538.jpg
พท.โวลงชื่อ189คน  หนุนแก้รธน.  ยื่นปธ.รัฐสภา4มิ.ย.

พท.โวลงชื่อ189คน หนุนแก้รธน. ยื่นปธ.รัฐสภา4มิ.ย.

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พท.โวลงชื่อ189คน

หนุนแก้รธน.

ยื่นปธ.รัฐสภา4มิ.ย.

ภท.ปัดล็อกสเปกสสร.

ปชน.บี้สอบพรก.กู้เงิน

‘เสรีพิศุทธ์’บุกบุรีรัมย์

แจ้งความรุกที่ดินรฟท.

แกนนำเพื่อไทย “ชูศักดิ์” เตรียมเสนอร่างแก้ รธน.ฉบับ “เพื่อไทย”ต่อประธานรัฐสภา 4 มิถุนายนนี้มีผู้ร่วมลงชื่อ 189 คน เพื่อบรรจุเข้าวาระต่อไป ภท.ปัดเขียนกติการีโมทเลือก ส.ส.ร. ย้ำทุกพรรคมีส่วนร่วมจัดทำรธน.ใหม่ ขณะที่“เสรีพิศุทธ์” มาตามนัด บุกบุรีรัมย์แวะหน้าบ้าน“เนวิน ชิดชอบ”ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ ร้องทุกข์ แจ้งกล่าวหา‘เนวิน –กรุณา’และบุคคลอื่น รุกครอบครองที่ดินการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดงปมที่ดินเขากระโดง

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. นายสกลธี ภัททิยกุล  รองหัวหน้าพรรค และทีมผู้บริหารพรรค พร้อมด้วยผู้สมัคร สก.พรรค เขตสวนหลวง นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล และเขตประเวศ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ลงพื้นทึ่หาเสียงตลาดเอี่ยมสมบัติ เขตสวนหลวง กทม.


โดย นายอนุชาเปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เป็นเรื่องความสะอาดวันนี้ได้มาลงพื้นที่ที่ตลาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ค้าและผู้ขาย ได้ให้ความสำคัญเรื่องสุขลักษณะ หรือคือการจัดการให้ผู้ที่มาซื้อได้มาจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนข้อกังวลที่รับทราบมาเป็นเรื่องของคนจรจัดที่อาจจะมาสร้างความรำคาญให้ผู้ค้า และผู้ที่มาจับจ่ายใช้สอยอยู่บ้าง รวมไปถึงห้องน้ำที่พยายามเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง แต่กลายเป็นแหล่งมั่วสุม จึงจะมีเทศกิจคอยเข้ามาดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ค้าและผู้ที่มาซื้อ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ได้เป็นเสียงสะท้อนกลับมาให้เรา

‘อนุชา’ ชี้กำจัดขยะต้องมีประสิทธิภาพ

นายอนุชากล่าวอีกว่า เรื่องของกำจัดขยะก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องหลักที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญ ทุกวันนี้ 50 เปอร์เซ็นต์ ของขยะกทม.มีการกำจัดขยะด้วยการฝังกลบในพื้นที่ด้านนอก คือต่างจังหวัด เราก็จะพยายามหาวิธีเพื่อจะทำให้ลดในส่วนตรงนี้ ส่วนพื้นที่ที่มีในกรุงเทพฯ เช่น เขตอ่อนนุช หนองแขม และสายไหม นั้น จะต้องปรับให้เป็นระบบปิด 100 เปอร์เซ็นต์ คือจะไม่ให้มีกลิ่น น้ำเสีย รวมไปถึงลดขยะที่จะเป็นระบบปิดไม่ให้มีน้ำรั่วไหลออกมาตามถนน ฉะนั้นจำเป็นจะต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยและนำขยะมูลฝอยเหล่านี้มาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งอาจจะต้องมีการเพิ่มรถ เส้นทาง และบุคลากรในการจัดเก็บขยะเหล่านี้ด้วย และจะไม่ลืมรณรงค์ให้มีการแยกขยะ

ทำอุโมงค์ยักษ์ป้องกันน้ำท่วมกทม.

นายอนุชายังกล่าวถึงการแก้ปัญหาน้ำการระบายน้ำ ในกรุงเทพฯว่า ตนในฐานะมีความรู้เรื่องวิศวกร จึงให้ความสำคัญเรื่องของโครงสร้าง ดังนั้น บางเรื่องบางอย่างแม้ประชาชนจะยังมองไม่เห็นถึงเรื่องโครงสร้าง แต่ตนให้ความสำคัญว่า การนำน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และการสร้างอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมามีอุโมงค์เหล่านี้แต่ด้วยความที่อยู่ใต้ดิน เข้าใจว่า กทม. ก็มีงบในการสร้างรงนี้แต่สิ่งที่ตนมองการจะแก้ปัญหาให้ยั่งยืนไม่ใช่เพียงการลอกท่อ หรือประตูระบายน้ำที่ไปตรวจสอบกันเฉยๆ จริงๆ แล้วเขามีการใช้ระบบใหม่มานานแล้ว ณ วันนี้เรารู้อยู่แล้วว่ากรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ต่ำตนจะพยายามทำอะไรไม่ฝืนธรรมชาติ เมื่อเราจะสร้างเขื่อนหรือกำแพงไม่ให้น้ำเข้ามาแล้ว เราก็ต้องอย่าลืมการการถ่ายเทน้ำออกไปให้ได้มากที่สุด สิ่งที่ตนให้ความสำคัญคืออุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่นั้นเอง พรรคปชป.โดย นายอภิสิทธิ์ ได้ให้แนวทางมาแล้วว่า การใช้งบประมาณทุกอย่างต้องตรวจสอบได้ทุกเรื่องและโครงการใหญ่ๆแบบนี้ต้องเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้เห็นในการใช้งบประมาณว่าแก้ทั้งระบบได้อย่างไรไม่ใช่แค่ลอกคลอง

จะทำให้คนกทม.กลับมารักปชป.

เมื่อถามว่า ผลโพลล่าสุดคน กทม.
ชอบผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง นายอนุชากล่าวว่า ผลโพลใน กทม.ก็เปลี่ยนไปได้ทุกสัปดาห์ จะเห็นว่า องคาพยพเรามาช่วยกันรณรงค์เพราะปัญหาบางปัญหาไม่ใช่แค่ กทม. เราลงพื้นที่รับทราบปัญหาและสามารถหารืออะไรในสภาได้ เราไม่ได้หายไปไหน แต่เพียงไม่ได้มีตำแหน่งเป็นทางการใน กทม. หรือสภา แต่คนของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีการลงพื้นที่ต่อเนื่องโดยไม่ได้หายไปไหน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เหลืออีก 20 กว่าวัน เราจะทำให้คนที่เคยรักประชาธิปัตย์ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาคราวนี้ พร้อมเป็นตัวแทนของท่านทำหน้าที่สุดความสามารถ

ปชน.หวังตั้งกมธ.ติดตามพรก.กู้เงิน

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมผลักดันญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็เตรียมที่จะผลักดันเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกันว่า มองว่าการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยเราได้มีการยื่นญัตติดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมาแล้ว แต่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 วินิจฉัยว่าไม่ได้เป็นญัตติด่วน ซึ่งถือว่าผิดพลาดไปมากจากข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

คาดเสนอญัตติเข้าสภา4มิถุนายนนี้

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ฉะนั้นต้องมีการประสานงานกับทางคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ว่า จะทำอย่างไรให้ญัตตินี้ถูกเลื่อนขึ้นมาพิจารณาโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่นายโสภณได้แนะนำด้วย เพราะเห็นว่าควรที่จะเป็นญัตติด่วน จึงได้วันที่จะพิจารณาญัตติดังกล่าวคือวันที่ 4 มิถุนายนนี้ แต่ยังไม่ได้มีการตกลงกับทางวิปรัฐบาลอย่างแน่ชัดว่าตกลงจะได้เวลาเท่าไหร่กันแน่ เพราะเป็นวันที่ปกติจะต้องมีการปรึกษาหารือ มีการถามกระทู้ ฉะนั้นเวลาที่เหลือก็จะค่อนข้างน้อย

“เราคิดว่าปัญหาเร่งด่วนคือทางรัฐบาลมีการอนุมัติโครงการต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จากคณะกรรมการกลั่นกรอง โดยยังอยู่ในรูปแบบของการที่กระทรวงการคลังเป็นคนชงเรื่อง และเป็นคนอนุมัติโครงการหรือเป็นเจ้าของโครงการเอง ซึ่งไม่ได้มีการตรวจสอบถ่วงดุลอะไรเลย ทำให้ทางฝั่งสภาฯ ต้องตั้ง กมธ.วิสามัญชุดนี้ให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะได้เป็นอีกหูตาหนึ่งที่จะคัดกรอง แต่ต้องบอกว่ารอบนี้ไม่ทันแล้ว เพราะเงินกู้ได้ถึงมือประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงได้มีการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเรียบร้อยแล้ว เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

สมัยโควิดยังตั้งกมธ.ติดตามงบ

เมื่อถามว่า มองว่าจะได้รับความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาการที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอให้สภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญติดตามโครงการแลนด์บริดจ์ ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาล น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือ เพราะหากเรามองย้อนกลับไปตอนสมัยเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ของโควิด หรือเงินกู้ 5 แสนล้านบาท ของโควิด สส.พรรคภูมิใจไทยในขณะนั้นที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็เสนอญัตติด่วนประเภทเดียวกันและเข้าไปนั่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญกัน

“ไม่ว่าจะเป็น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรือนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรว่าเมื่อถึงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาลแล้ว จะไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

เมื่อถามว่า จะต้องมีการพูดคุยกับฝั่งรัฐบาลเพื่อทำความเข้าใจนอกรอบหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ให้เป็นหน้าที่ของประธานวิปฝ่ายค้าน

พท.โว189คนหนุนร่างแก้ไขรธน.

นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภาเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะยื่นร่างรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 4 มิถุนายน นี้ สาระร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมีผู้ร่วมลงชื่อญัตติจำนวน 189 คน ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 72 คน พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านที่ได้ร่วมลงชื่อด้วย โดยมีรายละเอียดว่า พรรคภูมิใจไทยร่วมลงชื่อจำนวน 30 คน พรรคประชาชนจำนวน 36 คน พรรคกล้าธรรมจำนวน 26 คน พรรคประชาธิปัตย์ 18 คน พรรคประชาชาติ 5 คน และพรรคไทยรวมพลัง 2 คน ทั้งหมดเกินจำนวนขั้นต่ำที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวน สส.ที่มีอยู่ในสภา ญัตติดังกล่าวจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย

นายชูศักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม คือการกำหนดให้มี ส.ส.ร. 100 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เบื้องต้นในจังหวัดจำนวน 300 คน และรัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน อีกส่วนหนึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นตัวแทนขององค์กรต่างๆ เช่น องค์กรสภา องค์กรรัฐบาล องค์กรศาล องค์กรและสภาท้องถิ่น องค์กรมหาวิทยาลัย ภาคประชาชนและ
ภาคธุรกิจ สภาวิชาชีพ องค์กรด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน และอื่นๆ จำนวน 52 คน

สส.รบ-ฝ่ายค้านหนุนลงชื่อร่างพท.

นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนมและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคเมีความพร้อมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว เพราะมี สส.จากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งจากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ รวมถึงพรรคการเมืองต่างๆแทบทุกพรรค ร่วมลงชื่อเสนอร่างของพรรคเพื่อไทยกว่า 180 รายชื่อ จากนี้จะนัดหมายกับพรรคต่างๆ เพื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาภายในสัปดาห์นี้ ขั้นตอนจากนั้นจะเป็นการตรวจสอบรายชื่อของประธานสภาฯ แล้วบรรจุเป็นระเบียบวาระต่อไป เมื่อถามว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคภูมิใจไทย และเพื่อไทยจะรวมกันได้หรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า ต้องดูแต่ละมาตราว่า ไปด้วยกันได้หรือไม่ ที่สุดแล้วต้องขึ้น
กับที่ประชุมรัฐสภาว่า จะดำเนินการอย่างไร โดยเป้าหมายพรรคเพื่อไทยคือ ตั้งใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากที่สุด โดยไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สำเร็จไปให้ได้

ภท.แจงทุกพรรคมุ่งร่างรธน.ใหม่

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในที่ประชุมรัฐสภา วันที่ 7-8 ก.ค. โดยเชื่อว่าเวลา 2 วัน ที่ให้พิจารณาจะเพียงพอ เนื่องจากเป็นการรวมพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีหลักการและสาระเดียวกัน คือ การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อย่างไรก็ดี ทราบว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่แต่ละพรรคเสนอนั้นมีหลักการเดียวกัน แต่มีความแตกต่างในรายละเอียด เช่น ของพรรคภูมิใจไทยให้ ส.ส.ร. 100 คน มาจากการสมัครจากแต่ละจังหวัด และให้รัฐสภาเลือก 77 คน อีก 23 คน มาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ด้านการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่สมัครมาตามกลุ่ม มีกระบวนการกลั่นกรองและให้รัฐสภาเลือก ทั้งนี้ การกำหนดให้รัฐสภาเลือกตั้ง จะใช้วิธีการกำหนดสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา 700 คน เพื่อเลือก ส.ส.ร.เข้าไปทำหน้าที่

ปัดเขียนกติกาเพื่อรีโมทเลือกสสร.

“มีคนมองว่าการกำหนดแบบนั้น พรรคภูมิใจไทย อาจรีโมท ส.ส.ร.ได้ หากพรรคภูมิใจไทยมี สส.500 คน จะทำแบบนั้นได้ แต่เรามี 200 คน ขณะที่สส.ในสภาฯ ยังประกอบด้วยฝ่ายค้านและอื่นๆ ดังนั้นทุกเสียงมีความหมาย ทุกคน ทุกพรรคมีสิทธิเลือกตามสัดส่วนของตัวเอง ดังนั้นที่บอกว่า ภูมิใจไทยเสนอแบบนี้ต้องการกินรวบ คือไม่จริง แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลภูมิใจไทยจะครองเสียงข้างมากและมีสว.บางส่วนสนับสนุน แต่วิธีการที่เสนอนั้น เคารพในทุกเสียง พรรคทุกขนาดให้มีโอกาสเลือกตัวแทนเข้าไปเป็น ส.ส.ร.ซึ่งเจตจำนงไม่ต่างจากวิธีรวมกลุ่ม 20 คน เพื่อเลือก ส.ส.ร.1 คน เหมือนกับที่ออกแบบรอบที่แล้ว นอกจากนั้น ผมมองว่าหากกระบวนการเลือก ส.ส.ร.ไม่ถูกยอมรับตั้งแต่ต้น รัฐธรรมนูญที่ร่างมาจะไม่ถูกยอมรับเช่นกัน เรื่องจะรับหลักการฉบับใดหรือไม่ ยังเร็วไปที่จะพูด เพราะยังไม่ได้คุยกันในรายละเอียด ทั้งนี้ การเสนอให้มี ส.ส.ร.ซึ่งวิธีการต่างกัน เร็วไปที่บอกว่า จะรับหรือไม่ สุดท้ายอาจจะรับทุกฉบับ หรือรับบางฉบับก็ได้”นายกรวีร์ กล่าว

‘เสรีพิศุทธ์’บุกบุรีรัมย์ถึงหน้าบ้านเนวิน

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อม ทีมงานและนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนาย อั๋น บุรีรัมย์ได้เดินทางไปที่บริเวณด้านหน้าปากทาง
เข้าบ้านพักของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ริมถนนสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย ในหมู่ 4 ตำบลอิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สอบถาม รปภ.เจ้าของบ้านอยู่หรือไม่ ซึ่งบอกว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่ จากนั้นได้เดินดูบริเวณปากทางเข้าบ้านที่มี รปภ.จำนวนหนึ่งนำแผงเหล็กมาตั้งวางปิดทางเข้า-ออกไว้ โดยไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกผ่านเข้า-ออก โดยคณะของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ใช้เวลาอยู่ เพียงบริเวณด้านหน้าทางเข้าประมาณ 20 นาที จึงเดินทางออกไป

จากนั้นเวลา 10.24 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พร้อมคณะได้เดินทางออกจากบริเวณหน้าบ้านพักมุ่งหน้าไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อยื่นเรื่องร้องทุกข์และข้อมูลประกอบการดำเนินคดีต่อปมที่ดินเขากระโดง พนักงานสอบสวน โดยมี นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น เดินทางมาสมทบร่วมติดตามการดำเนินการในครั้งนี้ด้วย

ขึ้นภ.จว.แจ้งเอาผิด‘เนวิน–กรุณา’

เมื่อเดินทางมาถึงได้ใช้ห้องประชุมของตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์เป็นสถานที่หารือและยื่นข้อมูลประกอบคำร้องทุกข์ โดยมี พ.ต.อ.รักเกียรติ แย้มบางยาง ผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน
ภ.จว.บุรีรัมย์ ต้อนรับและรับเรื่องตามขั้นตอนของกฎหมาย ในการแจ้งความเรื่องกล่าวหา นายเนวิน นางกรุณา ชิดชอบ และบุคคลอื่นที่บุกรุกครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง ต.อิสาณ และ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย /สิ่งที่ส่งมาด้วย เอกสารพยานหลักฐานประกอบคำร้อง 10 รายการ เอกสารรวม 188 แผ่น และแผ่นซีดี 1 แผ่น

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า หากคิดว่าตนเองมีสิทธิ์ที่ดีกว่าก็สามารถฟ้องได้มีหลักฐานใดก็มาแสดงได้ ศาลพิพากษาว่าคุณมีสิทธิ์ดีกว่าก็เป็นของคุณดีกว่ารอให้การรถไฟมาฟ้องเพราะฉะนั้น คุณเนวินควรฟ้องการรถไฟจะได้ไม่มีปัญหา แต่คุณอนุทินมาอยู่แบบนี้ จะบอกไม่รู้เรื่องได้อย่างไร ศาลพิพากษาเป็นอย่างไรก็ต้องรู้ กี่ปีมาแล้วตั้งแต่ รัฐบาลคุณประยุทธ์ จะหาว่า ผมปั้นน้ำ
เป็นตัวไม่ได้ คุณมาอยู่คุณไม่รู้เหรอ คุณอนุทิน

หลังจากนี้จะไปแจ้งความดำเนินคดีบุกรุกที่การรถไฟ ใครก็แจ้งได้คดีนี้ง่ายมาก ง่ายกว่าราษฎรบุกรุกที่ดิน ตำรวจก็ทำคดีง่าย ง่ายกว่าการค้ายาเสพติด การฆ่าคนเสียอีก สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้เยอะแยะเลย ถ้าไม่ให้ก็ขอให้ศาลเอาใบเรียกมา

“หากคุณเนวินมั่นใจว่าที่ดินได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย คุณเนวินก็ต้องฟ้องการรถไฟ หลังจากนี้ผมจะไปแจ้งความดำเนินคดีกับคุณเนวินในข้อหาบุกรุกที่การรถไฟซึ่งบุคคลใดก็สามารถแจ้งความได้ การที่คุณเนวิน ไม่อยู่พบผมนั้นก็เป็นสิทธิ์ของเขา ในคำพิพากษามีการตัดสินไว้ชัดเจนว่าที่ดิน 5,083 ไร่เป็นของการรถไฟ”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวอีกว่า ให้การรถไฟมายืนยันว่าบริเวณนี้เป็นที่ดินของใคร คุณเนวินและผู้บุกรุกต่างๆรับฟัง หากไม่มารับฟัง ก็ให้อัยการสรุปส่งฟ้องศาลง่ายมาก ส่วนของตนจะมอบให้ทนายอั๋นดำเนินการฟ้องร้องติดตามทนายอั๋นก็เป็นคนบุรีรัมย์ หากไม่คืบหน้าก็จะมาติดตามอีกครั้ง คดีนี้ง่ายมากเอาเท้าเขี่ยก็จบ

‘ทนายอั๋น’ขู่ยื่นร้องดีเอสไอ

ด้าน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนาย อั๋น บุรีรัมย์ ให้สัมภาษณ์ว่าที่ดินสนามแข่งรถ ที่ดินของการรถไฟและมีการถมที่ทางสาธารณะซึ่งกระทำได้อย่างไร ทั้งหมด 20 กระทง 20 คดี ตนจะไปร้องที่ดีเอสไอว่าบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งรุกที่ที่ดินการรถไฟ ครั้งนี้ จะยังไม่ขอพูดถึงคุณเนวินแต่หากมีการคืนที่ดินความผิดก็สำเร็จแล้วผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะดำเนินการอย่างไร ประมาณ 90%
ซึ่งสามารถจะยื่นฟ้องได้ทนาย อั๋น ยังบอกว่า ตนเองไม่ได้พูดเฉยๆ มีหลักฐานระวังจากกรมที่ดิน เมื่อเทียบแล้วทุกจุดตรงกับพื้นที่ที่ทั้งหมดที่มีปัญหาอยู่ ตนเองจะแจ้งความกับดีเอสไอในสัปดาห์นี้ ตอนนี้ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดไว้แล้ว

สำหรับกรณีที่ดินเขากระโดงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ประมาณ 5,083 ไร่ ครอบคลุมเอกสารสิทธิและการถือครองมากกว่า 900 แปลง ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าเป็นที่ดินของรัฐ ขณะที่ผู้ถือครองที่ดินจำนวนมาก ยังคงยืนยันสิทธิตามเอกสารสิทธิที่ได้รับ ทำให้เกิดข้อพิพาทและการดำเนินคดี ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน การลงพื้นที่ของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการติดตามให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทซึ่งหลายฝ่ายกำลังรอดูว่าหลังจากการยื่นร้องทุกข์ในวันนี้จะมีความคืบหน้าทางคดีและการบังคับใช้กฎหมายอย่างไรต่อไป

ล่าสุด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะที่ยังอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “จากนี้จะไปหาคุณอนุทินที่ทำเนียบให้รับผิดชอบ ไม่ทำก็ละเว้น มาดูสถานที่จริงแล้ว “ใหญ่กว่าดิสนีย์แลนด์” เสียอีก”
โดยในคลิปวิดีโอ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า หลังจากนี้ ตนจะไปหา นายอนุทิน ที่ทำเนียบฯ คิดว่าจะเป็นวันอังคาร ที่มีการประชุม ครม.เพื่อแจ้งให้ทราบว่าตนได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว ในฐานะที่
นายอนุทิน กำกับดูแลตำรวจ ต้องไปติดตาม หากไม่ติดตามถือว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top