542.jpg
ศุภจี ลุยปิดดีล FTA ยุโรป-อังกฤษ-แคนาดา และภาษีสหรัฐฯ

ศุภจี ลุยปิดดีล FTA ยุโรป-อังกฤษ-แคนาดา และภาษีสหรัฐฯ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

“ศุภจี” แถลงผล กรอ. เร่งปิดดีล FTA ยุโรป แคนาดา อังกฤษ และภาษีสหรัฐฯ ระบุ 4 ปีกระจายการค้าเข้าถึงกลุ่ม SME เพิ่มขึ้น อัปเกรดท่องเที่ยวไทย เน้นคุณภาพ  “ปกรณ์” ลุยแก้กฎหมายรอง

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1 ในด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ว่า เป้าหมาย 4 ปีจากนี้ เมื่อโลกการค้ามีการเปลี่ยนแปลงมาก ฉะนั้น สิ่งที่เราจะทำคือการเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี โดยต้องเร่งความตกลง FTA ที่ต้องเร่งปิดให้ได้ในช่วง 4 ปี ในปี 2569 ต้องเร่งปิดให้ได้หลายตัว อาทิ ตลาดยุโรป ข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่กำลังเปิดการเจรจาอยู่ เช่น แคนาดา อังกฤษ เพื่อให้การส่งออกของไทย ไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว  ดังนั้น ใน 4 ปีนี้ ต้องการทำให้การส่งออกของประเทศไทยมีความสมดุลทั้งในประเทศคู่ค้าเดิม และกระจายตัวไปยังผู้ประกอบการ SME ตัวเล็กๆ ชุมชนด้วยมากขึ้น นอกเหนือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อทำให้เกิดการกระจายตัวของรายได้


นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนการเกษตรระยะสั้นจะต้องแก้ปัญหาในเรื่องผลผลิตที่มีเกินมาก และให้ตรงกับตลาด ส่วนระยะยาวจะต้องมีการแก้ในเรื่องระบบโครงสร้าง อาทิ ยกระดับผลผลิตให้ตรงกับความต้องการตลาด รวมถึงต้องมีการแปรรูปสินค้าเกษตร และต้องเปิดตลาดใหม่ให้มากขึ้น รวมถึงต้องวางตัวของประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตร และมีความมั่นคงทางด้านอาหารของภูมิภาคและโลก ซึ่งตั้งเป้าว่าจะดำเนินการภายใน 4 ปี

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว เราต้องการผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวไทย เป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่การแก้ปัญหาต้องทำมากกว่ากลุ่มงานภาคการท่องเที่ยว อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา แต่คนที่จะทำให้การท่องเที่ยวไทยมีความยั่งยืนได้จะต้องบูรณาการหลายหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบาย รวมถึงนำเศรษฐกิจมูลค่าสูงเติมเข้าไป เช่น บริการสุขภาพ อาหาร เศรษฐกิจชุมชน ซึ่ง 4 ปีจากนี้ เราจะไม่มองในเรื่องปริมาณของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเดียว แต่จะต้องโฟกัสในเรื่องคุณภาพเพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงด้านการปลดล็อคภาครัฐ เพื่อเอื้อการลงทุนและฟื้นเศรษฐกิจ ในการประชุม กรอ.นัดแรก ว่า บทบาทตนใน กรอ. เป็นทั้งกองกลางและกลองหลัก  สำหรับการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เบื้องต้นได้หารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไปแล้ว เพื่อทำให้ภาคเอกชนดำเนินการได้สะดวก และสร้างรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น โดยหลักๆ จะมีการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง รองลงมาเป็นการแก้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความสะดวกมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งลดปัญหาการทุจริต ส่วนการเดินโครงการก่อสร้างที่มีปัญหา เช่น การแก้ปัญหาโครงการล่าช้า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและยิ่งได้ตรงขึ้น

นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตว่า กฎหมายไทย ประมาณ 90% เป็นกฎหมายที่เน้นอนุญาต ดังนั้น สิ่งที่เราจะทำคือ จะลดกระบวนการและขั้นตอน โดยการแก้กฎหมายลำดับรอง ที่เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการขออนุญาตต่างๆ จากนั้นจะทำเรื่องการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว และปัจจุบันคือ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ ขณะนี้ฉบับการแก้ไขรอประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายลำดับรองรอง คนที่รู้ดีที่สุดคือ ภาคเอกชน ซึ่งเราจะรับฟังภาคเอกชนให้มาก จะทำให้การทำงานของภาครัฐและเอกชนเป็นไปทางเดียวกันและอำนวยความสะดวกประชาชนด้วย  นอกจากนี้ ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องการทุจริต ทำให้เกิดความโปร่งใส ภาพรวมถือเป็นการยิงทีเดียวได้สามตัวเลย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top