วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เป็นวันที่ 2 โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวาระนี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายอย่างเจาะลึกถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสของโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ของรัฐบาล
นายพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นภาพรวมว่า ในอดีตเมื่อเรานึกถึงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เรามักจะนึกถึงการก่อสร้างถนนหนทาง สะพาน หรือเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ในยุคปัจจุบัน โครงการขนาดใหญ่ได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ "โลกดิจิทัล" ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนมองเห็นหรือตรวจสอบด้วยตาเปล่าได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และยังคงมีการขออนุมัติงบประมาณต่อเนื่องมาจนถึงปี 2570
เปิดรายละเอียด 4 อภิมหาโครงการดิจิทัลด้านการศึกษา
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน นายพริษฐ์ได้แจกแจงรายละเอียดของโครงการขนาดใหญ่ด้านแพลตฟอร์มการเรียนรู้จำนวน 4 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 26,262 ล้านบาท ประกอบไปด้วย:
เม็ดเงินกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทนี้ ถือเป็นงบประมาณที่มหาศาลมาก หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่เข้าใจง่าย งบก้อนนี้เทียบเท่ากับการสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ถึง 10 ตึก หรือเทียบเท่ากับงบประมาณประจำปีของ 5 กระทรวงรวมกัน (กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพลังงาน)
ปัญหาความล่าช้าและนโยบายที่ยังขาดความชัดเจน
นอกเหนือจากประเด็นเรื่องจำนวนเงินแล้ว นายพริษฐ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึง "ผลสัมฤทธิ์" ของโครงการที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP ซึ่งใช้เวลาดำเนินการมานานกว่า 20 เดือน และอยู่ระหว่างการทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่องกว่า 20 แห่ง แต่เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริงกลับพบว่า ระบบยังมีความไม่สมบูรณ์ คลิปการสอนมีไม่ครบถ้วน และเมื่อเกิดปัญหาขัดข้อง การแจ้งเรื่องไปยังส่วนกลางเพื่อขอความช่วยเหลือก็เป็นไปอย่างล่าช้า ต้องใช้เวลาแก้ไขนับเดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่คุ้มค่าของงบประมาณที่เสียไป
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการศึกษาของรัฐบาลยังดูขาดทิศทางที่ชัดเจนและมักจะเปลี่ยนแปลงไปมา เช่น แนวคิดเบื้องต้นที่ต้องการจำกัดเวลาการอยู่หน้าจอของเด็ก (Screen time) แต่ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายแจกแท็บเล็ต และล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้ร่วมมือกับแอปพลิเคชัน TikTok ในการทำคลิปวิดีโอสั้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงความสอดคล้องของนโยบายในภาพรวม
ข้อพิรุธในเงื่อนไขการประมูล (TOR) และเครือข่ายกลุ่มทุน
ประเด็นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการอภิปรายครั้งนี้ คือเรื่องของ "ความโปร่งใส" ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง นายพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในเอกสารเงื่อนไขการประมูล (TOR) ของหลายโครงการ ที่อาจเปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนเฉพาะกลุ่ม ดังนี้
ข้อเสนอแนะ ทวงคืนความโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของประชาชน
นายพริษฐ์ได้เปรียบเปรยอภิมหาโครงการครั้งนี้ว่า ไม่ต่างอะไรกับ "มหกรรมรวมญาติพลัส" ที่เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มทุนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทางธุรกิจ (ไม่ใช่ทางสายเลือด) มาร่วมกันแบ่งปันผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐ พร้อมตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า ท้ายที่สุดแล้ว โครงการหลักหมื่นล้านนี้ถูกริเริ่มขึ้นเพื่อยกระดับการศึกษาของลูกหลานประชาชน หรือทำขึ้นเพื่อสร้างกำไรให้กับกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มกันแน่?
ในตอนท้าย นายพริษฐ์ได้ยกตัวอย่างโครงการ Skill Future ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งในช่วงเริ่มต้นก็ประสบปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเช่นกัน ดังนั้น สำหรับประเทศไทยที่มีดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันอยู่ในอันดับที่ 100 กว่าของโลก รัฐบาลจึงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ท่านปัจจุบัน จะเป็นรัฐมนตรีที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง และได้มีการสั่งทบทวน TOR บางส่วนไปบ้างแล้ว แต่นายพริษฐ์เน้นย้ำว่า "แค่นั้นยังไม่เพียงพอ"
ข้อเสนอต่อรัฐบาล
นายพริษฐ์ทิ้งท้ายด้วยคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า "ที่ไหนมีควัน ที่นั่นมีไฟ" โดยระบุว่าข้อมูลหลักฐานที่นำมาเปิดเผยในสภาวันนี้ ถือเป็น "กลุ่มควัน" ที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่า จะเลือกเดินเข้าไปตรวจสอบและดับไฟกองนี้ หรือจะปล่อยให้ไฟแห่งการทุจริตลุกลามจนเผาผลาญเงินภาษีของประชาชนจนหมดสิ้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี