542.jpg
จ่อชง ครม. ปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ปี 69 ขยายเวลาอุทธรณ์ถึง 20 ก.ย. นี้

จ่อชง ครม. ปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ปี 69 ขยายเวลาอุทธรณ์ถึง 20 ก.ย. นี้

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.18 น.

รัฐบาลโดยการบูรณาการร่วมกันของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง ได้จัดการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวทางการยื่นขอทบทวนสิทธิ์ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 การแถลงข่าวครั้งนี้นำโดย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และ ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อคลายความกังวลใจของประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยเฉพาะในประเด็นการถือครองยานพาหนะและสถานะทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะปรับปรุงรายละเอียดของเกณฑ์การคัดกรองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นจริง เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้น้อยได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง

 


 

มหาดไทยเผยที่มาการปรับเกณฑ์ พร้อมขยายเวลาอุทธรณ์ถึง 20 ก.ย.

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลและท่านนายกรัฐมนตรีได้รับทราบถึงข้อร้องเรียนและข้อกังวลของประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เป็นจำนวนมาก แม้ว่าการจัดให้ลงทะเบียนใหม่จะมีจุดประสงค์เพื่อคัดกรองผู้ที่มีกำลังทรัพย์และรายได้ออกไป แต่เมื่อนำกฎเกณฑ์มาปฏิบัติจริง อาจยังไม่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเป็นจริงของประชาชนในบางกลุ่ม รัฐบาลจึงเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอขยายระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิ์ออกไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมเอกสารและหลักฐานต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ นายพลภูมิ ยังได้เน้นย้ำว่า สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ์และยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว ท่านยังสามารถไปลงทะเบียนเพื่อขอรับการสนับสนุนค่าไฟฟ้าในวงเงิน 315 บาทต่อเดือน และค่าน้ำประปาฟรีได้ตามช่องทางที่หน่วยงานกำหนดเช่นเดิม

 

 

คมนาคมเตรียมชง ครม. ปลดล็อกปัญหารถเก่า และสิทธิ์นักศึกษานอกระบบ

นายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาชี้แจงในประเด็นด้านการถือครองยานพาหนะ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ตกเกณฑ์ โดยกระทรวงคมนาคมเตรียมนำเสนอ ครม. เพื่อขอปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นและช่วยเหลือประชาชนใน 4 กรณีหลัก ได้แก่

  1. กรณีรถเก่าและสิ้นสภาพ: จะไม่มีการนำรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปี มาพิจารณาตัดสิทธิ์ หากประชาชนมีรถที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด แต่รถมีสภาพเก่าทรุดโทรม ไม่สามารถใช้งานได้ หรือสูญหายไปแล้วแต่ยังไม่ได้ยกเลิกทะเบียน สามารถไปแจ้งความจำนงและบันทึกถ้อยคำที่สำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำบันทึกและส่งข้อมูลมาช่วยในการอุทธรณ์ได้
  2. กรณีรถจักรยานยนต์ที่ยังติดภาระผ่อนชำระ: กระทรวงคมนาคมเสนอปรับเพิ่มเกณฑ์ให้ประชาชนสามารถถือครองรถจักรยานยนต์ขนาดความจุไม่เกิน 300 cc ได้ 2 คัน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีภาระอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ ซึ่งจะไม่ถือว่าตกเกณฑ์
  3. กรณีขายรถด้วยวิธีการโอนลอย: สำหรับประชาชนที่ขายรถไปแล้วและมีการเซ็นโอนลอย แต่ผู้ซื้อยังไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ สามารถนำหลักฐานการขาย หรือไปบันทึกถ้อยคำที่สำนักงานขนส่งเพื่อใช้ประกอบการทบทวนสิทธิ์ได้
  4. กรณีถูกมิจฉาชีพสวมสิทธิ์: หากประชาชนไม่เคยซื้อรถ แต่ถูกแอบอ้างนำชื่อไปสวมสิทธิ์เพื่อซื้อยานพาหนะของบุคคลอื่น ท่านสามารถไปยื่นเรื่องอุทธรณ์และบันทึกถ้อยคำกับทางขนส่งได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ นายศิริพงษ์ ยังได้ชี้แจงถึงกลุ่มนักเรียนและนักศึกษานอกระบบ เช่น นักศึกษา สกร. หรืออาชีวะนอกระบบ ว่ารัฐบาลเข้าใจถึงความจำเป็นที่ประชาชนกลุ่มนี้ต้องเข้ามาศึกษาเพิ่มเติมเพื่อนำทักษะไปประกอบอาชีพ ดังนั้น ทางภาครัฐจะไม่ตัดสิทธิ์เพียงเพราะท่านมีสถานะเป็นนักศึกษา แต่ทางกระทรวงการคลังจะพิจารณาความยากจนจากองค์ประกอบอื่นๆ ร่วมด้วย ขอให้ประชาชนกลุ่มนี้สบายใจและไม่มีความจำเป็นต้องลาออกจากระบบการศึกษา

 

 

กรมการปกครองลุยตั้ง One Stop Service และบริการเชิงรุกถึงบ้าน

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้กล่าวเน้นย้ำถึงมาตรการอำนวยความสะดวกในการยื่นอุทธรณ์ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการ One Stop Service ขึ้น ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานให้ทั้งผู้ที่ต้องการยืนยันรับสิทธิ์เพิ่มเติม และผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณา สามารถเข้ามาดำเนินการและรับคำแนะนำได้อย่างเบ็ดเสร็จจุดเดียว สำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลหรือไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง ทางอำเภอจะใช้ยุทธศาสตร์ "อำเภอพึ่งได้" โดยจัดชุดเจ้าหน้าที่อำเภอ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่แบบเคาะประตูบ้านเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ และอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลถึงระดับครัวเรือน ทั้งนี้ จะมีการใช้กลไกการประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าวและเสียงตามสายในหมู่บ้าน เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารและการนัดหมายลงพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบล่วงหน้าอย่างทั่วถึง

 

 

คลังชี้แจงปัญหาข้อมูลรายได้ พร้อมเตรียมมาตรการเยียวยา "ไทยช่วยไทยพลัส"

ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ให้ข้อมูลตัวเลขสำคัญว่า การลงทะเบียนครั้งนี้เป็นการสำรวจเชิงรุก จึงมีกลุ่มคนที่ไม่เคยลงทะเบียนมาก่อนได้รับสิทธิ์ถึง 2.3 ล้านราย ซึ่งปัจจุบันมีผู้มายืนยันตัวตน (E-KYC) แล้วประมาณ 841,000 ราย โดยทางกระทรวงมหาดไทยจะเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนต่อไป ในส่วนของการยื่นขอทบทวนสิทธิ์ ขณะนี้มีประชาชนแจ้งความประสงค์เข้ามาแล้วกว่า 2.9 ล้านราย โดยกว่าร้อยละ 40 เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะ

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัยเรื่องข้อมูลรายได้ ดร.วินิจ อธิบายว่า ภาครัฐใช้ข้อมูลแบบ Dynamic Data ซึ่งตรวจสอบจากฐานข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่หมุนเวียนตลอดเวลา หากประชาชนพบว่าตนเองมีข้อมูลรายได้ หรือมีชื่อเป็นลูกจ้างรับเงินจากบริษัทเอกชนโดยที่ไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน ซึ่งอาจเกิดจากผู้ทุจริตแอบอ้างชื่อเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ขอให้รีบนำหลักฐานมายื่นร้องเรียน โดยในประเด็นนี้ นายพลภูมิ (รมช.มหาดไทย) ได้เสริมว่า กระทรวงมหาดไทยจะส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ไปตรวจสอบเพิ่มเติมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเอาผิดกับนิติบุคคลหรือธุรกิจสีเทาที่นำชื่อประชาชนไปแอบอ้างเป็นกรรมการบริษัท หรือเปิดบัญชีม้า

ดร.วินิจ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลตั้งเป้าจะเร่งดำเนินการตรวจสอบและคืนสิทธิ์ให้แก่ประชาชนผู้ผ่านการทบทวนสิทธิ์ให้รวดเร็วที่สุด ภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ สำหรับประชาชนกลุ่มเดิมที่เคยมีสิทธิ์ แต่ไม่ได้มาลงทะเบียนใหม่ หรือลงทะเบียนแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งมีจำนวนประมาณ 6 ล้านราย รัฐบาลก็ไม่ได้ทอดทิ้ง โดยกระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส 60 40" เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพื่อถ่ายโอนงบประมาณและออกมาตรการเยียวยาดูแลประชาชนกลุ่มนี้อย่างเหมาะสมในลำดับต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top