วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เฮลั่นพรก.กู้เงินผ่านฉลุย
รัฐบาลไปต่อ
มติศาลรธน.7ต่อ2เสียง
ฝ่ายค้านจั่วลมผิดหวัง
รัฐบาลเฮลั่นมติศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เตรียมเดินหน้าต่อทันที ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านออกอาการผิดหวังอดไล่ขย่มซ้ำนายกฯลาออก-ยุบสภาแต่ยังไม่วายตามถล่มพบการสอดไส้หลายโครงการ “ไหม” ข้องใจซ้ำซ้อนงบฯปี70 เดินหน้าชำแหละต่อในกมธ.งบฯ ด้าน “อนุทิน” เยือนมาเลเซียเป็นทางการ “อันวาร์” ต้อนรับ ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เปิดประตูการค้าสองประเทศ
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน นายกรณ์ จาติกวณิช สส.แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าชื่อซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร(ผู้ร้อง)ว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าว เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรคหนึ่ง อีกทั้งยังมีพรรคเสรีรวมไทย เข้าชื่อยื่นผ่านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ส่งคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ จนศาลนัดลงมติในวันดังกล่าว
ทั้งนี้ การพิจารณาวินิจฉัยในวันนี้ศาลธรรมนูญไม่ได้มีการนัดที่จะออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัย โดยหลังการวินิจฉัยและลงมติแล้วจะมีการเผยแพร่เป็นเอกสารข่าวชี้แจง
มติเอกฉันท์พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดรธน.
โดยผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ ... (1) เพื่อช่วยเหลือ ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
มติเสียงข้างมากผ่านฉลุย 7 ต่อ 2
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้ พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่อง ดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล
2เสียงข้างน้อยเห็นว่าไม่จำเป็นเร่งด่วน
สำหรับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า“(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะ ของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว”
และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ“2.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงาน ฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว วงเงิน 200,000 ล้านบาท”ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
รบ.เดินหน้าได้ต่อทันทีหลังไม่ขัดรธน.
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ เห็นว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ในก้อนที่ 2 จำนวน 2 แสนล้าบนาท ไม่ขัดมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทต่อไปได้ทันที
นายกฯรอฟังศาลฯพร้อมปฏิบัติตาม
ก่อนหน้านี้ ช่วงเช้าที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ก่อนไปเยือนมาเลเซียถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ในวันนี้ว่า เราต้องให้ความเคารพต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผูกพันทุกองค์กร ขอให้รอฟังผล เมื่อถามว่ากรณีนายกฯอยู่ระหว่างเดินทางไปประเทศมาเลเซียไม่ว่าผลออกมาอย่างไร ก็เตรียมพร้อมสั่งการได้ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่ต้องสั่งการอะไร รอฟังคำวินิจฉัย และปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล
‘เท้ง ณัฐพงษ์’ชี้ผิดหวังแต่ไม่ผิดคาด
เวลา 12.00 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชี้ว่าพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยนายณัฐพงษ์กล่าวว่าผิดหวังผลคำวินิจฉัย แต่ไม่ได้ผิดไปจากที่พรรคคาดการณ์ไว้เรายังคงเห็นตรงกันว่ารัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษออกพ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ เพราะไม่ได้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน หากแต่เป็นการพยายามสอดไส้โครงการต่างๆ ที่สามารถบรรจุไว้ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้อยู่แล้ว
สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือขณะนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2570 สภาฯ กำลังพิจารณาโครงการเหล่านี้อยู่ และในช่วงเช้าวันนี้ หน่วยงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวมถึงหน่วยงานอื่นที่ต้องการใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ได้เข้าชี้แจงรายละเอียดโครงการต่อคณะกรรมาธิการยกตัวอย่างล่าสุดมีข้อเสนอขอใช้งบเพื่อก่อสร้างลานกีฬาโซลาร์ รถขยะพลังงานไฟฟ้าและโครงการอื่นๆอีกหลายรายการ ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่สามารถตั้งงบประมาณผ่านงบรายจ่ายประจำปีได้ ไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการพิเศษหรือเงินกู้ 400,000 ล้านบาท สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันข้อสังเกตของพรรคประชาชนที่พูดมาตลอดว่าโครงการที่รัฐบาลพยายามผลักดันไม่ได้เข้าเงื่อนไขของการใช้อำนาจออกพ.ร.ก.กู้เงินแต่อย่างใด
ย้ำไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยศาล
นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า อีกทั้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า หากอยู่นอกสมัยประชุม และการรอเปิดสมัยประชุมตามปกติจะก่อให้เกิดความล่าช้า คณะรัฐมนตรีสามารถเรียกประชุมสมัยวิสามัญเป็นการด่วน เพื่อให้รัฐสภาพิจารณารับรองหรือไม่รับรองพระราชกำหนดได้ ดังนั้น จึงต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรต่อไปเมื่อถามว่าได้มีการหารือกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อนายณัฐพงษ์กล่าวว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ การจะเปิดประชุมสมัยวิสามัญหรือไม่เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี ส่วนพรรคประชาชนได้ยืนยันจุดยืนมาโดยตลอดว่าเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแม้ผลที่ออกมาจะไม่ได้ผิดจากที่พรรคคาดการณ์ไว้ก็ตาม
‘ไหม’พบสอดไส้หลายโครงการ
ด้านน.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ก่อนหน้านี้พรรคได้ติดตามสัญญาณจากฝ่ายรัฐบาลว่ามีการคาดการณ์ผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าหรือไม่ โดยพบว่าโครงการต่างๆที่จะใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาท ในส่วนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองแม้แต่โครงการเดียว แต่ในช่วงเพียง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมีการให้ข่าวจากรัฐมนตรีหลายคน ทั้ง รมว.มหาดไทยและรมช.คมนาคม เกี่ยวกับโครงการที่จะเสนอขอใช้เงินกู้ดังกล่าวพรรคยังได้รับเอกสารที่มีการส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่รายการโครงการที่ท้องถิ่นเสนอขึ้นเอง แต่มีลักษณะเป็นแคตตาล็อกหรือเมนูรายการสินค้าและโครงการที่สามารถขอใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทได้ โดยหลายโครงการ เช่น รถขยะ EVลานกีฬาโซลาร์ เครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ไม่ได้สะท้อนว่าจะช่วยให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้อย่างแท้จริง หรือส่งผลต่อการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ
น.ส.ศิริกัญญายังย้ำว่า พรรคจึงมีข้อสงสัยว่ารายการโครงการดังกล่าวอาจเป็นโครงการที่มีการเตรียมผู้รับจ้างหรือผู้จำหน่ายสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ พร้อมแสดงความกังวลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อสันนิษฐานที่พรรคตั้งไว้ตั้งแต่ต้นว่า วงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แท้จริงแล้วเป็นเพียงการสอดไส้โครงการ โดยอาศัยความเดือดร้อนของประชาชนเป็นข้ออ้าง และอาจถูกใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง
เดินหน้าชำแหละต่อในกมธ.งบฯ
เมื่อถามว่าหลังจากนี้โครงการต่างๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์จะตัดออกอย่างไร นางสาวศิริกัญญากล่าวว่าจะต้องใช้กลไกของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงินโดยเฉพาะแต่ในกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณปี’70 ก็สามารถใช้ช่องทางนี้ได้เพราะหลายโครงการขอมาซ้ำซ้อนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในงบปี’70 มีกว่า 7,000 ล้านบาท ถ้า 200,000 ล้านบาทนี้ ยืนยันว่าใช้ได้แล้วก็ต้องพิจารณาเรื่องความซ้ำซ้อนของโครงการ และยังมีอีกหนึ่งก้อนในรายการงบกลางปี’70 เป็นรายการค่าใช้จ่ายในโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่า 12,000 ล้านบาท โดยให้หน่วยงานต่างๆ ที่มีเงินสะสมหรือมีเงินนอกงบประมาณ มาออกเงินคนละครึ่งกับรัฐบาลเพื่อจัดทำโครงการดังกล่าว วงเงินจะไม่ใช่แค่ 200,000 ล้านบาทแล้ว แต่จะเป็น 212,000 ล้านบาท จึงมีความกังวลว่าจำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนั้นหรือไม่ ถ้าจะต้องตัดทางใดทางหนึ่งต้องทำอย่างไร เพราะ 200,000 ล้านบาท ในพ.ร.ก.เราไม่มีอำนาจไปยุ่งในวงเงิน นอกจากว่าจะหมดคว่ำพ.ร.ก.ได้ทั้งฉบับ แต่ในงบประมาณปี’70 ถ้า 12,000 ล้านบาทนี้ ซ้ำซ้อนกับ 200,000 ล้านบาท ที่ออกโดย พ.ร.ก.ก็อาจจะตัดได้ทั้งโครงการเช่นเดียวกัน
‘อภิสิทธิ์‘น้อมรับคำวินิจฉัยศาลรธน.
เวลา 12.40 น. นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)กล่าวถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านของรัฐบาลไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า พรรคเราในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ร้องน้อมรับคำวินิจฉัยของศาล แต่เรายังไม่ทราบเหตุผลและรายละเอียด ทราบเพียงมติที่แถลงที่เป็นเพียงการสรุปมติเท่านั้น เราต้องไปศึกษาว่า เหตุผลและประเด็น ที่ศาลใช้วินิจฉัยเป็นอย่างไร เพราะมีความกังวลเป็นห่วงว่า การวินิจฉัยครั้งนี้ จะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานในการกู้เงินของรัฐบาล กรณีที่รัฐบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอ แต่เป็นภาวะเศรษฐกิจปกติ จะเป็นบรรทัดฐานใหม่และส่งผลกระทบจากอดีตที่ผ่านมา จากกรอบวินัยการเงินการคลังที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา ซึ่งประเทศไทยมีปัญหานี้ค่อนข้างน้อย ในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา จึงต้องรอดูคำวินิจฉัยของศาลอย่างละเอียดอีกครั้ง
กังวลยอดรัฐบาลกู้เงินเกือบชนเพดาน
หัวหน้าพรรคปชป.ย้ำว่า แต่เรามีความกังวลแน่นอนจากผลที่รัฐบาลกู้เงินได้ครั้งนี้จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(GDP)ขยับเกือบชนเพดานคือร้อยละ 70 ทั้งที่รัฐบาลเคยยืนยันต่อสภาฯว่า ไม่มีแนวคิดที่จะขยายหนี้เพดานสาธารณะ เราขอให้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจนว่า แผนทางการคลังในระยะกลาง ระยะยาว ซึ่งจริงๆ ไม่ต้องถึงระยะปานกลางด้วยซ้ำ ในปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะมีแนวทางในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายอย่างไร มิฉะนั้นจะกลับมาสู่ปัญหาว่า จะต้องมีการกู้เงินเพิ่ม ต้องขยายเพดานหนี้หรือไม่เราก็หวังว่าจะไม่มีการออกพ.ร.ก.กู้เงินแบบนี้อีก
เรียกร้องให้รบ.เร่งทำชัดเจนโปร่งใส
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในส่วนเงินก้อนที่ 2 ที่จะนำมาใช้ในโครงการเกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งตรงนี้แม้แต่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็มีตุลาการเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข เราอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำความชัดเจนและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกลั่นกรองโครงการต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใสให้มากที่สุด
เมื่อถามว่าคำวินิจฉัยที่ออกมาเกินความคาดหมายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราเชื่อเหตุผลของเราและทราบดีว่ามี 2 ประเด็น คือจากคำวินิจฉัยในอดีตศาลรัฐธรรมนูญก็จะระมัดระวัง
ไม่พยายามใช้อำนาจที่อาจทำให้ฝ่ายบริหารทำงานได้ยาก 2.ด้วยศาลรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ตีความในส่วนของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราจึงทราบดีว่า เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะทำให้เห็นได้ชัดว่าจริงๆแล้วขัดกับรัฐธรรมนูญ
ติดใจเงินกู้2แสนล้านไม่ลดพึ่งพา ยังนำเข้า
เมื่อถามย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์หวังจะเห็นโครงการในส่วนที่ 2 ในงบฯ 2 แสนล้านบาทอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเมื่อรัฐบาลยืนยันว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่ทำจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราคิดว่าการกู้เงินจะต้องเกิดขึ้นโดยเร็วแต่ขณะนี้จากการติดตามของกลไกต่างๆ รวมทั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก็ยังไม่มีรายละเอียดในเรื่องนี้จึงเป็นห่วงว่า สรุปแล้วความพร้อมในการกลั่นกรองโครงการนี้เป็นอย่างไร ที่สำคัญสิ่งที่เราวิตกกังวลคือรัฐบาลมองเพียงแค่ว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ข้อเท็จจริง
คือการพึ่งพา การนำเข้าน้ำมัน และก๊าซจนมากเกินไป รัฐบาลพูดแต่เพียงว่าจะสนับสนุนเรื่องของโซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า แต่จริงๆ แล้ว มีแต่การส่งเสริมการนำเข้า ซึ่งไม่ได้ลดการพึ่งพา
ต่างประเทศลง ทั้งที่ทางเลือกอื่นๆ ก็มี เช่น ปาล์มน้ำมัน แต่ไม่แน่ใจว่ารัฐบาล มีความชัดเจนแค่ไหน ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าโครงการหลักเป็นเพียงการส่งเสริมให้มีโซลาร์เซลล์กับยานยนต์ไฟฟ้า
นายกฯถึงมาเลย์‘อันวาร์’ต้อนรับเอง
วันเดียวกัน เวลา 11.20 น.(ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยพร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โอกาสนี้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เดินทางมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยตนเอง ก่อนนำเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ อาคารรับรองพิเศษท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์
โดยผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ (Guard of Honour) และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เชิญนายกรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วยรถยนต์คันเดียวกันไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (Perdana Putra Complex) ณ เมืองปูตราจายา เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับและการหารืออย่างเป็นทางการ
การต้อนรับอย่างอบอุ่นครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น
2ชาติยกระดับความร่วมมือทุกมิติ
เมื่อเวลา 13.10 น. ที่สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยได้หารือเต็มคณะกับดาโตะเซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ สร้าง“พื้นที่แห่งโอกาส”ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชนทั้งสองประเทศ ประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้คือการเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่อให้การเดินทางของประชาชนสะดวกขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน โดยในวันพรุ่งนี้ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศจะร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่และด่านบูกิตกายูฮิตัม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดของไทยกับมาเลเซีย
เปิดประตูการค้า ท่องเที่ยวการลงทุน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงเร่งเดินหน้าโครงการสำคัญหลายด้าน ทั้งการกลับมาเปิดเดินเรือเฟอร์รี่ระหว่างจังหวัดสตูลกับเมืองกัวลาปะลิส การเชื่อมระบบจำหน่ายตั๋วรถไฟเส้นทางกรุงเทพฯ -
หาดใหญ่ - บัตเตอร์เวิร์ธ ให้ใช้ระบบเดียวกัน การฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสุไหงโก-ลกรันเตาปันจัง และการก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อยกระดับการเดินทางและโลจิสติกส์ของทั้งภูมิภาคควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไทยและมาเลเซียจะร่วมกันส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับการท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
ยืนยันร่วมมือสร้างสันติสุขภาคใต้
ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศยืนยันความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นตรงกันว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการสร้างสันติภาพต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมบริเวณชายแดน รวมถึงจัดตั้งคณะทำงานร่วมดูแลพื้นที่ริมแม่น้ำโก-ลก และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมระหว่างสองประเทศ
ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมเร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในสาขาความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงมอบหมายรัฐมนตรีเกษตรของทั้งสองประเทศหาทางออก ร่วมกันในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและประมงให้เร็วที่สุด
เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร
ในโอกาสเดียวกันผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านการเกษตรซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของทั้งสองประเทศในส่วนประเด็นกุ้งและปลากะพง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของทั้งสองประเทศได้หาทางออกร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยซึ่งจะเร่งผลักดันให้การปฏิบัติเกิดขี้นโดยเร็วเพื่อคลี่คลายปัญหาของเกษตรกร
เชิญอันวาร์เยือนไทยเป็นทางการ
นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า ปี 2570 จะครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - มาเลเซียจึงได้มอบหมายให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนผลการหารือครั้งนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมรวมถึงจะขับเคลื่อน MOU ที่อยู่ระหว่างการจัดทำระหว่างหน่วยงานของไทยและมาเลเซียให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ
‘2ผู้นำ’โชว์สัมพันธ์สุดแนบแน่น
ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศงานเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างเป็นทางการ ที่ดาโต๊ะ เซอร์รี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ช่วงหนึ่งของการรับประทานอาหาร นายอันวาร์ได้เชิญ นายอนุทินขึ้นไปเล่นดนตรีและได้เดินไปส่งถึงเวที ก่อนที่นายอันวาร์จะหยิบไมโครโฟนเดินลงจากเวทีมานั่งร้องเพลง“My Way” ของ Frank Sinatra ที่โต๊ะอาหาร ขณะที่นายอนุทินได้เดินตามลงมาเป่าแซกโซโฟน ข้างๆ ก่อนที่นายอันวาร์จะกอดคอ นายอนุทินร่วมร้องเพลงและเล่นดนตรีด้วยกันอย่างเป็นกันเองโชว์สัมพันธ์สุดแนบแน่น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี