542.jpg
ทนายเขากระโดง ชี้ เอกสาร รฟท. ฟ้องขับไล่  'ที่ดิน4แปลง-เรียกค่าเสียหาย' เป็นแค่คำฟ้องไม่ใช่คำตัดสิน

ทนายเขากระโดง ชี้ เอกสาร รฟท. ฟ้องขับไล่ 'ที่ดิน4แปลง-เรียกค่าเสียหาย' เป็นแค่คำฟ้องไม่ใช่คำตัดสิน

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.54 น.

‘ทนายเขากระโดง’ ชี้ ‘เอกสาร รฟท.’ ฟ้องขับไล่  ‘ที่ดิน4แปลง - เรียกค่าเสียหาย’ เป็นแค่ ‘คำฟ้อง’ ไม่ใช่ ‘คำตัดสิน’ กระตุก ‘อินฟลูฯ’ นำเสนอข่าวตามความจริง หากคำพิพากษาคดีเก่าบังคับครอบจักรวาล ‘การรถไฟฯ’ ไม่ต้องมานั่งฟ้องเป็นคดีใหม่รายแปลง

20 มิ.ย.2569 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวว่า อินฟลูเอ็นเซอร์ หลายท่าน น่าจะหมดมุกหันมานำคำฟ้อง ไม่ไปโหมข่าว ทั้งที่ยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างของโจทก์ในคดีแพ่ง ไม่ใช่คำพิพากษา และคำขอท้ายฟ้องก็ยังขอให้ศาลเพิกถอนโฉนด 4 แปลง ขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย ไม่ใช่ศาลตัดสินแล้ว ช่างสรรหาเสียจริง


จะให้เชิงความรู้ว่า คำฟ้อง คือข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังแล้ว และยังไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล ประเด็นในคำฟ้องนี้ก็เป็นรูปแบบเดิม คือ รฟท. อ้างฐานสิทธิในที่ดินเขากระโดง อ้างคำพิพากษาคดีเดิม ใช้ยันสิทธิแนวเขตที่ตนอ้างว่าครอบคลุมที่ดินพิพาท แล้วขอให้ศาลเพิกถอนโฉนด ขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย ซึ่งทั้งหมดนี้ยังต้องพิสูจน์กันในศาลตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย

สิ่งที่น่าสนใจคือการตอกย้ำว่า แม้ศาลฎีกาเคยตัดสินแล้ว แล้วเหตุใด รฟท. ยังต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ ขอให้ศาลเพิกถอนโฉนดเป็นรายแปลง และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย หรือบุคคลภายนอกอีก ไม่ย้อนแย้งกับนักวิชาการ นักกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นเหรอ

ชี้ให้เห็นว่า หากคำพิพากษาคดีเดิมมีผลบังคับกับบุคคลภายนอกทั้งหมดจริง รฟท. คงไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีใหม่ และศาลก็คงไม่ต้องเปิดกระบวนการให้คู่ความยื่นคำให้การ สืบพยาน และพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันอีกให้มากความ  การที่ยังมีคำฟ้องคดีใหม่ จึงสะท้อนในตัวว่า คำพิพากษาเดิมอย่างมากเป็นฐานที่ รฟท. นำมา “ใช้ยัน” แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะตัดสิทธิของจำเลยในคดีใหม่โดยไม่ต้องพิจารณาพยานหลักฐาน

ดังนั้น ใครจะนำคำฟ้องมาเปิดเผยต่อสาธารณะย่อมทำได้ตามขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต แต่ควรบอกประชาชนให้ตรงว่า “นี่คือคำฟ้อง” ไม่ใช่ “คำพิพากษา” และควรแยกให้ชัดว่า ข้อกล่าวอ้างในคำฟ้องยังต้องผ่านการโต้แย้ง พิสูจน์ และชั่งน้ำหนักโดยศาลก่อน

คดีนี้จึงไม่ได้มีอะไรให้หนักใจในเชิงข้อต่อสู้ เพราะประเด็นหลักยังเป็นประเด็นเดิม คือ รฟท. ต้องพิสูจน์ฐานสิทธิ แนวเขต และเหตุเพิกถอนโฉนด ส่วนจำเลยก็มีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้าง และพิสูจน์สิทธิของตนตามกระบวนการ

พูดให้ตรงที่สุดคือ นอกจาก รฟท. ในฐานะโจทก์ และฝ่ายจำเลยกับทนายความที่อยู่ในสำนวนแล้ว คนที่อยู่วงนอกจำนวนมากยังห่างไกลจากข้อเท็จจริงในคดีจริงมากพอสมควร การนำคำฟ้องมาเล่าเหมือนคำพิพากษา จึงไม่ได้ทำให้สังคมเข้าใจคดีมากขึ้น แต่กลับทำให้เห็นชัดว่า หลายคนยังแยกไม่ออกระหว่าง “ข้อกล่าวอ้างในคำฟ้อง” กับ “ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยแล้ว”

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top