542.jpg
'ไอติม' ชำแหละ 4 เมกะโปรเจกต์ ศธ.-อว. ซัดเอื้อพวกพ้อง จี้ รมต. ตรวจสอบเข้ม

'ไอติม' ชำแหละ 4 เมกะโปรเจกต์ ศธ.-อว. ซัดเอื้อพวกพ้อง จี้ รมต. ตรวจสอบเข้ม

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เป็นวันที่ 2 โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวาระนี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายอย่างเจาะลึกถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสของโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ของรัฐบาล

 


นายพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นภาพรวมว่า ในอดีตเมื่อเรานึกถึงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เรามักจะนึกถึงการก่อสร้างถนนหนทาง สะพาน หรือเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ในยุคปัจจุบัน โครงการขนาดใหญ่ได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ "โลกดิจิทัล" ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนมองเห็นหรือตรวจสอบด้วยตาเปล่าได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และยังคงมีการขออนุมัติงบประมาณต่อเนื่องมาจนถึงปี 2570

 

เปิดรายละเอียด 4 อภิมหาโครงการดิจิทัลด้านการศึกษา

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน นายพริษฐ์ได้แจกแจงรายละเอียดของโครงการขนาดใหญ่ด้านแพลตฟอร์มการเรียนรู้จำนวน 4 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 26,262 ล้านบาท ประกอบไปด้วย:

  • โครงการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime): งบประมาณ 17,305 ล้านบาท ครอบคลุมการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และรวมถึงการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 500,000 คน
  • โครงการระบบเก็บสะสมหน่วยกิตและผลงาน (Skill Credit Portfolio) สำหรับเด็กประถมฯ และมัธยมฯ: งบประมาณ 3,159 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ
  • โครงการระบบเก็บสะสมหน่วยกิตและผลงาน (Skill Credit Portfolio) สำหรับนักศึกษา: งบประมาณ 5,414 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวง อว.
  • โครงการระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (Nation of Credit Bank): งบประมาณ 384 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวง อว.

เม็ดเงินกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทนี้ ถือเป็นงบประมาณที่มหาศาลมาก หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่เข้าใจง่าย งบก้อนนี้เทียบเท่ากับการสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ถึง 10 ตึก หรือเทียบเท่ากับงบประมาณประจำปีของ 5 กระทรวงรวมกัน (กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพลังงาน)

 

ปัญหาความล่าช้าและนโยบายที่ยังขาดความชัดเจน

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องจำนวนเงินแล้ว นายพริษฐ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึง "ผลสัมฤทธิ์" ของโครงการที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP ซึ่งใช้เวลาดำเนินการมานานกว่า 20 เดือน และอยู่ระหว่างการทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่องกว่า 20 แห่ง แต่เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริงกลับพบว่า ระบบยังมีความไม่สมบูรณ์ คลิปการสอนมีไม่ครบถ้วน และเมื่อเกิดปัญหาขัดข้อง การแจ้งเรื่องไปยังส่วนกลางเพื่อขอความช่วยเหลือก็เป็นไปอย่างล่าช้า ต้องใช้เวลาแก้ไขนับเดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่คุ้มค่าของงบประมาณที่เสียไป

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการศึกษาของรัฐบาลยังดูขาดทิศทางที่ชัดเจนและมักจะเปลี่ยนแปลงไปมา เช่น แนวคิดเบื้องต้นที่ต้องการจำกัดเวลาการอยู่หน้าจอของเด็ก (Screen time) แต่ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายแจกแท็บเล็ต และล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้ร่วมมือกับแอปพลิเคชัน TikTok ในการทำคลิปวิดีโอสั้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงความสอดคล้องของนโยบายในภาพรวม

 

ข้อพิรุธในเงื่อนไขการประมูล (TOR) และเครือข่ายกลุ่มทุน

ประเด็นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการอภิปรายครั้งนี้ คือเรื่องของ "ความโปร่งใส" ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง นายพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในเอกสารเงื่อนไขการประมูล (TOR) ของหลายโครงการ ที่อาจเปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนเฉพาะกลุ่ม ดังนี้

  • การเลี่ยงบาลีในสัญญาจ้าง: โครงการแพลตฟอร์ม NDLP มีการแบ่งงานออกเป็น 2 ระยะ (เฟส) แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ในสัญญากลับระบุรูปแบบเป็น "การจ้างที่ปรึกษา" ทั้งที่เนื้องานจริงคือการผลิตสื่อการเรียนการสอน ตัวอย่างเช่นในเฟสแรก มีการระบุให้จ้างที่ปรึกษาจำนวน 475 คน แต่เมื่อดูรายละเอียดตำแหน่งงาน กลับเป็นตำแหน่งของนักพัฒนาแพลตฟอร์มและผู้ผลิตสื่อ การเขียนเงื่อนไขเช่นนี้อาจเป็นการเลี่ยงกฎระเบียบเพื่อลดโอกาสการแข่งขันอย่างเป็นธรรมจากบริษัทอื่นๆ
  • เงื่อนไขการประชาสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย: โครงการของกระทรวง อว. ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย กลับมีการระบุเงื่อนไขใน TOR ว่าผู้ชนะการประมูลจะต้องประชาสัมพันธ์โครงการผ่านจอดิจิทัลใน "ร้านสะดวกซื้อ" และ "ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ" ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดฝาผิดตัวและชวนให้ตั้งข้อสงสัยถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
  • ความเชื่อมโยงของกลุ่มบริษัทที่ชนะการประมูล: ข้อมูลเชิงลึกพบว่า มี "บริษัท A" เพียงบริษัทเดียวที่สามารถประมูลงานชนะไปได้ถึง 5 โครงการ จากทั้งหมด 10 โครงการ บริษัทนี้แม้จะตั้งมานาน แต่เพิ่งมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนแบบก้าวกระโดดถึง 25 เท่า และมีรายได้เพิ่มขึ้น 40% ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เมกะโปรเจกต์เหล่านี้เริ่มต้นขึ้นพอดี
  • มหกรรมรวมญาติกลุ่มทุน: จากการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท พบว่าบริษัท A มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ในอาคารเดียวกับบริษัท J และมีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทที่เชื่อมโยงไขว้กันไปมากับบริษัทอื่นๆ อีกอย่างน้อย 5 บริษัทในลักษณะ "เครือข่าย" เดียวกัน ทำให้บริษัทกลุ่มนี้สามารถกวาดต้อนโครงการเมกะโปรเจกต์ไปได้เกือบทั้งหมด

 

ข้อเสนอแนะ ทวงคืนความโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายพริษฐ์ได้เปรียบเปรยอภิมหาโครงการครั้งนี้ว่า ไม่ต่างอะไรกับ "มหกรรมรวมญาติพลัส" ที่เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มทุนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทางธุรกิจ (ไม่ใช่ทางสายเลือด) มาร่วมกันแบ่งปันผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐ พร้อมตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า ท้ายที่สุดแล้ว โครงการหลักหมื่นล้านนี้ถูกริเริ่มขึ้นเพื่อยกระดับการศึกษาของลูกหลานประชาชน หรือทำขึ้นเพื่อสร้างกำไรให้กับกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มกันแน่?

ในตอนท้าย นายพริษฐ์ได้ยกตัวอย่างโครงการ Skill Future ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งในช่วงเริ่มต้นก็ประสบปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเช่นกัน ดังนั้น สำหรับประเทศไทยที่มีดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันอยู่ในอันดับที่ 100 กว่าของโลก รัฐบาลจึงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ท่านปัจจุบัน จะเป็นรัฐมนตรีที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง และได้มีการสั่งทบทวน TOR บางส่วนไปบ้างแล้ว แต่นายพริษฐ์เน้นย้ำว่า "แค่นั้นยังไม่เพียงพอ"

 

ข้อเสนอต่อรัฐบาล

  1. ตรวจสอบย้อนหลังอย่างเข้มข้น ต้องเข้าไปตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมาทั้งหมดอย่างละเอียด
  2. ติดตามอย่างใกล้ชิดและกล้าหาญ รัฐมนตรีต้องกล้าตรวจสอบแม้จะเป็นโครงการที่ริเริ่มโดยพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง เพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชนไม่ให้รั่วไหลไปสู่กระเป๋าของคนรวยเพียงไม่กี่คน

นายพริษฐ์ทิ้งท้ายด้วยคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า "ที่ไหนมีควัน ที่นั่นมีไฟ" โดยระบุว่าข้อมูลหลักฐานที่นำมาเปิดเผยในสภาวันนี้ ถือเป็น "กลุ่มควัน" ที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่า จะเลือกเดินเข้าไปตรวจสอบและดับไฟกองนี้ หรือจะปล่อยให้ไฟแห่งการทุจริตลุกลามจนเผาผลาญเงินภาษีของประชาชนจนหมดสิ้น

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top