542.jpg
ปิดลงทะเบียนบัตรคนจน  พุ่ง19ล้านราย

ปิดลงทะเบียนบัตรคนจน พุ่ง19ล้านราย

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปิดลงทะเบียนบัตรคนจน

พุ่ง19ล้านราย

หนูตั้งครม.เศรษฐกิจพลัส

วางเป้า12ปีมุ่งสู่รายได้สูง

 

นายกฯ สั่งยุบครม.เศรษฐกิจ ปรับให้เอกชนร่วมด้วย เป็น“ครม.เศรษฐกิจพลัส” ถกทุกเดือน ส่วนผลประชุมกรอ.นัดแรกรัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมายพาไทยมุ่งสู่ประเทศรายได้สูงภายใน12 ปี ส่วนปี 2573 ดันขีดความสามารถแข่งขันไทยติด Top 20 ของโลก ด้านกระทรวงการคลังเปิดยอดลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ทะลัก 19.15ล้านราย กลุ่มตกหล่นโผล่พรวด 5 ล้านราย“ปลัดคลัง”ยืนยันตัวเลขเป็นไปตามข้อเท็จจริง คาดใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ในการคัดกรอง ก่อนสรุปชง ครม.รับทราบ ประกาศผล 17 กรกฎาคม กมธ.พลังงานฯเสนอแยกค่าไฟสาธารณะออกจากภาระของประชาชน พร้อมดันการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า


เมื่อเวลา 10.10 น.วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยก่อนการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เข้าหารือกับนายกฯบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม

ทั้งนี้ ในการประชุม กรอ.นัดแรก มีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง อาทิ นายเอกนิติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยนายกฯ กล่าวว่าวันนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายใหม่ในการที่พวกเราทุกคนได้มาร่วมประชุมที่คณะกรรมการ กรอ. ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศของเรามีความมั่นคงแข็งแรง และยั่งยืน ซึ่งวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะใช้ที่ประชุมแห่งนี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อให้การพัฒนาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตอนแรกเราก็คิดว่าจะเป็นรูปแบบของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ) แต่ได้หารือกับครม.โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกฯที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจท่านเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องมีมีองค์ประกอบแบบเป็นครม.เศรษฐกิจ แต่ขอให้มีเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาและหารือแนวทางร่วมร่วมกัน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้เปรียบเสมือนครม.เศรษฐกิจพลัส มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วยถือว่าเป็นกำลังสำคัญอีกหนึ่งแรงของรัฐบาลประเด็นที่หารือในวันนี้ เป็นเรื่องของการสร้างความสามารถการแข่งขันของประเทศนี้ถ้าเราสามารถประชุมในทุกเดือนหรือ 6 สัปดาห์ต่อครั้ง

นายกฯกล่าวต่อว่าถ้าเรามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่มีการกลั่นกรองที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตรด้านพลังงาน ด้านแรงงาน ด้านการค้า เราก็จะสามารถใช้มติของที่ประชุมนี้เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อประหยัดเวลา เพราะครม.ส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ฉะนั้นการเห็นชอบในที่ประชุมนี้นำเข้าที่ประชุมครม.จะทำให้พิจารณาได้เร็ว ฉะนั้นตรงนี้อยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชนและคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยฝ่ายราชการ ฝ่ายองค์กรอิสระ และฝ่ายรัฐบาลในการแสวงหาความร่วมมือประสานงานกันอย่างต่อเนื่องให้เกิดผลอย่างเป็นธรรมและรวดเร็วสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

เวลา 11.30น.นายเอกนิติ เปิดเผยภายหลังการประชุม กรอ. ครั้งแรกว่า รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งระยะยาว กลาง และสั้น โดยระยะยาวมีเป้าหมายการนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงให้ได้ภายในระยะเวลา 12 ปีนับจากนี้ ผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนได้ถูกนำมาจัดทำเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ซึ่งเรื่องสำคัญคือ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

สำหรับการตั้งเป้าหมายในระยะปานกลางนั้น รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยให้ขึ้นไปอยู่ในอันดับ 20 แรกของโลกภายในปี 2573 พร้อมกับยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระดับ 3% พลัส ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นดัชนีชี้วัดศักยภาพการแข่งขันของประเทศที่ต้องพัฒนาจากเดิมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.7% เท่านั้น โดยเป้าหมายที่ชัดเจนนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบภายใต้การทำงานที่สอดประสานกันเหมือนการทำงานเป็นทีม

นายเอกนิติ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันทำงานเหมือนการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ต้องมีทีมเวิร์กที่เข้มแข็ง โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ กองหน้า กองกลาง และกองหลัง เพื่อสร้างเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวและไม่ให้เกิดปัญหาการทำงานที่แยกส่วนเหมือนในอดีต เป้าหมายของเราคือการตั้งจีพีเอสให้ชัดเจนเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันในการนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีขีดความสามารถการแข่งขันติดอันดับท็อป 20 ของโลกภายในปี 2573 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้สูงกว่าเดิมผ่านการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชน

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลได้จำแนกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจออกเป็น 4 เครื่องยนต์หลัก โดยเครื่องยนต์ชุดที่หนึ่งคือการส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่จะเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้โครงการ Thailand Fast Pass การพัฒนาเทคโนโลยี AI และดิจิทัลผ่านการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในราคาถูก การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินทั้งตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยพลังงานสะอาด

เครื่องยนต์ชุดที่สอง เน้นการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพคุณภาพสูง โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของไทยด้านการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป

เครื่องยนต์ชุดที่สามจะเน้นเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรมซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องยกระดับการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างแรงงานไทยให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของโลก และเครื่องยนต์ชุดที่สี่จะเป็นการปลดล็อกอุปสรรคของภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานผ่านการนำระบบรัฐบาลดิจิทัลมาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทำงาน การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และการปรับปรุงโครงสร้างภาครัฐและการบริหารจัดการทรัพย์สินสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ยุทธศาสตร์การดำเนินงานจะถูกแบ่งออกเป็นสองรูปแบบคือโครงการควิกวินและโครงการบิ๊กวิน โดยโครงการควิกวินคือมาตรการที่ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปี ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และเวลาที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ภาครัฐ เอกชน เอสเอ็มอี และประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยแต่ละชุดการทำงานต้องไปจัดทำรายละเอียดเพื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมในเดือนหน้า ส่วนโครงการบิ๊กวินจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อให้สำเร็จภายในวาระ 4 ปี

ในมิติด้านการลงทุนรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีจากปัจจุบันที่ 22% ให้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 30% ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยฉุดเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างชัดเจนในระยะยาว โดยแต่ละเสาหลักทั้งสี่ชุดจะไปดำเนินการกำหนดตัวชี้วัดหรือเคพีไอที่สอดคล้องกับเป้าหมายนี้

นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ขณะนี้การลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสิการแห่งรัฐรอบใหม่ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ส่วนหลังจากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการคัดกรองตามเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเร่งพิจารณา ก่อนจะเร่งสรุปเพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบต่อไป

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้สรุปตัวเลขผู้ลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งปิดให้ลงทะเบียนไปเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2569 เวลา 23.00 น. โดยมีผู้ลงทะเบียนอยู่ที่ 19.15 ล้านราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม มาลงทะเบียน 12.7 ล้านราย จาก 13.18 ล้านราย โดยไม่มาลงทะเบียนราว 4.7 แสนราย และกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่อยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 1.04 ล้านราย และกลุ่มตกหล่นจากการลงพื้นที่สำรวจของ มท. และ พม. จำนวน 5.4 ล้านราย

ทั้งนี้ ยืนยันว่าตัวเลขผู้ลงทะเบียน 19 ล้านรายนั้น เป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่ได้ล็อกหรือมีเป้าหมายว่าจะต้องมีคนมาลงทะเบียนในรอบนี้เท่าไหร่ หรือจะต้องมีกี่รายที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการคัดกรองด้วยระบบ Data Base ซึ่งจะนำชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชนเข้าระบบก็จะเห็นข้อมูลทั้งหมดว่าใครเหมาะสมที่จะได้หรือไม่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ลงทะเบียนผ่านทั้ง 19 ล้านรายจะได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งหมด พร้อมยืนยันว่ากระบวนการคัดกรองทั้งหมดจะเป็นไปตามข้อมูลและข้อเท็จจริง คาดว่าจะใช้เวลาในการคัดกรองราว 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเร่งสรุปตัวเลขเพื่อเสนอให้ ครม. พิจารณาต่อไป

“หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ซึ่งมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐาน และผลการคัดกรองจะเห็นชัดเจนว่ามีผู้ที่ผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์ในแต่ละข้อเท่าไหร่ ผลเป็นอย่างไรเพื่อเสนอให้ ครม. เห็นภาพที่ชัดเจนว่าผลหลังจากคัดกรองแล้วตัวเลขเป็นอย่างไร ควรจะมีการพิจารณาทบทวนเกณฑ์อื่น ๆ ด้วยหรือไม่เพื่อให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำควบคู่กับการเสนอให้ ครม. พิจารณายกเว้นไม่ใช้เกณฑ์เรื่องการบิดา มารดา คู่สมรส และบุตรในการลดหย่อนภาษี โดยยืนยันว่าจะเสนอ ครม. พิจารณาก่อนวันที่ 17 ก.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันประกาศผลการคัดกรอง” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ

สำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมที่ไม่ได้มาลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 4.7 แสนรายนั้น หากพิจารณาตามกติกาแล้วก็จะต้องถูกตัดสิทธิทันที ส่วนหลังจากนี้หากต้องการจะยื่นอุทธรณ์ กระทรวงการคลังก็พร้อมจะรับไปพิจารณา เพราะถือเป็นกลุ่มที่รัฐบาลต้องดุแลเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะประกาศผลผู้ลงทะเบียนภายในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ประกาศผล ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป

ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 ก.ค. 2569 โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 ส.ค. 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 ก.ย. 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีการเก็บเงินค่าไฟทางสาธารณะรวมอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของบ้านเรือนประชาชนว่า ตนได้เสนอแนวทางที่จะช่วยลดค่าไฟฟ้าของประชาชน 3 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1 สัญญาแอดเดอร์ชั่วนิรันดร์ (การเรียกสัญญาซื้อขายไฟฟ้ายุคแรก ตั้งแต่ปี 2550-2551 ที่รัฐให้เงินอุดหนุนบวกเพิ่ม (Adder) ในราคาสูงเพื่อจูงใจเอกชน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นภาระประชาชนเพราะไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ผู้ผลิตที่คืนทุนแล้วยังคงขายไฟได้ในราคาสูง) เรื่องที่ 2 คือเรื่องไฟทางที่หลบตาประชาชนไปใส่อยู่ในบิลค่าไฟ เรื่องที่ 3 อัตรารับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้า และอัตราที่ขายไฟให้กับเอกชน อย่างการทำดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ควรคิดในอัตราที่ถูก ดังนั้นเรื่องค่าไฟทางหลวง-ทางหลวงชนบท ก็คือหนึ่งในเรื่องที่ต้องเร่งสังคายนา เพราะการเอาไปบวกในค่าไฟของทุกคนของทุกประเภทแบบนี้ไม่ถูกต้อง

ส่วนการบวกเพิ่มค่าไฟในลักษณะนี้ เกิดขึ้นมานานแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า มีการเก็บแบบนี้มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องติดมิเตอร์ แยกบัญชีออกมาให้เห็นชัดว่าตกลงค่าไฟของไฟทางเป็นเท่าไหร่ หน่วยราชการที่รับผิดชอบก็สามารถไปของบมาจ่ายค่าไฟได้เหมือนหน่วยราชการทั่วไป หากแยกส่วนนี้ออกมาได้ ค่าไฟสำหรับประชาชนก็จะถูกลง จากการที่ต้องจ่ายกันโดยที่ไม่รู้ปีหนึ่งนับ 10,000 ล้านบาท ก็ต้องรีบจัดการแก้ไข

นายเอกนัฏ ยืนยันว่า เรื่องนี้ตนตั้งใจพูดให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนควรจะรู้ และขณะนี้ตนกำลังจัดการเพื่อให้มีการแยกบัญชีค่าไฟส่วนนี้ออกไป โดยให้หน่วยงานที่ใช้ไฟเป็นผู้รับผิดชอบ เราจะได้เห็นให้ชัดว่าตกลงแล้วมันเป็นเท่าไหร่ ไม่ใช่มาหลบหูหลบตาประชาชน และย้ำว่าจะเร่งดำเนินการโดยทันที

ที่รัฐสภา นายพรเพิ่ม ทองศรี สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา แถลงข่าว เรื่องต้นทุนค่าไฟฟ้าแฝง ว่า สืบเนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายในปัจจุบันไม่ได้ประกอบด้วยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “ต้นทุนแฝง” จากนโยบายของภาครัฐและโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่สะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งถูกผลักภาระรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าของประชาชน

จากการศึกษาของ กมธ.พลังงาน พบว่า ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 4.18 บาทต่อหน่วยที่ประชาชนจ่ายอยู่ในปัจจุบัน มีต้นทุนแฝงอยู่ประมาณ 50-90 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็น 12-22% ของค่าไฟทั้งหมด โดยต้นทุนแฝงสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย 1. ค่าความพร้อมจ่ายโรงไฟฟ้าและกำลังผลิตสำรองส่วนเกินเป็นภาระสูงสุด คิดเป็นประมาณ 30-50 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Take-or-Pay) ที่ภาครัฐทำไว้กับโรงไฟฟ้าเอกชน ส่งผลให้ต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย แม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจริง และทำให้ประเทศไทยมีกำลังผลิตสำรองสูงกว่าความจำเป็น

นายพรเพิ่ม กล่าวต่อว่า 2. ภาระจากนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน คิดเป็นประมาณ 15-25 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ให้เงินสนับสนุนในอัตราสูง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน 3. ค่าไฟฟ้าสาธารณะและการอุดหนุนข้ามกลุ่ม คิดเป็นประมาณ 5-10 สตางค์ต่อหน่วย ประกอบด้วย ค่าไฟถนน ไฟทางหลวง ระบบสูบน้ำป้องกันน้ำท่วม รวมถึงการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟบางกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันถูกนำมารวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท กล่าวคือ ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมจ่ายค่าไฟสาธารณะผ่านบิลค่าไฟ แม้จะไม่เห็นรายการดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจน และ 4. ภาระหนี้สะสมจากการตรึงค่าไฟในอดีต คิดเป็นประมาณ 10-20 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการที่ภาครัฐเคยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชนในช่วงวิกฤติราคาพลังงาน และต่อมาต้องทยอยเรียกคืนผ่านค่า Ft

สำหรับกรณีค่าไฟฟ้าสาธารณะนั้น ทาง กมธ.พลังงาน เห็นว่า ค่าไฟสาธารณะ เช่น ไฟถนน ไฟทางหลวง และระบบสูบน้ำสาธารณะ ควรแยกออกจากค่าไฟของประชาชนอย่างชัดเจน ปัจจุบันค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถูกเฉลี่ยรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าฐาน ทำให้ประชาชนทุกครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องร่วมรับภาระโดยไม่ทราบรายละเอียด นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าสาธารณะอีกส่วนหนึ่งยังถูกชำระผ่านงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนเช่นกัน

กมธ.พลังงาน จึงมีข้อเสนอแนะ 5 ข้อ ดังนี้ 1.ควรมีการเปิดเผยต้นทุนค่าไฟอย่างโปร่งใส แยกให้ชัดเจนว่าค่าไฟส่วนใดเป็นต้นทุนการผลิตจริง และส่วนใดเป็นต้นทุนเชิงนโยบาย 2.แก้ปัญหาค่าความพร้อมจ่ายและกำลังผลิตสำรองล้นเกิน เจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาโรงไฟฟ้า และบริหารกำลังผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง 3.ปฏิรูประบบส่งเสริมพลังงานสะอาดเปลี่ยนเป็นระบบแข่งขันราคาแทนการอุดหนุนแบบคงที่ เพื่อลดภาระค่าไฟในระยาว

4.ยกเลิกการแฝงต้นทุนค่าไฟสาธารณะในค่าไฟของประชาชน โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง พร้อมติดตั้งระบบมิเตอร์อัจฉริยะเพื่อตรวจสอบต้นทุนอย่างโปร่งใส และ 5.เปลี่ยนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นการช่วยเหลือแบบตรงเป้าหมาย ผ่านระบบสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการนำภาระไปเฉลี่ยให้ผู้ใช้ไฟทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ ดังนั้น ค่าไฟฟ้าของประชาชนไม่ได้แพงขึ้นเพราะต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนแฝงจากนโยบายและโครงสร้างระบบไฟฟ้าสะสมอยู่ประมาณ 50-90 สตางค์ต่อหน่วย

นายพรเพิ่ม กล่าวว่า กมธ.พลังงาน เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า แก้ปัญหากำลังผลิตสำรองส่วนเกิน และแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากภาระของประชาชน เพื่อให้ค่าไฟลดลงอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมมากขึ้น และ กมธ.จะจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาศึกษา ติดตามในเรื่องดังกล่าวโดยละเอียด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top