วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70
ซัดไร้อนาคต
เอกนิติชี้แจงใช้อุ้มศก.
ชัชชาติพุ่ง1.5ล้านเสียง
สภาฯถกงบฯปี’70! วันแรก “เอกนิติ” แจงใช้เงินเพื่อประคอง ประชาชน-ศก.-วางรากฐานประเทศแข็งแรง “เน้น 6 ยุทธศาสตร์” สร้างคนดี พัฒนาโครงการพื้นฐาน กระตุ้นศก.ด้าน‘ศิริกัญญา’ซัดจัดงบฯไร้หนทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่สอดคล้องใช้จ่ายจริง อัดหั่นงบลงทุน แต่ทำถนนยังนำโด่ง ไร้โครงการใหม่ แค่ใส่‘พลัส’ต่อท้าย เหน็บโครงการไหนใส่AI เหมือน‘รหัสเอทีเอ็ม’ได้รับงบมากพิเศษ ขณะที่‘อภิสิทธิ์’จวกจัดงบฯไร้อนาคต มีใช้แค่งบประจำ-ใช้หนี้ การลงทุนต้องกู้ หวั่นหนี้สาธารณะพุ่งทะลุ80% หากไม่ปฏิรูประบบภาษี
เมื่อเวลา 09.20น.วันที่ 29มิถุนายน2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก
โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เสนอร่าง พรบ.งบฯปี70 ต่อสภาฯ แทน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ตอนหนึ่งว่า ร่างพ.ร.บ.งบฯ 2570 ตั้งไว้ไม่เกิน 3.788ล้านล้านบาท และเพื่อใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับเศรษฐกิจไทยปี2570 มีแนวโน้มขยายตัว 1.7%-2.7% แต่ยังคงมีผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้มีค่ากลางอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ช่วง 0.5%-1.5% ขณะที่หนี้สาธารณะ เมื่อ 31 มี.ค.2569 มีจำนวน 12ล้านบาท คิดเป็น 66.4% ของจีดีพี ส่วนฐานะเงินคงคลัง มีจำนวน 3.4แสนล้านบาท รัฐบาลบริหารเงินคงคลังในระดับที่เหมาะสม
รบ.ยันใช้งบประคองภาวะศก.-ปชช.
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การคลังของรัฐ รายจ่ายประจำที่จำเป็นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีงบคงเหลือรายจ่ายลงทุนลดลงและความจำเป็นใช้เครื่องมือการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเข้าใกล้กรอบเพดาน70% ที่กระทบต่อฐานะการคลังระยะยาว ทำให้ต้องใช้นโยบายบริหารการคลัง ปรับลดขนาดขาดดุลการคลังไม่เกิน3%ภายในปี2572 เพื่อฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ ร่างพรบ.งบฯ2570 ทำหน้าที่ ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง โดยยึดทำงบให้ตรงจุด สะท้อนโปร่งใส เปิดเผยได้ เพื่อให้ประเทศข้ามผ่านวิกฤติทั้งพลังงาน ค่าครองชีพและระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงเอกชน และมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่คุ้มค่า ประหยัด เน้นประสิทธิภาพและการทำงานต้องลดความซ้ำซ้อน รวมถึงยึดกรอบวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด
ปฎิรูปกฎหมาย+ป้องกันคอรัปชั่น
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายแก้ปัญหาเร่งด่วน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถ เช่น เพิ่มรายได้ ลดภาระค่าใช้จ่าย โครงการคนตัวเล็กพลัส โครงการดิจิทัลเอไอ นโยบายการลงทุนพลัส ยกระดับความสามารถ เทรดพลัสเมดอินไทยแลนด์พลัส เร่งขยายตลาดส่งออก ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนตามนโยบายชุมชนพลัส ขณะเดียวกันยังสร้างความมั่นคงชายแดน พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ ส่วนด้านสังคม ให้ความสำคัญกับนนโยบายที่เกี่ยวข้อง ปรับหลักสูตรการเรียน สอดคล้องกับการจ้างงานในอนาคต พัฒนาระบบประกันสุขภาพรักษาทุกที่ได้ทันที ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เน้นใช้พลังงานสะอาด การบริหารภาครัฐ ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อความสะดวก รวดเร็วโปร่งใส และแก้ปัญหาคอรัปชันเชิงโครงสร้าง
วางรากฐานประเทศ6ยุทธศาสตร์
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณ ปี2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท จำแนกตามกลุ่มรายจ่าย ดังนี้ งบกลาง กำหนดไว้ 6.98 แสนล้านบาท คิดเป็น 18.3% งบรายจ่ายของหน่วยรับงบปะมาณ 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35.4% งบจ่ายบูรณาการ 7หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% งบรายจ่ายบุคลากร 8.5แสนล้านนบาท คิดเป็น 22.5% งบรายทุนหมุนเวียยน จำนวน 2.9แสนล้านบาท คิดเป็น 7.8% งบชำระหนี้ภาครัฐ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% และ งบเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.1หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% ทั้งนี้ตามยุทธศาสตร์การจัดสรงบประมาณ2570 ประกอบด้วย 6ยุทธศาสตร์ มี 63 แผนงาน ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง จำนวน 4.07แสนล้านบาท มี 14 แผนงานเพื่อให้ประเทศมั่นคง ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน เคารพความเห็นต่าง สร้างความสามัคคีปองดอง ส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้
จัดระบบสวัสดิการดูแลทุกกลุ่ม
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า 2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน จำนวน 3.48แสนล้านบาท มี 15 แผนงาน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นาน กระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมการบริการทางการแพทย์ ส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทน 3.ยุทธศาสตร์ด้านพัฒนาและเสริมสร้างศักยภภาพทรัพยากรมนุษย์ จำนวน6.11 แสนล้านบาท มี 8แผนงาน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พัฒนาระบบสาธารณสุขและขยายเครือข่ายการให้บริการสุขภาพอย่างทั่วถึง 4.ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 9.6แสนล้านบาท มี 12แผนงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติ ส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระบบสวัสดิการเพื่อดูแลทุกกลุ่มเป้าหมายให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีงาน มีรายได้
ใช้งบยึดกรอบวินัยการเงินเคร่งครัด
รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวอีกว่า 5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งล้อม จำนวน 1.37 แสนล้านบาท มี 9แผนงาน เพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟู ส่งเสริมทรัพยากร ขยายพื้นที่สีเขียว ลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5และ6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารรจัดการภาครัฐ จำนวน 6.76 แสนล้านบาท มี 7 แผนงาน เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐ เปลี่ยนไปสู่ราชการทันสมัย การจัดทำงบประมาณ พ.ศ.2570 มีส่วนที่เป็นรายจ่ายค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 6.46แสนล้านบาท โดยมี 3 แผนงาน คือ เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1.12แสนล้านบาท แผนจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 4.62แสนล้านบาท และ เพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1 หมื่นล้านบาท ร่างพรบ.งบฯ70 มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาส ลดความเหลื่อสล้ำอย่างทั่วถึง สำหรับการทำนโยบายแบบขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะบริหารงบประมาณให้เป็นไปกฎหมาย ตามกรอบวินัยการคลังของรัฐเคร่งครัด จะใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้เต็มศักยภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชน
‘ไหม’ซัดไร้หนทางแก้ปัญหาศก.
จากนั้น เวลา10.05น.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้อภิปรายว่า การตั้งงบประมาณครั้งนี้เพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 79,000ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่เพิ่ม ทั้งที่งบเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่รัฐบาลยังกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก รัฐบาลอาจจะบอกว่ามีวิกฤตพลังงานที่ซ่อนอยู่ แต่รัฐบาลเพิ่งเซ็นเช็คเปล่าที่ได้กู้เงินให้กับตัวเองไปแล้ว 4 แสนล้านบาท ดังนั้น การเอาวิกฤตมาอ้างการขาดดุลสูงขนาดนี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้งบประมาณเกิน3%ต่อจีดีพี กลายเป็นความปกติใหม่ และสะท้อนว่า เรากำลังอยู่ในปัญหาที่เรื้อรัง ที่ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น รัฐบาลที่ผ่านๆมา จะใช้วิธีหลอกตาสภาว่ารายจ่ายประจำยังน้อยอยู่ โดยใส่ตัวเลขให้น้อยเข้าไว้ และใช้วิธีหมุนเงินเอา แต่นานวันยิ่งปกปิดอำพรางเรื่องนี้ต่อไปไม่ไหว จึงจำเป็นต้องใส่เข้ามาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น
รายจ่ายบุคคลากรมากเหมือนเดิม
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า งบประมาณปี 2570 แม้จะเพิ่มไม่มาก แต่มีข้อกังขาว่าทำไมเกือบครึ่งหนึ่งของหน่วยงานต่างๆกลับได้รับงบประมาณลดลงถ้วนหน้า ถ้าดูระดับกรมจะพบว่า70%ของหน่วยรับงบประมาณได้รับงบลดลงจากปี2569 ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ยิ่งหน่วยไหนที่มีงบลงทุนมากจะยิ่งถูกตัดมากตามไปด้วย เพราะหน่วยรับงบประมาณที่ได้เพิ่มเยอะจริงๆมีไม่มาก ซึ่งส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากรไม่ว่าจะเป็นงบบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือเงินสมทบ กบข.ที่พบว่า เฉพาะกระทรวงการคลังกระทรวงเดียว ได้รับเพิ่มถึง 40,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่นำไปใช้พัฒนาโครงการอะไรใหม่ๆ แต่เป็นรายจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งไม่ได้มีการจ่ายอะไรเพิ่มเติมมากขนาดนั้น เพียงแต่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริงเท่านั้นเอง
ลดงบสร้างตึก-แต่เพิ่มสร้างถนน
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า รายละเอียดของงบประมาณปี 2570 ที่จัดออกมาเพื่อรับกับสถานการณ์ฝีแตก ในส่วนของรายจ่ายลงทุนลดลง 73,736 ล้านบาท แต่สิ่งที่ไม่คิดว่าจะนับเป็นรายจ่ายลงทุนกลับถูกนำมานับ เช่น ในงบกลางเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็นที่ปีนี้มีการอนุมัติ 100,000 ล้านบาท พบว่า 60,000 ล้านบาท ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ที่ยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ คืองบรายจ่ายประเภทรายจ่ายฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจที่ปีนี้ตั้งมา 12,000 ล้านบาท เป็นงบรายจ่ายลงทุนถึง 80% ซึ่งปกติที่ตนเห็นเป็นการแจกเงิน จึงไม่มีทางนับเป็นรายจ่ายลงทุนได้ แต่ยังมีข่าวดีที่งบประมาณที่ใช้กับการวิจัย และพัฒนา 100% นับเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ข่าวร้ายคืองบวิจัยสำหรับปีนี้ถูกลดลงไปถึง 6,000 ล้านบาท จาก 19,000 ล้านบาท เหลือเพียง 13,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2569 มีการอภิปรายกันมากในส่วนของงบก่อสร้างที่เยอะเกินไป ปีนี้ต้องขอบคุณที่มีการตัดลดงบประมาณการสร้างตึกลงไปครึ่งหนึ่งซึ่งถือว่าโหดมาก แต่ส่วนที่ยังเป็นรายจ่ายสูงสุดสำหรับรายจ่ายลงทุนยังเป็นการลงทุนในถนนกันต่อไป
เย้ยควักเงินเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่มาใช้
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แม้ปีนี้รายจ่ายประจำจะพุ่งขึ้นสูงมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงในปีนี้ ทั้งในส่วนของเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล งบชำระดอกเบี้ยและเงินสมทบ กบข.ทำให้ทั้งหมดยังขาดอีกกว่า 85,000ล้านบาท พอเราต้องจัดงบให้ใกล้เคียงกับที่จ่ายจริง มีรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากเกือบแสนล้านบาท ซึ่งงบประมาณมีข้อจำกัดหมดแล้ว จนไม่สามารถขยายไปรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะหมุนเงินได้ทันและเพียงพอ เพื่อนำมาจ่ายในส่วนของงบประมาณที่ตั้งไว้แต่ขาดอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หมุนเงินไม่ทันต้องไปควักเงินคงคลังมาใช้ เหมือนเป็นกระเป๋าสำรองเป็นเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่ ที่เมื่อไหร่ที่ควักออกมาใช้ปีต่อๆไปก็ต้องจ่ายคืน
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบประมาณแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะที่ขอสภาไปมันไม่ถึง แต่พอใช้จ่ายไม่พอก็ไปขอเงินคงคลัง ทำให้วนลูปอยู่แบบนี้ที่ปีต่อๆไปต้องไปตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง กินงบประมาณที่เราจะสามารถใช้ได้ในอนาคต เท่ากับว่าจะต้องขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ พองบประมาณติดข้อจำกัดแบบนี้ ทำให้เราไม่ค่อยเห็นโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นในเอกสารงบประมาณปี 2570 อาจจะเห็นเรื่องของการเปลี่ยนชื่อโครงการ แต่ยังเป็นโครงการเดิม และที่ตลกคือการที่รองนายกฯ และรมว.คลัง อ่านชื่อโครงการต่างๆออกมามากมาย ที่มีชื่อต่อท้ายว่า“พลัส”แต่พอดูในเอกสารงบประมาณปรากฏว่าไม่มีโครงการที่มีชื่อต่อท้ายว่า“พลัส”แต่อย่างใด
โครงการไหนใส่AIได้งบมากพิเศษ
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในส่วนของยุทธศาสตร์มีลักษณะคล้ายของเดิมมาก โดยมีการปรับแก้น้อยมาก และเมื่อดูนโยบายหาเสียงที่ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาล เช่น อาสาพยาบาล หนึ่งอำเภอหนึ่งศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่ไม่สร้างแล้วแต่คิดโปรแกรมบำบัดใหม่ พลทหารอาสา ที่โฆษณาเอาไว้ว่าจะรับ 100,000 นาย แต่ในเล่มงบประมาณทำจริงแค่ 25,000 นาย แม้จะเป็นนโยบายที่หาเสียง แต่ยังไม่สามารถทำได้ พี่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือคำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นรหัสเอทีเอ็มใหม่ของปี 2570 ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งปีนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท จำนวน 176 โครงการ แต่ยังหายุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ในโครงการปีนี้ไม่เจอ ในส่วนของรายจ่าย เราพบปัญหาเต็มไปหมด งบประมาณรายจ่ายพุ่ง สะท้อนแผลเรื้อรังของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยที่รัฐบาลปัจจุบันยังไม่มีแนวทางแก้ไข สุดท้ายงบประมาณที่จะเหลือไปพัฒนาประเทศจะน้อยลงเรื่อยๆ เราต้องการผู้นำ ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ และรมว.คลัง ที่มุ่งมั่นจริงจังอยากแก้ปัญหาจริงๆและพูดปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกของประเทศอย่างทุกวันนี้ แต่งบป2570 ยังไม่เห็นว่า จะนำพาประเทศออกจากจุดนั้นได้
‘อภิสิทธิ์’จวกจัดงบฯ70ไร้อนาคต
เวลา11.20น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า เป็นการจัดงบประมาณที่มองไม่เห็นอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาที่สะสม แต่ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก และภาวะวิกฤติเป็นความท้าทายและหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่าจะสะสางปัญหาที่สะสมอย่างไรให้มีพื้นฐานแข็งแกร่งเดินไปข้างหน้า สิ่งที่ทำให้มองไม่เห็นอนาคต เพราะโครงสร้างงบประมาณ ที่พบการจัดเก็บรายได้ทั้งหมด เพียงพอกับงบประจำและการใช้หนี้ เท่านั้น ส่วนงบลงทุนมาจากการกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากร และหารายได้สามารถทำได้เพียงประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้
แนะต้องปฎิรูประบบจัดเก็บภาษี
“ตัวเลขนี้น่ากลัว เพราะเมื่อดูการ จัดเก็บภาษีอากร จะพบว่าสัดส่วนภาษีอากร เทียบกับจีดีพี คงอยู่ 14.6% คือ ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และดำรงอยู่ทั้งที่รู้ถึงความต้องการและความคาดหวังของประชาชน ในเรื่องสวัสดิการที่สูงขึ้น ผมเสียดายที่นายกฯ หรือ รมว.คลัง ไม่มาฟังสภา ใช้เวลาครึ่งวันอภิปรายย้ำว่าถึงเวลาปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่ดูแลความต้องการของคนได้อย่างที่ต้องการ และไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ตั้งเป้าว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะได้เดือนละพันบาท แต่ในงบปี2570 ไม่สามารถเพิ่มให้ได้ รวมถึงไม่เพิ่มเบี้ยให้คนพิการ ไม่สามารถทำให้เงินอุดหนุนเด็กเป็นแบบถ้วนหน้าแท้จริงตามเป้าหมายที่กำหนดมานาน และเชื่อว่าไม่เฉพาะปีนี้แต่จะเป็นไปเรื่อยจนกว่าจะปฏิรูปภาษี” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย
งบจ่ายบุคลากรอื้อ-ไร้งบภัยพิบัติ
นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่าทั้งนี้ตนอยากฟังจากรัฐบาลว่ามีแนวคิดต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร และตนหวังว่าจะไม่หมกมุ่นเพียงการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้ งบที่จัดสรรใน ปี 2570 พบว่ามีส่วนที่เพิ่มขึ้น คือ งบบุคลากร3.8%และงบอุดหนุน5.6% ที่เพิ่มขึ้น แต่งบลงทุนลงทุนลดลงถึง 13.1% ทั้งนี้การลงทุนไม่มีโครงการใหม่ บางเรื่องที่ประชาชนคาดหวัง คือ การลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ประชาชนต้องการ ไม่ปรากฎในร่างงบประมาณ ปี2570 หากบอกว่าการลงทุนไม่พึ่งงบประมาณ แต่หากรัฐบาลกู้เงิน 4แสนล้านบาท เป็นการส่งเสริมนำเข้าโซลาเซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่การลงทุน ส่วนที่พยายามผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์นั้นเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า
นายอภิสิทธิ์ อภิปรายว่า ประเทศและงบประมาณติดหล่มและจะติดหล่มหากไม่สะสางเรื่องงบที่บานปลาย เช่น งบบุคลากร เบี้ยบำนาญ 3.8แสนล้านบาท เชื่อว่าไม่พอเพราะช่วงปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 3.9 แสนล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 9หมื่นล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงทะลุแสนล้านบาท ดังนั้น งบที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องเพิ่ม 2 แสนล้านบาท ตนยืนยันว่าไม่เพียงพอ ตนขอถามรัฐบาลจะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไร ต่อทิศทางของบุคลากร จะให้คนเกษียณอายุราชการที่อายุมากขึ้นหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ตนมองว่าหากไม่ปรับเปลี่ยนในคนใหม่ที่เข้ามาเงินทั้งหมดจะจมอยู่กับเรื่องดังกล่าว
ซัดรัฐบาลทำงบแบบหาเช้ากินค่ำ
นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า ส่วนหนี้สาธารณะที่รัฐบาลบอกว่าไม่ชนเพดาน อยู่ท่ี66% แต่หากศาลอนุญาตให้กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเต็มจำนวน หนี้จะไปถึง 69% ทั้งนี้ยังมีหนี้ค้างสถาบันการเงิน อีก 1ล้านล้านบาท หากรวมจะทะลุ 70% หากไม่อยากให้หนี้ทะลุต้องทำให้รายได้เพิ่ม 4% แต่ไม่เห็นมาหลายปี หากทำไม่ได้ภายใน 5-10 ปี จะเห็นหนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุไปถึง 80%-90% ดังนั้นหากรัฐบาลไม่กล้าหาญเพียงพอ จะทำให้มองไม่เห็นอนาคต และ หากดูการจัดสรรงบประมาณที่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรับงบลดลง แต่มีกระทรวงดีอีที่ได้รับงบเพิ่ม ที่หลายโครงการระบุว่าจะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่ไม่เห็นอนาคตถึงการใช้เอไอเพื่อสร้างประโยชน์หรือมูลค่าได้อย่างไร คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ เหมือนรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำ ต้องใช้ เช่น ทำงบที่แม่นยำ มุ่งเป้า ตอบโจทย์แก้ปัญหา ทำงบแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของบ ไม่เห็นการตั้งงบแบบมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นอนาคตและเห็นด้วยกับอีกคำที่สส.ฝ่ายค้านพูดไว้คือ เป็นงบแบบหาเช้ากินค่ำ
‘ชัชชาติ’เข้าวิน‘มัลลิกา’มาที่2
วันเดียวกัน กกต.กทม.ออกประกาศผลนับคะแนนผู้ว่าฯกทม.เรียงตามลำดับผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ดังนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ได้รับคะแนน 1,537,784 คะแนน, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ได้รับคะแนน 304,494 คะแนน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หมายเลข 10 ได้ 188,144 คะแนน, นายอนุชา บูรพชัยศรี (หมายเลข 5) ได้คะแนน 106,739 คะแนน, หม่อมหลวง กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หมายเลข 1 ได้รับคะแนน 47,728 คะแนนเป็นต้น
‘ชัชชาติ’แต้มสูงประวัติศาสตร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลคะแนน ของนายชัชชาติในการ เลือกตั้งปี 2569 ถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้งนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2518 ทั้งนี้นายชัชชาติได้ทำลายสถิติเดิมของตัวเอง ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ด้วย
ส่วนผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เมื่อ ปี 2565 นายชัชชาติ ได้คะแนนเสียงรวม 1,386,215 คะแนน ขณะที่อย่าง นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นได้ไป 254,723 คะแนน และได้อันดับ 3 คือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตัวแทนจากพรรคก้าวไกลขณะนั้นได้ 253,938 คะแนน
ปชน.กวาด ส.ก.22เขต
ส่วนผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. จำนวน 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งคืบหน้าไปแล้ว 94.99% จากจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 2,201,738 เสียง ปรากฏว่า พรรคประชาชน ประสบความสำเร็จกวาดเก้าอี้ ส.ก. มาได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งรวม 22 เขตพื้นที่ ขณะที่กลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองอื่น ๆ มีสัดส่วนคะแนนนำตามมาในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้ กลุ่มคนทำงาน ชนะ 11 เขต, พรรคประชาธิปัตย์ ชนะ 8 เขต,กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว ชนะ 4 เขต,ผู้สมัครอิสระ ชนะ 3 เขต,กลุ่ม Better Bangkok ชนะ 2 เขต
‘กลุ่มเรารักพัทยา’คว้าชัยทีม
ศูนย์อำนวยการการเลือกตั้งเมืองพัทยา จ.ชลบุรี รายงานการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) อย่างไม่เป็นทางการ อันดับ 1 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ได้คะแนน 20,184, อันดับ 2 นายอิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร ได้คะแนน 11,566, อันดับ 3 นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ได้คะแนน 1,077 ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) ปรากฏว่าผู้สมัครจากกลุ่มเรารักพัทยาทั้ง 24 คน และเป็นลูกทีมของนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สามารถชนะการเลือกตั้งได้ครบทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี