมาตรการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับการจัดการที่พักและการชดเชยคาร์บอน ทั้งที่ข้อมูลเชิงประจักษ์ระบุชัดเจนว่า แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงที่สุดในภาคการท่องเที่ยวคือ "การเดินทางและการใช้พลังงานในห่วงโซ่อุปทาน" หากไม่มีการจัดการที่ต้นตอ การมุ่งสู่คาร์บอนต่ำของไทยก็จะเป็นเพียงการปรับตัวระดับผิวหน้าเท่านั้น
ความยั่งยืนไม่ใช่แค่สีเขียว แต่คือเศรษฐกิจและสังคม
งานวิจัยยังย้ำว่า ความยั่งยืนไม่ได้มีแค่มิติสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมองรวมถึงมิติเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่จังหวัด ขณะที่เมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง "ภูเก็ต" กำลังเผชิญขีดจำกัดในการรองรับ ทั้งปัญหาขยะ น้ำเสีย และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงปัญหาเรื้อรังด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่บั่นทอนความเชื่อมั่น
ยิ่งไปกว่านั้น ภาคท่องเที่ยวยังเป็นแนวหน้าที่จะได้รับผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือการเสื่อมโทรมของปะการัง ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนรับมือแบบเจาะจงในแต่ละพื้นที่ (Local Adaptation)
"ความยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทยจะไม่เกิดขึ้นจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการเปลี่ยนวิธีคิดเชิงนโยบายทั้งระบบ หากไม่มีการเชื่อมโยงมาตรฐาน โครงสร้างพื้นฐาน การกระจายรายได้ และความปลอดภัยเข้าด้วยกัน การท่องเที่ยวไทยอาจเติบโตได้เพียงปริมาณบนฐานที่เปราะบาง และท้ายที่สุดจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศเอง" บทความระบุทิ้งท้าย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก TDRI
https://tdri.or.th/2026/05/sustainable-thai-tourism-growth/#%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี