วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
‘เท้ง’โวรัฐบาลสะเทือนแน่
จ่อยื่นซักฟอก
ล็อกเป้าถล่มปมTH-AI
นายกฯปิดฉากเยือนจีน
นายกฯ วางพวงมาลา อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน หารือประธานสภาจีน ส่งเสริมความร่วมมือสองรัฐสภา สานต่อมิตรภาพไทย-จีนปีที่51เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต ความมั่นคง ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม MOU 15 ฉบับ สร้างโอกาสใหม่ให้ปชช.ทั้งสองประเทศ ด้าน’เท้ง’นำทัพปชน.แฉกลโกง’คอร์รัปชันคนไทยจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’โวซักฟอกงวดนี้รบ.สะเทือนแน่ จ่อชง’ปปช.’สอบTH-AI
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 20 กรกฎาคม2569 ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนพบหารือนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นที่จะสานต่อมิตรภาพไทย–จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่51 ของความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมผลักดันความร่วมมือ โดยเฉพาะในสาขาใหม่ๆ อาทิ อวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและกระชับความร่วมมือระหว่างรัฐสภาทั้งสองให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศด้วย
‘อนุทิน’วางพวงมาลาเทียนอันเหมิน
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยและจีนจะขับเคลื่อนความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การเมืองและความมั่นคง เพิ่มการแลกเปลี่ยนระดับสูง จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม รวมถึงร่วมปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งหลอกลวงออนไลน์ 2.เศรษฐกิจและการลงทุน ส่งเสริมการค้าที่สมดุล การลงทุนคุณภาพสูงที่สร้างงานและมูลค่าเพิ่มในไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และโครงสร้างพื้นฐาน 3.ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนด้านสื่อ เพื่อสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนไทย–จีน 4.ความร่วมมือระดับภูมิภาค สนับสนุนบทบาทศูนย์กลางของอาเซียน ความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง การแก้ไขปัญหาในภูมิภาคผ่านการเจรจา และการสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา
นายกฯจีนต้อนรับ‘อนุทิน’เป็นทางการ
เวลา 10.45น.(ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1ชั่วโมง) ณ ห้อง North Hall ชั้น 1 มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ในโอกาสเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อเดินทางมาถึง นายกรัฐมนตรีได้เดินขึ้นบันไดผ่านแถวทหารเกียรติยศเพื่อไปยังบริเวณพิธี โดยมีนายหลี่ เฉียง (H.E. Mr. Li Qiang) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน รอให้การต้อนรับด้วยตนเองและทักทายอย่างอบอุ่น สะท้อนถึงมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีน จากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนขึ้นแท่นรับความเคารพเพื่อร่วมพิธีบรรเลงเพลงชาติของทั้งสองประเทศ และร่วมพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ซึ่งเป็นไปอย่างสมเกียรติและสง่างาม ตอกย้ำถึงความสำคัญและการให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะมิตรประเทศที่ใกล้ชิดและหุ้นส่วนความร่วมมือที่สำคัญในภูมิภาค
เดินหน้าความร่วมมือศก.อนาคต
เวลา 11.00น.ตามเวลาท้องถินกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (เร็วกว่าไทย 1ชวโมง) ที่ห้อง East Hall ชั้น 1 มหาศาลาประชาชน นายอนุทิน ได้หารือแบบเต็มคณะกับ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ครอบคลุมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งเสริมสันติภาพความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า ไทยและจีนเพิ่งรวมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปีที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อร่วมสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองแก่ภูมิภาคและประชาคมโลก นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนที่ถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการอย่างสมพระเกียรติ พร้อมยืนยันไทยสนับสนุนจีนเป็นเจ้าภาพเอเปค และจะเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ณ นครเซินเจิ้น เดือนพฤศจิกายนนี้
เป็นพยานลงนาม MOU15ฉบับ
นายกรัฐมนตรีเสนอเร่งผลักดันความร่วมมือใน 3สาขาหลัก และเห็นพ้องอีก 2ด้าน ดังนี้ 1.การค้าและการลงทุน ไทยขอให้จีนเพิ่มนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากไทย ยินดีต้อนรับการลงทุนคณภาพจากจีนที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานไทย และปฏิบัติตามกฎหมายไทย พร้อมเร่งรัดการจัดทำ FTA เพื่อประโยชน์ต่อนักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต 2.การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ไทย ลาว มาเลเซย และสิงคโปร์ 3.ความมั่นคง เห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน (2+2 Mechanism) โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพครั้งแรก พร้อมขยายความร่วมมืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพัฒนาบุคลากร4.วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เร่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม5.การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน
หลังการหารือ นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 15 ฉบับ ครอบคลุมด้านการอุดมศึกษา ห่วงโซ่อุตสาหกรรม การศึกษา AI ทรัพย์สินทางปัญญา นิวเคลียร์ฟิวชัน สาธารณสุข ดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว การป้องกันฟอกเงิน การส่งออกสัตว์น้ำ ความร่วมมือสื่อมวลชน การจดการน้ำ และการสำรวจอวกาศห้วงลึก 1.ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ร่วมมือศก.-การศึกษา-สาธารณสุข
2.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 3.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 4.บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา 5.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่นระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
มุ่งงานวิจัย-ปราบอาชญากรรมไซเบอร์
6.บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยกับคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือสาธารณสุข 7.บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว 8.บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 9.พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกัน ละสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 10.บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าว People’s Daily แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
11.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทานระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย 12.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชนระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าวซินหัวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 13.บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับองค์กรอวกาศแห่งชาติจีนว่าด้วยเรื่องการจัดห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน ด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก 14.บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 15.ข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
‘อนุทิน’ร้องเพลงเถียนมี่มี่ย้ำสัมพันธ์
หลังจากนั้น เวลา 12.00 น. นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีไทยและคณะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของงาน นายกรัฐมนตรีอนุทิน ได้รับเชิญให้ร่วมขับร้องเพลง เถียนมี่มี่”บทเพลงจีนยอดนิยมที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง สร้างรอยยิ้มและความประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน สะท้อนสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดและมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยกับจีน ซึ่งเชื่อมโยงกันไม่เพียงในระดับรัฐบาลและเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงความผูกพันทางวัฒนธรรมและความรู้สึกของประชาชนทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ช่วงเย็นนายกฯและคณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง ในเวลา 16.00น.และเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน6 กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 19.40น.
‘สิริพงศ์’โต้รมต.ลูกเทพไร้ผลงาน
ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงข้อครหา “ลูกเทพไม่มีผลงาน” ว่า ตอนนี้ก็ทำงานไป เพิ่งทำงานมาแค่ 3 เดือน แต่ละคนก็ทำงานของตัวเอง และต้องยอมรับว่า คนที่ไม่มีผลงานก็มีทุกรัฐบาล เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไร ที่ลูกเทพถูกจับตาเป็นพิเศษ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า รู้สึกได้รับความสำคัญ แต่มั่นใจว่าทุกคนทำงานเต็มที่ ทุกคนมีผลงาน อยู่ที่ว่าจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเขาหรือไม่ ซึ่งปัญหาหลายอย่าง เมื่อผลการแก้ไขออกมา อย่างเรื่องค่าไฟและการจัดการต่างๆ เมื่อถามว่า คนอาจมองว่านายสิริพงศ์เป็นคนหนึ่งที่มีผลงานเยอะ แต่นายสิริพงศ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม จากนั้นรีบขึ้นรถเดินทางกลับทันที
‘เท้ง’เตรียมยื่นปปช.สอบTH-AI
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีTH-AI Passport ที่จะมีการยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ว่า ตามหลักกฎหมาย ป.ป.ช.สามารถทำงานเชิงลึกตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องมีใครไปร้อง ส่วนคำร้องของพรรคประชาชนอยู่ระหว่างการยกร่างคำร้อง หากมีความชัดเจนจะมีการแถลงให้ทราบอีกครั้ง เมื่อถามถึง กรณีที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความคล้ายสนับสนุนโครงการดังกล่าว ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นการแลกคดีหรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันหยุดที่ผ่านมาตนคุยกับนายภาวุธและได้ชี้แจงกับสังคมแล้วว่า โครงการดังกล่าวมีประเด็นอยู่ที่การจัดซื้อจัดจ้างผิดปกติ มีการลดสเปก ส่วนเรื่องความคุ้มค่าเป็นอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งพรรคประชาชนพยายามชี้ให้เห็นว่า ความผิดปกติอยู่ที่ส่วนใด อย่าให้รัฐบาลบิดประเด็น เรื่องนี้อยู่ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มคนที่อาจเกี่ยวข้องกับรัฐบาล
ต่อข้อถามว่า หลังจาก นายภาวุธ โพสต์ข้อความดังกล่าว น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็ออกมาโพสต์ข้อความว่า ค.เช่นกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การทำงานร่วมกันเป็นปกติที่มีความเห็นต่างกันจากการที่ออกมาสื่อสารไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ส่วนตัวหรือพื้นที่สาธารณะ ย้ำว่าเรื่องนี้สาระสำคัญอยู่ที่ความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างและเราพูดคุยกันโดยตลอด เมื่อถามว่า คำว่า ค.ค่อนข้างรุนแรง ต้องมีการตักเตือนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ก็มีการพูดคุยกันอยู่ตลอดอยู่แล้ว
โวซักฟอกงวดนี้รัฐบาลสะเทือนแน่
เมื่อถามว่าตอนเปิดประชุมสภา จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ เชื่อว่า พร้อมดำเนินการอย่างเข้มข้น แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องตัดสินใจบนบริบทของการเมือง และการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ คิดว่ามีผลสะเทือนทางการเมืองแน่นอนต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เพราะหลายคดีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วยสีน้ำเงินด้วย ทุจริตการสอบท้องถิ่น การพยายามยัดไส้ใน พรก.กู้เงิน4แสนล้านบาท การทุจริตงานทะเบียน สุดท้ายวนเวียนในรอบตัวคนที่ชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล
เมื่อถามว่าสุดท้ายแล้วมีสิทธิล้มสูงมากใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ตอบว่า หากดูใบเสร็จคดีที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ จากการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่ผ่านมา คิดว่ารัฐบาลปฏิเสธยาก เว้นแต่ว่าทุกคดีที่ได้กล่าวมาเมื่อสักครู่ มีการสาวถึงต้นตอว่า ตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้คือใครและลงโทษให้สังคมเห็น
‘การดี’ย้ำช่องโหว่มาก-ไปไม่ถึงเป้า
ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวที Q&A เจาะลึก ”TH-AI Passport” วิเคราะห์คุณสมบัติและการทำงาน AI ในโครงการ TH AI-Passport ว่า ขณะนี้ โครงการอยู่ในกระบวนการการแก้ไขรายละเอียดแนบท้ายสัญญา ซึ่งยังมีช่องโหว่จำนวนมาก และอาจไปไม่ถึงเป้าประสงค์ของโครงการ ขอย้ำว่า โครงการนี้ ควรต้องยกเลิก และกลับมาทบทวนการใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท เพราะตนยังมีข้อกังวล ทั้งความคุ้มค่า ข้อสงสัย และยังมีแนวโน้มการทุจริต ล็อกสเปก การจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะความคุ้มค่า หากมีแพล็ตฟอร์มที่ใกล้เคียงกัน หรือเวอร์ชันฟรีอื่น ๆ มีอยู่แล้ว แต่เหตุใดต้องนำงบของรัฐไปเสียกับโมเดลที่แย่กว่า
หวั่นเสียเปล่าค่าโง่1.6พันล้านบาท
นางการดี กล่าวต่อว่า ยังกังวลในรายละเอียดที่กำหนดไว้ในแต่ละรายการ ทั้งการลงทะเบียน การวัดความพึงพอใจ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล-เทคโนโลยี ถือว่าหลายรายการแพงผิดปกติ ถือเป็นการปล้นรัฐ ไม่ได้ใช้เงินกองทุนดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงกังวลในอธิปไตยของข้อมูล หากผู้บริหารประเทศเข้าใจความเสี่ยงนี้มากเพียงพอ จะยุติโครงการ และทบทวนใหม่ เพื่อประโยชน์ประเทศระยะยาว
“ดิฉันไม่อยากให้ 1,600ล้านบาท เป็นบทเรียนราคาแพงของประเทศไทย หรือเป็นค่าโง่ ที่เสียแล้วประเทศไม่ได้อะไรเลย ดิฉันจะได้ยื่นหนังสือถึงนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)เพื่อปกป้องประโยชน์ของประเทศต่อไป” นางการดี กล่าว
คอร์รัปชันครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน
ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สุขุมวิท20 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายใต้แนวคิด “คอร์รัปชันคนไทยจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”โดยมีแกนนำสำคัญจากพรรคประชาชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายวีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล,นายพริษฐ์วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรค และนางสาวภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรค รวมถึงสมาชิกพรรคอีกหลายคน
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการทุจริตคอร์รัปชัน ประชาชนมักจะนึกถึงข่าวใหญ่ๆ อย่างกรณีจำนำข้าว, โครงการ GT200, การยื่นบัญชีทรัพย์สินนาฬิกายืมเพื่อนในช่วงหลังการรัฐประหารของ คสช.,ปัญหาคอร์รัปชันการสอบท้องถิ่น หรือการล็อกสเปกจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความเห็นสะท้อนว่าประชาชนยังมองเรื่องสวัสดิการ คุณภาพชีวิต หรือเบี้ยผู้สูงอายุ เป็นเรื่องไกลตัวเมื่อเทียบกับปัญหาใกล้ตัวอย่างเรื่องจราจร แต่ในความเป็นจริงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนั้นกัดกินชีวิตคนไทยในทุกมิติตั้งแต่เกิดจนตาย จึงเป็นที่มาของการตั้งชื่อโครงการในวันนี้เพื่อวิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบผ่าน 5กลุ่มปัญหาหลัก
แฉ5กลุ่มหลักต้นตอปัญหาคอรัปชั่น
กลุ่มแรกคือการทุจริตที่กัดกร่อนสิทธิที่ประชาชนควรได้รับ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุหรือเบี้ยคนพิการ ซึ่งพบช่องโหว่ในการจัดงบประมาณรายหัวที่สำนักงบประมาณควรจัดสรรให้เต็มตามจำนวนประชากรกลุ่มเปราะบาง แต่กลับมีการรั่วไหลในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจนทำให้ประชาชนเสียสิทธิ นอกจากนี้ยังรวมถึงงบประมาณด้านการศึกษา เช่น หนังสือเรียนและนมโรงเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังมีปัญหาโภชนาการในเด็ก ทั้งที่หากมีการกระจายอำนาจและการบริหารที่โปร่งใส ท้องถิ่นจะสามารถดูแลอาหารกลางวันและอาหารเช้าให้เด็กได้อย่างมีคุณภาพมากกว่านี้ กลุ่มที่สอง คือภาระต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายแพงเกินจริงจากการเรียกรับ “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” หรือสินบนใต้โต๊ะเพื่อแลกกับใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งผลการศึกษาจาก TDRI ระบุว่าสร้างภาระต่อผู้ประกอบการสูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี รวมถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในแผนพลังงานแห่งชาติที่ทำให้รัฐประเคนสัมปทานโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็น จนกลายเป็นค่า “พร้อมจ่าย” ที่ประชาชนต้องแบกรับในบิลค่าไฟฟ้าทุกเดือน
แนะแก้เชิงระบบทางออกถูกต้อง
สำหรับกลุ่มที่สาม แม้ประชาชนจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงแต่ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำจากการทุจริต เช่น การก่อสร้างถนนพระราม 2 หรือเหตุการณ์ตึกถล่ม ซึ่งเกิดจากการจัดซื้อจัดจ้างที่ขาดการแข่งขันที่โปร่งใสและการควบคุมมาตรฐานที่เข้มงวด กลุ่มที่สี่ คือความหละหลวมของกฎระเบียบที่เปิดช่องให้คนทำผิดจ่ายสินบนเพื่อพ้นผิด เช่น โรงงานที่ปล่อยมลพิษหรือสถานประกอบการที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยแต่ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ และกลุ่มสุดท้ายที่น่ากลัวที่สุดคือกลุ่มทุนสีเทา หรืออาชญากรรมข้ามชาติที่ทุจริตงานทะเบียน เช่น กรณีพ่อทิพย์แม่ทิพย์ เพื่อให้ได้สิทธิในไทย ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรในสายตาชาวโลก จริงๆเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน มันเกี่ยวข้องกับชีวิตคนไทยทุกๆ คน จึงเป็นที่มาที่เราตั้งชื่อโครงการว่าเกิด แก่ เจ็บ โกง เพราะต้องการวิเคราะห์ปัญหาการคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยใช้เส้นเรื่องชีวิตของทุกคนในฐานะคนไทยหนึ่งคนตั้งแต่เกิดจนตาย จริงๆ แล้วการทุจริตมันกัดกินชีวิตคนไทย กัดกินสังคมไทย และกัดกินประเทศไทยอย่างมาก ถ้าเรามองด้วยเลนส์ที่ถูกต้อง เราจะสามารถวิเคราะห์หาทางออกปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างไร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี