537.jpg
อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่  ดับไฟบัตรคนจน

อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่ ดับไฟบัตรคนจน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่

ดับไฟบัตรคนจน

ยกเลิกเกณฑ์ลดหย่อนภาษี

ปชน.ร้องศาลปค.กู้มาแจก

60/40เงินสะพัด1.7หมื่นล.

“เอกนิติ” เผยนายกฯ สั่งทบทวน เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่ ให้คกก.ประชารัฐฯ พิจารณาด่วนเร็วที่สุด เสร็จภายในกรกฎาคมนี้ ย้ำเพื่อความเป็นธรรมกับทุกคน ขณะที่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 7 วัน เงินสะพัด 1.7 หมื่นล้าน ประชาชน 5 แสนคน ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท เตรียมเปิดสมัคร “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี” 10 มิถุนายนนี้ ย้ำร้านค้าเลือกได้เพียง 1 แพลตฟอร์ม เริ่มรับออร์เดอร์ 15 มิ.ย. ชาวบ้านแห่ยืนยันสิทธิ“บัตรคนจน” แน่นขนัด 3 แบงก์วิเชียรบุรี บางรายเดินทางไกลหลายสิบกม. “ศิริกัญญา”ยื่นผู้ตรวจการฯ ส่งศาลปกครอง ตรวจสอบมติครม.ใช้เงินกู้ 1.88หมื่นล้าน อุดหนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้อาจขัดวัตถุประสงค์ พ.ร.ก.กู้เงิน

เมื่อเวลา 07.27 น. วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวรีกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งให้กระทรวงการคลัง ยกเลิกการใช้มาตรการภาษี ลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ที่ใช้เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้หารือกับนายกฯ ในประเด็นที่สังคมและประชาชนเป็นห่วงเรื่องเกณฑ์ ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่บุตรได้นำไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ในช่วงที่ผ่านมา และถูกตัดสิทธิ์


โดยนายกฯ และกระทรวงการคลังได้รับฟังความคิดเห็นทางสังคม โดยเป็นห่วงประเด็นนี้และเน้นย้ำจะให้ความเป็นธรรม ซึ่งจุดประสงค์คือต้องการดูแลประชาชนที่เดือดร้อน และไม่มีสิทธิ์ใดๆ ไม่มีใครดูแล เราไม่ได้เปิดสิทธิ์ทบทวนคนที่เดือดร้อนมานานครั้งที่แล้วก็ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ซึ่งมีข้อร้องเรียนมากมายว่าบัตรว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนที่ถือบัตรปัจจุบันประมาณ 13.2 ล้านคน มีคนที่เดือดร้อนจริงและไม่ได้เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้สิทธิ์ เราอยากให้บัตรสวัสดิการตรงนี้ตกไปถึงคนที่เดือดร้อนจริง ซึ่งวันนี้ได้เปิดให้กระทรวงมหาดไทยไปช่วยดูแลหาคนที่เดือดร้อนจริง และอาจจะตกหล่นคนที่จนไม่มีใครดูแล โดยเปิดตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.-21 มิ.ย.2569 และคนที่อยู่ในสิทธิ์ปัจจุบันก็มาทบทวนคนที่ไม่เดือดร้อนจริงมีใครบ้าง และคนที่ไม่มีคนดูแลมีใครบ้าง ซึ่งเกณฑ์ที่บอกว่าคนที่ลูกดูแลแล้ว แต่มีเรื่องเกณฑ์ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ซึ่งคนที่มีสิทธิ์คือพ่อแม่ ก็ถือว่ามีลูกดูแลแล้ว แต่ความเป็นจริงไทยปัจจุบันในสังคมไทยปัจจุบันจากข้อมูลที่ฟังมาทั้งหมดจะมีรูปบางคนที่ใช้สิทธิ์ลดหย่อน แต่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริงตรงนี้เราก็เป็นตรงนี้เราก็เป็นห่วง การที่ไปตัดสินพ่อแม่ตรงนี้อาจจะถูกกระทบ นายกฯจึงสั่งให้ไปทบทวน

สั่งคกก.ประชารัฐฯพิจารณา

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ตนได้พูดคุยกับกระทรวงการคลัง ซึ่งกระบวนการในการทบทวนตรงนี้เรามีคณะกรรมการพิจารณาคือ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะไปพิจารณาทบทวนตามข้อสั่งการของนายกฯ ว่าข้อนี้อาจจะไม่เป็นธรรมกับพ่อแม่ลูกที่ลูกไปแอบอ้างใช้สิทธิ์ แล้วตัวเองต้องขาดสิทธิ์ตรงนี้ ซึ่งวันนี้ได้มอบกระทรวงการคลังนำเรื่องไปพิจารณาในคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อทบทวนสิทธิ์ในข้อนี้ เพราะเราได้คำนึงถึงเสียงของสังคม และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน

เมื่อถามว่าตรงนี้จะพิจารณาแล้วเสร็จนานหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการที่เข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มอบให้คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ไปพิจารณาในกระบวนการทบทวนทบทวนหลักเกณฑ์ ได้อยู่แล้ว ซึ่งจะดำเนินการด่วนที่สุด

เน้นช่วยคนตกหล่นที่ไม่มีโอกาส

เมื่อถามต่อว่าถึงขั้นว่าจะต้องมีการทบทวนฐานเงินเดือนลูกในการเสียภาษีด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ณ วันนี้ได้มีการลดหย่อนภาษีไปแล้วในปีที่แล้ว ลูกได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีแล้ว ซึ่งเกณฑ์นี้ต้องเรียนว่าในหลักเกณฑ์ที่เข้าครม. ไม่ได้กำหนดวัน เพราะอาจจะเกิดความไม่เป็นธรรมจากปีที่แล้ว ลูกเอามาลดหย่อนภาษีแล้วพ่อแม่จะถูกตัดสิทธิ์ ตรงนี้ตนคิดว่าอาจจะไม่ได้ใช้ในปีนี้ เพราะว่าได้ดำเนินการผ่านไปแล้ว สำหรับในปีหน้าคงต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หัวใจสำคัญของเรื่องที่จะเข้าครม.คือการทบทวนคนที่ตกหล่นที่ไม่มีโอกาส ไม่มีใครดูแลเลยและไม่มีระบบสวัสดิการที่จะดูแล ซึ่งที่ผ่านมาที่ใช้กันมา ตลอด 10 ปีก็ถูกร้องเรียนเป็นจำนวนมากว่าคนที่ใช้สิทธิ์ เป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้สิทธิ์ เราต้องการเอาคนกลุ่มนี้ออกจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อไปใช้สิทธิ์อื่น ยกตัวอย่างคนที่จะถูกตัดสิทธิ์ จาก 13.2 ล้านคน ที่เขาไม่ได้เดือดร้อนจริงไม่ใช่คนที่จนที่สุด หลายคนไปยื่นใบสมัครโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่เราไม่ได้ให้ เพราะถือว่าอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ซึ่งคนที่จนที่สุดที่ไม่มีเงินแม้จะไปสมทบ ในไทยช่วยไทยพลัสคนกลุ่มนั้น คือกลุ่มคนที่เราต้องการช่วย วันนี้จึงต้องมีการทบทวน

ต้องให้เสร็จภายในก.ค.

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาเร่งดำเนินการในเรื่องนี้เพราะต้องการให้เสร็จภายในเดือนก.ค.2569 เพราะวันที่ 1 ส.ค.2569 เราจะให้คนที่หลุดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย

เมื่อถามอีกว่าคนที่ไม่ได้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและต้องมาใช้ไทยช่วยไทยพลัสในวันที่ 1 ส.ค. จะได้ใช้สิทธิ์ 2 เดือนใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ใช่ได้ 2 เดือน ทั้งนี้ ข้อมูลการลงทะเบียนบัตรคนจนล่าสุดเกือบ 10 ล้านรายแล้ว

เมื่อถามย้ำว่าที่ติดปัญหาข้อมูลไม่ครบถ้วนติดเพราะหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ไม่ วันนี้เป็นเพียงการสำรวจสิทธิ์ยังไม่ได้ตัดสิทธิ์ใครเลย

ปชช.โล่งใจได้รับสิทธิตามเกณฑ์เดิม

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณหน้าธนาคารออมสิน สาขาหนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี พบสองสามีภรรยา นางสะอาด พูลมี อายุ 61 ปี และนายมนตรี พูลมี อายุ 59 ปี ซึ่งมีอาชีพขายลูกชิ้นปิ้ง เปิดเผยถึงความรู้สึกหลังมีข่าวการปรับเงื่อนไขดังกล่าว ว่าก่อนหน้านี้รู้สึกกังวลอย่างมาก หลังทราบว่าการที่บุตรนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษี อาจส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติการได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากครอบครัวมีรายได้หลักจากการค้าขายเพียงอย่างเดียว ไม่มีที่ดินทำกิน และต้องพึ่งพารายได้รายวันในการดำรงชีพ หลังทราบว่ารัฐบาลยกเลิกการใช้เกณฑ์ดังกล่าว ยอมรับว่ารู้สึกโล่งใจและสบายใจมากขึ้น เนื่องจากยังมีโอกาสได้รับสิทธิตามหลักเกณฑ์เดิม โดยมองว่าสวัสดิการแห่งรัฐมีความสำคัญต่อการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยเฉพาะค่าครองชีพและการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว พร้อมกล่าวขอบคุณภาครัฐที่รับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน พร้อมระบุว่าการคงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยให้มีความมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว

ไทยช่วยไทยพลัส7วันสะพัด1.7หมื่นล.

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าข้อมูลการใช้สิทธิโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00น.พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วรวม 1,002,862 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 869,104 ร้าน และร้านค้าใหม่ 133,758 ร้าน นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าใหม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติอีก 3,566 ร้าน และร้านค้าที่อยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) จำนวน 109,882 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 108,134 ร้าน และร้านค้าใหม่ 1,748 ร้าน

สำหรับการใช้จ่ายภายใต้โครงการฯ พบว่ามียอดใช้จ่ายสะสมรวมแล้ว 17,473.66 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินที่ภาครัฐร่วมสนับสนุน 10,360.02 ล้านบาท และเป็นเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่าย 7473.66 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มีประชาชนใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จแล้ว 23,043,144 ราย ส่วนร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงภายใต้โครงการมีจำนวน 940,267 ร้านค้า ขณะเดียวกัน มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท จำนวน 508,267 ราย ทั้งนี้ การใช้จ่ายผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป

เปิดให้สมัครฟู้ดเดลิเวอรี10มิ.ย.นี้

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายช่องทางสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี” โดยเปิดให้ร้านค้าที่ผ่านการอนุมัติเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในประเภทธุรกิจอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม ลงทะเบียนเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. โดยร้านค้าสามารถเลือกผูกบัญชีกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น และต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ร้านค้าใช้งานอยู่แล้ว โดยเมื่อยืนยันการสมัครแล้วจะ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มภายหลังได้ จึงขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมก่อนดำเนินการสมัคร

สำหรับร้านค้าที่ไม่มีสาขา สามารถสมัครได้ผ่านแบนเนอร์ “สมัครใช้งานฟู้ดเดลิเวอรี” ในแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยกดยอมรับเงื่อนไข เลือกแพลตฟอร์มที่ต้องการสมัคร กรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี ตรวจสอบข้อมูล ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP และรอผลการพิจารณาอนุมัติจากระบบ

แจงรายละเอียดร้านที่มีหลายสาขา

ส่วนร้านค้าที่มีหลายสาขา จะมีขั้นตอนเพิ่มเติม โดย สาขาหลักต้องเป็นผู้เลือกแพลตฟอร์มก่อน เนื่องจากทุกสาขาในร้านค้าจะต้องใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน หากสาขาหลักประสงค์เข้าร่วมโครงการ จะต้องเลือกเมนู “ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” จากนั้นกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากแพลตฟอร์มที่เลือก ยืนยันข้อมูลและยืนยันตัวตน เมื่อสาขาหลักได้รับการอนุมัติแล้ว สาขาย่อยจะสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านแพลตฟอร์มเดียวกันได้ โดยไม่สามารถเลือกแพลตฟอร์มอื่นแตกต่างจากสาขาหลัก

ในกรณีที่สาขาหลักไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องการเปิดโอกาสให้สาขาย่อยเข้าร่วม สาขาหลักสามารถเลือกเมนู “ไม่ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” เพื่อกำหนดแพลตฟอร์มกลางสำหรับร้านค้าได้ จากนั้นสาขาย่อยที่ต้องการเข้าร่วมสามารถเข้าไปสมัครผ่านแอปถุงเงิน โดยระบบจะแสดงเฉพาะแพลตฟอร์มที่สาขาหลักเลือกไว้ และดำเนินการกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้า ยืนยันข้อมูล และยืนยันตัวตนด้วย OTP ตามขั้นตอนปกติ ทั้งนี้ ร้านค้าที่มีหลายสาขาสามารถเลือกเข้าร่วมเฉพาะบางสาขาได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทุกสาขา

แห่ยืนยันสิทธิ‘บัตรคนจน’แน่นขนัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเดินทางมาติดต่อยืนยันตัวตนเพื่อรักษาสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 ที่บริเวณสถาบันการเงินของรัฐทั้ง3แห่งในพื้นที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทยและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ยังคงมีประชาชนเดินทางมาต่อคิวรอรับบริการจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง แม้จำนวนจะไม่หนาแน่นแออัดเท่ากับช่วงสองวันแรก เนื่องจากเข้าสู่วันที่ 3 ของการเปิดระบบ

สำหรับการเปิดยืนยันตัวตนในรอบนี้ กลุ่มผู้มาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ซึ่งตามกำหนดการของกระทรวงการคลัง จะต้องเดินทางมาดำเนินการยืนยันสิทธิในระหว่างวันที่ 4 – 21 มิถุนายน 2569 เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ในรอบใหม่ที่จะมีการประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 และจะเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิรูดซื้อสินค้าและสวัสดิการต่าง ๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ยายพ่วงข้างพาตาขี่ข้ามจังหวัด50กม.

ผู้สื่อข่าวได้พบกับภาพเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มผู้ยากไร้ในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐ เมื่อมีคุณยายรายหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (ซาเล้ง) สภาพเก่า พาคุณตาซึ่งเป็นคู่ชีวิตนั่งโดยสารมาด้วย เดินทางข้ามฝั่งมาจากพื้นที่ทุรกันดารบริเวณรอยต่อของจังหวัดชัยภูมิ รวมระยะทางไป-กลับไกลกว่า 50 กิโลเมตร เพื่อมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ธนาคารในการยืนยันสิทธิบัตรคนจน

คุณยายเปิดเผยว่าในการเดินทางมาธนาคารครั้งนี้ ตนต้องเจียดเงินไปซื้อน้ำมันรถจำนวน 3 ลิตร คิดเป็นเงิน 150 บาท ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับครอบครัวตน แต่ก็จำเป็นต้องมาเพราะเงินสวัสดิการนี้มีความหมายต่อการยังชีพมาก พร้อมกันนี้คุณยายยังได้กล่าวประโยคเด็ดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านที่มานั่งรอคิวว่า ‘ไม่เคยได้ 60 แล้ว ยังไม่เคยได้สักที’ ซึ่งสร้างทั้งรอยยิ้มและความฉงนฉงายระคนเห็นใจให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ธนาคารที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก

พบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล

จากการเจาะลึกสอบถามชาวบ้านและผู้สูงอายุถึงสาเหตุที่ยอมเสียเวลาเดินทางมาต่อคิวที่สาขาธนาคาร ทั้งที่รัฐบาลมีการประชาสัมพันธ์ให้สามารถยืนยันตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์บนแอปพลิเคชัน“ทางรัฐ”และ“เป๋าตัง” ได้นั้น พบข้อมูลว่าประชาชนในพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ยังประสบปัญหา“ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” (Digital Divide) อย่างรุนแรง โดยระบุเหตุผลหลักตรงกันคือ เป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน , มีโทรศัพท์แต่ใช้งานแอปพลิเคชันไม่เป็น หรือมีการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ทำให้อัปเดตข้อมูลไม่ได้, ลืมรหัสผ่าน (Password) ในการเข้าใช้งานระบบเดิม, ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ตรงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ และปัญหาใหญ่สุดคือ ไม่ผ่านระบบการยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (e-KYC) หรือระบบสแกนใบหน้าบนสมาร์ทโฟนไม่ผ่าน ทำให้ระบบล็อก จึงจำเป็นต้องเดินทางมาให้เจ้าหน้าที่ธนาคารใช้เครื่องมือตรวจสอบและกดยืนยันสิทธิแทน

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้มีสิทธิรายใหม่ในพื้นที่ อ.วิเชียรบุรี ยอดส่วนใหญ่ยังคงต้องชะลอการเดินทางเพื่อรอให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในแต่ละหมู่บ้าน ดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อมูลรายชื่ออย่างเป็นทางการเสียก่อน เหตุการณ์ดังกล่าวระบุชัดเจนว่า แม้ภาครัฐจะพยายามขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมไร้เงินสดและระบบดิจิทัล 100% แต่กลุ่มเปราะบาง, ผู้สูงอายุ และชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ยังคงต้องพึ่งพาหน่วยงานออนไซต์และตัวบุคคลในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านปากท้องจากรัฐบาลอยู่เช่นเดิม

ยื่นสอบมติครม.ใช้เงินกู้1.88หมื่นล.

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบรัฐบาลใช้เงินกู้ไปกับงบรายจ่ายประจำ ส่อผิดกฎหมาย ว่า ตนมายื่นเรื่องร้องเรียนกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ยื่นเรื่องไปที่ศาลปกครอง ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ครม.อนุมัติ โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนที่อนุมัติเงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในสวัสดิการตามปีงบประมาณ 2569 ตลอดปี ซึ่งกรณีนี้เป็นคนละกรณีกับการที่มีโครงการไทยช่วยไทย พลัส และเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาท เพราะกรณีนี้เป็นสวัสดิการเดิมที่มีอยู่แล้วที่เติม 300 บาท บวกกับค่าน้ำค่าไฟค่าแก๊สและค่าโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐจัดงบประมาณตามปกติได้อยู่แล้ว และมีการจัดสรรงบประมาณประจำปี เพียงแต่งบประมาณไม่เพียงพอ

ชี้อาจขัดวัตถุประสงค์ พ.ร.ก.กู้เงิน

นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า การที่งบประมาณไม่เพียงพอไม่ได้เป็นเหตุให้สามารถใช้เงินกู้ 2แสนล้านบาท ในส่วนของแผนงานช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกรได้ เพราะในส่วนนี้มาตรา 5 ของ พ.ร.ก.เขียนไว้ชัด ว่าจะใช้จ่ายได้ต้องเป็นส่วนของการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ไม่ใช่เป็นสถานการณ์ปกติ ประกอบกับเหตุผลแนบท้าย พ.ร.ก. ก็ชัดเจนว่าจะเป็นเฉพาะเงินกู้ที่ใช้งบประมาณตามปกติไม่ได้และจำเป็นเร่งด่วน ขณะที่กระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า การกู้เงินเป็นเพียงแค่แหล่งเงินเพิ่มเติม แต่หากไปดู พ.ร.ก. ได้กำหนดวัตถุประสงค์เอาไว้ชัดเจน ดังนั้นต้องใช้จ่ายเงินกู้ในส่วนนี้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ จึงทำให้ต้องยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นต่อศาลปกครอง เนื่องจากตนเป็นประชาผู้เสียภาษีและได้รับความเดือดร้อนจากการอนุมัติโครงการ ตามมติ ครม.ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสิทธิไปฟ้องศาลปกครองได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นข้อจำกัดที่เราไม่สามารถใช้สิทธิได้เต็มที่ ในฐานะผู้เสียภาษี

เมื่อถามว่าการยื่นในครั้งนี้แตกต่างจากการไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ในครั้งที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณาเฉพาะ พ.ร.ก.ว่าสามารถออก พ.ร.ก.ได้หรือไม่ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องและทาง ครม.ได้ส่งหนังสือชี้แจง และเราจะมีหนังสือคัดค้านคำชี้แจงของ ครม.ต่อไป ส่วนครั้งนี้ เป็นส่วนที่ พ.ร.ก.ได้ผ่าน ครม.ไปแล้วและมีผลบังคับใช้ หลังจากนี้ในการใช้จ่ายต่างๆ เป็นไปตาม มติ ครม.ว่าจะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในการอนุมัติโครงการต่างๆ เราก็พิจารณาว่ามันชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหนึ่งในกฎหมายนั้นคือตัว พ.ร.ก. ที่มีการระบุวัตถุประสงค์เอาไว้ตามมาตรา 5 ที่ผิดทั้ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ และผิดรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องใช้ช่องทางของผู้ตรวจการแผ่นดิน

ชี้รัฐบาลถังแตกเงินไม่เพียงพอ

เมื่อถามต่อว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องนำโครงการ 18,800 ล้านบาท มาสอดไส้ใช้เงินก้อนนี้ ทั้งที่มีเงินก้อนสำรองฉุกเฉิน 5 หมื่นล้านบาทที่ยังใช้ได้อยู่ นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า หากตอบอย่างตรงไปตรงมาเป็นเพราะว่ารัฐบาลถังแตก เงินไม่เพียงพอ แต่การที่รัฐบาลเงินไม่พอไม่ใช่เหตุอันควรที่จะนำเงินกู้ไปใช้ตามใจชอบหรือตามอำเภอใจ รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณของตัวเองให้ได้ภายในปีงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา การนำเงินกู้มาใช้ตามใจชอบจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีในอนาคต หากเกิดวิกฤตที่จำเป็นต้องเยียวยาเร่งด่วนกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงจริง ๆ รัฐบาลอาจเอาเงินกู้สำหรับสถานการณ์พิเศษมาใช้ในสถานการณ์ปกติ ทำให้ต้องกู้เงินมากเกินปกติและใช้เงินเกินกว่าที่สภาอนุมัติไปเยอะ และสุดท้ายเมื่อต้องกู้เงินเพิ่มโดยไม่จำเป็นก็จะกระทบต่อหนี้สาธารณะและกลายเป็นภาระ เป็นความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top