วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569
4 มิถุนายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมเห็นด้วย กับความเห็นนี้ของคุณหนอมครับ
“เราไม่ควรเถียงกันว่า สิทธิลดหย่อนภาษี กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิทธิไหนสำคัญกว่า หรือควรเลือกใช้อะไร
เพราะทั้งสองอย่างนี้ไม่ควรถูกออกแบบให้ประชาชนต้องเลือกตั้งแต่แรก
สิทธิลดหย่อนภาษี
คือ การที่รัฐรับรู้ว่า ลูกบางคนมีภาระดูแลพ่อแม่
ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
คือ การที่รัฐรับรู้ว่า ยังมีประชาชนบางกลุ่มที่ลำบาก และต้องการความช่วยเหลือพื้นฐาน
สองเรื่องนี้ไม่ควรขัดกันเอง โดยเฉพาะในครอบครัวที่กำลังพยายามประคองชีวิตอยู่แล้วอย่างทุกวันนี้
ผมเข้าใจว่ารัฐจำเป็นต้องคัดกรองสวัสดิการ เพราะงบประมาณมีจำกัด และรัฐควรป้องกันไม่ให้คนที่ไม่ได้ลำบากจริง เข้ามาใช้สิทธิแทนคนที่ลำบากกว่า
ตรงนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และเป็นสิ่งที่รัฐควรทำ
แต่คำถามคือ
เกณฑ์ที่ใช้คัดกรองนั้นสมเหตุสมผลหรือยัง
กรณีที่พ่อแม่ถูกลูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่ควรถูกตีความอัตโนมัติว่า พ่อแม่ไม่ลำบากแล้ว หรือครอบครัวนั้นมีคนดูแลเพียงพอแล้ว
เพราะลูกที่ดูแลพ่อแม่ ไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ไม่ลำบาก
และลูกที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ก็ไม่ได้แปลว่าลูกมีฐานะดีพอจะแบกรับทุกอย่าง
ในทางกลับกัน การที่ลูกนำพ่อแม่ไปลดหย่อนได้ มีเงื่อนไขสำคัญอยู่แล้วว่า พ่อแม่ต้องมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
ตัวเลขนี้ควรสะท้อนความเปราะบาง ไม่ใช่ถูกใช้เป็นเหตุผลว่า คน ๆ นั้นไม่ควรได้รับความช่วยเหลือ
และต้องไม่ลืมว่า สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ 30,000 บาทต่อคนต่อปี ไม่ได้แปลว่ารัฐช่วยครอบครัวนั้น 30,000 บาทจริง ๆ
เพราะตัวเลขนี่เป็นเพียงฐานลดหย่อนภาษี มูลค่าจริงที่ลูกได้รับขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน แต่ภาระจริงในการดูแลพ่อแม่ อาจสูงกว่านั้นมาก
ค่าอาหาร ค่ายา ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน รวมถึงภาระทางใจของคนที่ต้องประคองทั้งบ้านไว้พร้อมกัน
ทั้งหมดนี้ไม่ได้ถูกสะท้อนครบในตัวเลขลดหย่อน 30,000 บาท แล้วบอกว่าจบแล้ว เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว
สิ่งที่ผมอยากชวนคิดต่อ
คือ การอุทธรณ์เพื่อใช้สิทธิ์
หากลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อน แต่ไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูจริง พ่อแม่สามารถยื่นอุทธรณ์ขอคืนสิทธิได้
จุดนี้แปลว่า แม้รัฐเองก็ยอมรับว่า การถูกนำชื่อไปลดหย่อน ไม่ใช่หลักฐานสมบูรณ์ว่าได้รับการดูแลจริง
คำถามกลับที่น่าสนใจ คือ ทำไมภาระในการพิสูจน์ความจริง จึงต้องถูกผลักไปอยู่ที่พ่อแม่ที่ลำบากอยู่แล้ว
การมีช่องอุทธรณ์เป็นเรื่องดี
แต่การอุทธรณ์ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนที่เข้าไม่ถึงระบบดิจิทัล คนที่ไม่รู้ขั้นตอน คนที่ไม่มีเอกสารพร้อม หรือคนที่ไม่กล้าพูดว่า ลูกไม่ได้ดูแลจริง
ในบริบทของสังคมไทย การให้พ่อแม่ไปอุทธรณ์ว่า “ลูกไม่ได้เลี้ยงดูฉันจริง” ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร
มันอาจกระทบความสัมพันธ์ในบ้าน กระทบความรู้สึก กระทบหน้าตาของครอบครัว
อีกประโยคหนึ่งที่ควรคิดใคร่ครวญให้ดี คือ ตอนนี้สิทธิ์เหมือนให้เลือกว่า “จะให้รัฐดูแล หรือให้ลูกดูแล”
แต่ชีวิตจริงของหลายครอบครัวไม่ได้มีแค่สองทางแบบนั้น หลายบ้านไม่ได้อยู่ได้เพราะลูกดูแลทั้งหมด และไม่ได้อยู่ได้เพราะรัฐดูแลทั้งหมด
แต่อยู่ได้เพราะทุกฝ่ายช่วยกันคนละส่วน
รัฐช่วยนิดหนึ่ง ลูกช่วยนิดหนึ่ง พ่อแม่ประหยัดอีกนิดหนึ่ง ทั้งบ้านช่วยกันประคองไม่ให้ชีวิตไหลลงไปลำบากกว่าเดิม
เพราะการมีลูกช่วย ไม่ใช่หลักฐานว่าไม่ลำบาก
และการที่ครอบครัวพยายามช่วยเหลือตัวเอง ก็ไม่ควรถูกตีความว่า รัฐไม่จำเป็นต้องช่วยแล้ว
รัฐควรจัดการคนที่แกล้งลำบาก คนที่บิดเบือนข้อมูล หรือคนที่ใช้สวัสดิการผิดวัตถุประสงค์
เรื่องนี้ไม่มีใครควรปกป้อง
แต่การจัดการคนกลุ่มนั้น ต้องไม่ทำให้คนลำบากจริง ต้องถูกสงสัยไว้ก่อน ต้องแบกภาระพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น หรือหลุดจากระบบเพราะเกณฑ์ที่กำหนด
นโยบายที่ดีไม่ควรทำให้สิทธิลดหย่อนภาษี กลายเป็นคู่แข่งของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะสิทธิหนึ่งสะท้อนว่าลูกมีภาระ อีกสิทธิหนึ่งสะท้อนว่าพ่อแม่ยังลำบาก
เรื่องทั้งหมดนี้ควรถูกออกแบบให้ช่วยกันมองเห็น ไม่ใช่เป็นแค่สิทธิ์ที่ต้องเลือกเพียงอย่างเดียว”
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี