542.jpg
ลุ้นชี้ขาดพรก.กู้เงิน4แสนล. ศาลนัด9ก.ค. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ลุ้นชี้ขาดพรก.กู้เงิน4แสนล. ศาลนัด9ก.ค. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุ้นชี้ขาดพรก.กู้เงิน4แสนล.
ศาลนัด9ก.ค.
ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ไแซเฮตัดงบTH-AIปี’70

ศาลรธน.นัด 9 กรกฎาคมชี้ขาดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรธน.หรือไม่ พยานหลักฐานเพียงพอวินิจฉัย เปิดร่างก.ม.โอนงบหมื่นล้าน‘คมนาคม’ถูกโอนสูงสุดกว่า2พันล้าน รองลงมา’มท.’1.8พันล้าน รัฐสภาถูกโอนงบ314ล้าน แต่ไม่แตะค่าข้าวส.ส.‘ไอซ์’ขอบคุณสำนักงบฯหั่น900ล้าน โครงการTH-AI Passportปี2570 กระทุ้ง‘ไชยชนก’อย่าทำตัวเป็นไข่ในหิน ให้ขรก.ป็นหนังหน้าไฟ

เมื่อวันที่ 24มิ.ย.2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการประชุมและอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคดีที่ สส.จำนวน 133คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้องว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และได้ส่งความเห็นดังกล่าว เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา173วรรคหนึ่ง


โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 9ก.ค. 69 เวลา 09.00น.ทั้งนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา173 วรรค2 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

เปิดร่างกม.โอนงบหมื่นกว่าล้าน

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมสภาฯ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้แจ้งต่อสมาชิก ตอนหนึ่งให้สส.เข้ารับเอกสารร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ได้ตั้งแต่วันนี้ (24 มิ.ย.) เพื่อเตรียมตัวต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบปี2570 ซึ่งได้ออกหนังสือนัดประชุมสภาฯเป็นพิเศษแล้ว ในวันที่ 29-30 มิ.ย.และ1ก.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนั้น วันที่ 25มิ.ย.สภาฯกำหนดวาระประชุม ซึ่งมีเรื่องด่วนที่ระบุไว้ 1 เรื่อง คือ ร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ....ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ทั้งนี้มีหลักการ คือ โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการไปตั้งไว้ในงบประมาณายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 10,328 ล้านบาท

‘คมนาคม’หั่นมากสุด2.4พันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการโอนงบประมาณบางรายการนั้นพบว่า เป็นงบประมาณของ 19 กระทรวง โดยกระทรวงที่ถูกโอนงบสูงสุด คือ กระทรวงคมนาคม จำนวน 2,442 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายลงทุน รองลงมาคือ กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1,846 ล้านบาท โดยหั่นจากงบรายจ่ายลงทุนสูงถึง 1,844 ล้านบาท กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรม จำนวน 1,040 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 837 ล้านบาท และกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 262 ล้านบาท ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรี ถูกโอนงบ จำนวน 134 ล้านบาท

งบเลี้ยงข้าวกลางวันสส.ไม่ถูกแตะ

นอกจากนั้น ยังมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ถูกโอนงบรวม 161ล้านบาท ส่วน 4 รัฐวิสาหกิจ คือ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ การรถไฟแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย ถูกโอนงบรวม 374ล้านบาท ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯได้ถูกโอนงบรวม 314 ล้านบาท ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของรายจ่ายประจำ เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ การจัดการของรัฐสภา ศาลและหน่วยงานอิสระของรัฐและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน อย่างไรก็ดี ไม่มีส่วนที่ตัดจากงบประมาณที่จัดไว้รับรอง สส.เช่น ค่าอาหารกลางวัน ที่ก่อนหน้านี้ประธานสภาฯ โดยความเห็นร่วมกันของสส. เห็นควรให้งดการจัดเลี้ยงอาหารรับรอง และเปลี่ยนไปให้ซื้อรับประทานเอง

‘ไอซ์’ขอบคุณหั่น900ล้านธ็-AIปี2570

ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีไม่พบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า ขอบคุณที่สำนักงบประมาณตัดโครงการนี้ไป เท่าที่ทราบ โครงการนี้ขอ 900ล้านบาท มีการตัดทิ้งทั้งโครงการ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าโครงการเฟสสอง แม้จะถอย แต่จะสอดไส้แบบเฟสแรก น.ส.รักชนก กล่าวว่า กังวลมาก เพราะถ้าจะใช้การล้วงงบประมาณจากกองทุนดีอี อาจจะใช้วิธีการไม่อนุมัติโครงการไหนเลย แล้วสะสมเอาไว้แบบเดิม เมื่อถึงพันล้านบาทก็นำมาทำโครงการแบบนี้อีก ซึ่งงบประมาณกองทุนดีอีเป็นอำนาจของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ช่วยกันพิจารณาอนุมัติ เรื่องนี้ต้องติดตามยาวๆ ว่าจะมีการทำต่อหรือไม่ รวมถึงเฟสหนึ่งด้วย จำนวน 1,600ล้านบาท เราก็ยังเดินหน้าที่จะทำให้มีการพับโครงการนี้ไปให้ได้

เห็นใจขรก.ต้องเป็นหนังหน้าไฟ

เมื่อถามว่า ได้คุยกับ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)แล้ว มีแนวโน้มจะพับโครงการหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า นายไชยชนก ออกมาพูดเรื่องนี้น้อยมาก ตนยืนยันว่า นายไชยชนก เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ต้องกล้าหาญมากกว่านี้ แต่สิ่งที่ปลัดกระทรวงดีอีทำอยู่ตอนนี้คือพยายามจะแบกรัฐมนตรีอยู่ แน่นอนว่าทุกคนจะวิพากษ์วิจารณ์ปลัดกระทรวงดีอี ซึ่งเป็นหน้าที่ของข้าราชการ ถ้าฝ่ายการเมืองสั่งมาแบบนั้น ตนก็แสดงความเห็นใจกับฝ่ายข้าราชการประจำ เพราะทุกคนต้องทำตามนโยบายฝ่ายการเมือง แต่ฝ่ายการเมืองตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน โครงการนี้พูดมาตลอดว่า เป็นนโยบาย ทำไมถึงไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ไม่ออกมาตอบคำถามสื่อ ไม่มาชี้แจงใน กมธ.ไม่ให้ข้อมูล ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่มารับผิดรับผิดชอบอะไรเลย แล้วปล่อยให้ข้าราชการประจำมาเป็นหนังหน้าไฟแทน

เรียกร้อง’ไชยชนก’ออกมารับผิดชอบ

ดังนั้นตนจึงอยากเรียกร้องความกล้าหาญจากนายไชยชนก ให้ออกมาตอบคำถามเรื่องนี้ได้แล้ว และยิ่งตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นประธาน กมธ. หรือสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก็ดาหน้ากันออกมาปกป้องนายไชยชนกกันออกนอกหน้า นายไชยชนกอย่าประพฤติปฏิบัติตัวให้คนเขารู้สึกว่าเป็นไข่ในหิน หรือเป็นคนที่จะได้รับการปกป้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็อาจจะไม่ดีกับภาพของนายไชยชนกเอง

ลั่นทุกอย่างทำเพื่อประโยชน์ปชช.

เมื่อถามว่า มีความเห็นแย้งว่าโครงการเฟสหนึ่ง จะมีสัญญาแนบท้ายว่าทำแค่ไหนใช่แค่นั้น ทำให้งบประมาณเหลือ แต่เอกชนจะขาดทุน ถ้าคนใช้เยอะ น.ส.รักชนก กล่าวว่า นี่เป็นคำพูดของ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เป็นคนโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ใครก็ตามที่อยู่ในฝั่งการเมือง และมีความรู้เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีความรู้เรื่องการล็อกสเป็กTOR มีความรู้เรื่องการแก้กฎหมายที่อาจจะสอบไปในทางฮั้วประมูลหรือล็อกสเป็ก ถ้าไม่พูดถึงว่าโครงการนี้จะส่อไปในทางทุจริตหรือล็อกสเป็ก ตนไม่ให้ราคาทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า ออกมาเปิดเผยขนาดนี้กังวลเรื่องการถูกฟ้องกลับหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ว่าตนเข้าใจว่ารัฐมนตรีและเอกชนพิจารณาอยู่ว่าจะฟ้องหรือไม่ สิ่งที่ที่ตนทำไปทั้งหมดคือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตนคิดว่าต้องมีใครสักคนที่กล้าออกมาทำหรือพูดอะไรแบบนี้

“ถ้าทุกคนรักตัวกลัวตาย กลัวโดนขุดประวัติ กลัวโดนฟ้องร้อง กลัวว่าพ่อคุณไชยชนกจะทำอะไรหรือไม่ ก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้วค่ะ ชาตินี้ประเทศนี้ ดิฉันคิดว่าฝ่ายค้าน พรรคประชาชน มีหน้าที่ทำอย่างตรงไปตรงมา แล้วหวังว่าวันหนึ่ง ถ้าพวกเรา หนึ่งใน สส.ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ หรือตัวดิฉันจะต้องเป็นอะไรไป ดิฉันก็คิดว่าอยากให้มีคนรุ่นใหม่ๆ เติมเข้ามา แล้วเป็นคนที่กล้าหาญ ยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน“ น.ส.รักชนก กล่าว

ไม่มีเรื่องเสียผลประโยชน์ของตัวเอง

เมื่อถามว่า ฝั่งรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่าการที่ฝ่ายค้านออกมาพูดเรื่อง TH-AI Passport เป็นเพราะบริษัทของเครือข่ายตัวเองไม่ได้รับงานใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า มันตลกมาก การที่เราออกมาพูดเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ออกมาพูดว่าส่อทุจริต ล็อกสเป็ก จะต้องถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นห่วงผลประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่ พร้อมยกคำในพระพุทธศาสนา คำว่าเถยจิต (หมายถึงจิตที่คิดลักขโมย) ตัวเองใช้ชีวิตแบบไหนอยู่ซ้ำๆ หรือคิดเรื่องอะไรอยู่ซ้ำๆ ก็จะคิดว่าคนอื่นจะเป็นแบบตัวเอง ตนเข้าใจว่า คนที่ออกมาพูดแบบนี้คือประธานคณะ กมธ.การตำรวจ ที่มาจากพรรคภูมิใจไทย เราไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เหมือนที่ฝั่งรัฐบาลกำลังทำอยู่ ต้นกำลังปกป้องผลประโยชน์ของทุกบริษัทที่เงินก้อนนี้จะมาสร้างผลประโยชน์ให้อุตสาหกรรม AI หรือเทคโนโลยี ที่ควรจะเป็นของทุกคน

ไม่ได้อภิปรายร่างฯโอนงบ70

น.ส.รักชนก ยังให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายร่างงบประมาณโอนงบ2569และร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ว่า ตนไม่ได้อภิปรายรอบนี้ เพื่อหลีกทางให้ สส.หน้าใหม่ รอบนี้ขอสละสิทธิ์ เพราะมีงานเยอะมากและมีงาน กมธ.ให้เราได้แสดงฝีมือ ซึ่งน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน จะเป็นผู้นำทัพจัดผู้อภิปรายงบประมาณ 30คน แม้ตนไม่ได้อภิปราย แต่ น.ส.ศิริกัญญา ก็จะควบคุมให้การอภิปรายได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

เตือนไทยช่วยไทยไม่มีทบเงินเหลือ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า วันที่ 23 มิถุนายน2569 เวลา 23.00น.มียอดใช้จ่ายรวม 38,917ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 16,490ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 16,186ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) 304 ล้านบาท และส่วนที่2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 22,427 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 22,040 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform 387 ล้านบาท ทั้งนี้ มีร้านค้าที่พร้อมรองรับการใช้สิทธิทั้งหมด1,163,823ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform100,961ราย ขณะนี้มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000บาทของเดือนมิถุนายนแล้ว 7.59ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ29.15 ของผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด จึงขอเชิญชวนผู้ที่ยังมีสิทธิคงเหลือใช้จ่ายให้ครบวงเงิน 1,000 บาท ภายในวันที่ 30มิถุนายน2569 เนื่องจากวงเงินคงเหลือจะไม่นำไปรวมกับวงเงินใหม่ในเดือนถัดไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top