533.jpg
ฝ่ายค้านดีเดย์4สิงหา   แฉต่อฮั้วสว.

ฝ่ายค้านดีเดย์4สิงหา แฉต่อฮั้วสว.

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฝ่ายค้านดีเดย์4สิงหา

 

แฉต่อฮั้วสว.

เปิดหลักฐานภาคพิเศษ

เนวินเจอถล่มใส่ขาสั้น

นายกฯเยือนอินโดฯในรอบ 15 ปี ปูทางการค้า-ลงทุน หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ สร้างรายได้ถึงคนไทย ขณะที่“อนุทิน” โพสต์ภาพนุ่งขาสั้นชิงสยบปมดราม่า หลังทัวร์กระหน่ำ ‘เนวิน’ถูกวิจารณ์ไม่เหมาะสมใส่ขาสั้นไหว้ศาลหลักเมืองฝ่ายตรงข้ามได้ทีรุมอัดยับมันมากไปหน่อยไหมด้านฝ่ายค้านดีเดย์4 สิงหาฯลุยแฉต่อคดีฮั้วสว.ภาคพิเศษ ส่วนเพื่อไทยจุดพลุ 6 เดือนปรับครม.เป็นเรื่องปกติ เชื่อนายกฯรู้ดีว่าใครทำงานเข้าหูเข้าตา

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีกำหนดเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคมนี้เพื่อหารือกับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นับเป็นการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 15ปี


แจงภารกิจนายกฯเยือนอินโดฯ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกของรัฐบาล ใช้ความสัมพันธ์ระดับผู้นำเป็นกลไกเปิดประตูทางเศรษฐกิจ ต่อยอดความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – อินโดนีเซียไปสู่โครงการ และความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การศึกษา และความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ

“อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจ และจำนวนประชากร 280 ล้านคน มากที่สุดในอาเซียน จึงเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ แหล่งลงทุนสำคัญ และหุ้นส่วนที่มีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการไทย”น.ส.รัชดา กล่าว

เปิดประตูสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดใหญ่

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้า และบริการของไทยเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียมากขึ้น เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั้งรายใหญ่และ SMEsทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งให้การเยือนต่างประเทศสร้างประโยชน์กลับมาถึงประชาชนอย่างชัดเจน ทั้งในรูปของการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว การสร้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพ

“การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกระชับมิตรภาพระหว่างผู้นำ แต่เป็นการนำความสัมพันธ์ที่ดีมาเปลี่ยนเป็นโอกาสทางการค้า การลงทุน การสร้างรายได้ รัฐบาลต้องการให้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”น.ส.รัชดา กล่าว

ร่วมผลักดันอาเซียนมีเอกภาพ

นอกจากมิติทวิภาคี ไทยและอินโดนีเซียยังเป็นสองประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน และต่างมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของภูมิภาค การหารือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะร่วมกันผลักดันให้อาเซียนมีเอกภาพ เข้มแข็ง และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก อาชญากรรมข้ามชาติ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การเชื่อมโยงในภูมิภาค อาหาร พลังงาน และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับประชาชนทุกประเทศ

นายกฯเตรียมประกาศวิสัยทัศน์

โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำคัญที่นายกฯ จะประกาศวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศของไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อแสดงบทบาทของไทยในการร่วมกำหนดอนาคตของภูมิภาค และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 โดยจะเน้นการสร้างอาเซียนที่มีเอกภาพ มีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน ภารกิจครั้งนี้สะท้อนแนวทางการต่างประเทศของรัฐบาลที่มองไกลกว่าการเยือนตามพิธีการ โดยมุ่งสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ รักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางการแข่งขันและความไม่แน่นอนของโลก

หารือสภาหอการค้ฯอินโดด้วย

สำหรับกำหนดการสำคัญ วันที่ 3 ส.ค. นายกฯ และคณะจะเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ไปยังท่าอากาศยานฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา กรุงจาการ์ตา ก่อนเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ การหารือกลุ่มเล็กระหว่างผู้นำการหารือเต็มคณะและการแถลงข่าวร่วม ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

จากนั้น วันที่ 4 ส.ค. นายกฯ จะเข้าร่วมพิธีเปิดงานBusiness Forum ซึ่งจัดโดยสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย หรือ KADIN ร่วมกับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจและผลักดันโอกาสการลงทุนระหว่างสองประเทศ

ถกเลขาฯอาเซียนคุยทิศทางภูมิภาค

จากนั้น นายกฯ จะเดินทางไปยังสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อหารือกับเลขาธิการอาเซียนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนความร่วมมือของภูมิภาค และกล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน ก่อนหารือกับภาคเอกชนอินโดนีเซียเพื่อแสวงหาโอกาสต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ และเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงเย็นภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

หนูโพสต์ใส่ขาสั้นสยบดรามาเนวิน

ทางด้านความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า“นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า…สบายอ่ะ” พร้อมใส่แฮชแท็ก ก็ลมมันเย็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีดราม่าภายหลังนายเนวินชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำภาคใต้พรรคภูมิใจไทย ร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช โดยนายเนวินได้ใส่กางเกงขาสั้นร่วมงานจนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม

ซัดครูใหญ่มากไปหน่อยไหม

ด้านนายบรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เอ็นจีโอ และนักเคลื่อนไหว ได้โพสต์วิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้ว่า «ผมคิดว่าคุณเนวินก็มากไปหน่อยไหมครับ… อยากฟังคำอธิบายจากท่านเหมือนกันครับว่ายังไง??? ลืมกางเกง???เป็นเรื่องที่ปกติสำหรับท่าน??ช่างมันฉันไม่แคร์??? อยากฟังท่านอธิบายจริงๆครับ..»

ขณะที่ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต จากนิด้า ออกมาโพสต์ข้อความว่า เมื่อผู้ถืออำนาจอยู่เหนือกฎเกณฑ์ สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากนั้นได้โพสต์เพิ่มเติมหลังนายอนุทินออกมาโพสต์ว่า “นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า….สบายอ่ะ”โดยรศ.ดร.พิชาย ระบุว่า ลูกพี่ทำอะไร ก็อยากทำตาม ว่างั้นเถอะ แต่คิดดีแล้วหรือ

แต่โพสต์เหมือนเด็กGen Z ทั้งที่ตัวเองเป็นGen X วัย 60

ฝ่ายค้านแฉฮั้วสว.ภาคพิเศษ4สค.

ทางด้านน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเปิดข้อมูลหรือหลักฐานเพิ่มเติมในคดีฮั้ว ส.ว.ต่อจากนี้ ว่า เราจะเดินหน้าเปิดข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพราะหลังจากจัดกิจกรรมครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไป ก็มีพยานส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการผลักดันเรื่องนี้เข้ามาเป็นจำนวนมาก

น.ส.พนิดากล่าวต่อว่า โดยในวันที่ 4สิงหาคมนี้ เราจะมีการจัดกิจกรรมภาคพิเศษ ที่จะเป็นการสื่อสารถึง กกต.โดยจะเป็นการเปิดหลักฐานเกี่ยวกับความผิดปกติในการดำเนินการของ กกต.ต่อเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นภาพรวมทั้งหมด โดยจะมีตัวพยานบุคคลและวิทยากรร่วมขึ้นเวทีเหมือนครั้งที่ผ่านมา

ชี้ต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลา

อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เราต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะการตัดสินใจเป็นของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เป็นองค์กรอิสระ ซึ่งเราไม่สามารถใช้อำนาจรัฐไปแทรกแซงอะไรได้ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือเปิดเผยข้อมูลที่เราได้รับจากพยานและผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อนำไปสู่การไขข้อสงสัยและเปิดเผยข้อเท็จจริงในคดีการฮั้ว ส.ว.

คดีนี้มีความเป็นไปได้3ทาง

เมื่อถามว่า มีความกังวลอะไรหรือไม่ น.ส.พนิดากล่าวว่า มีความกังวลว่า กกต.จะไม่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และเลือกที่จะไม่ส่งสำนวนไปศาล ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากังวลมากที่สุด เหมือนกับที่เราเคยบอกว่าความเป็นไปได้มี3 ทางคือ 1.ส่งสำนวนทั้งหมดไปที่ศาลตามมติของอนุไต่สวนชุดที่ 26 แต่ต้องยืนยันว่า กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ที่จะพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อนแล้วค่อยส่งศาล แต่ กกต.มีหน้าที่คือ เมื่อมีการไต่สวนเมื่อเก็บข้อมูลหลักฐานมาเรียบร้อยแล้ว พบว่ามีเหตุพึงเชื่อได้ว่ามีเหตุกระทำความผิดเกิดขึ้น ต้องส่งให้ศาล ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ กกต.จะไม่ส่งสำนวนทั้งหมดไปที่ศาล 2.ยกคำร้องทั้งหมด และ 3.เลือกตัดตอนส่งแค่บางคน ใครเป็นน้ำเงินอ่อนก็ส่งไป ตัดตอนบางราย ปล่อยให้ศูนย์กลางอำนาจรอดจากการเป็นผู้ถูกกล่าวหาในกรณีนี้

ขู่เล่นงาน กกต.ถ้ายกคำร้อง

เมื่อถามว่า หากกกต.เลือกที่จะส่งสำนวนไปที่ศาลแค่บางรายหรือยกคำร้องทั้งหมดเลย พรรคประชาชนจะมีแนวทางในการดำเนินการต่ออย่างไรบ้าง น.ส.พนิดากล่าวว่า แนวทางในการดำเนินการต่อมีหลายทาง แต่ต้องมาดูว่าจากข้อมูลหลักฐานที่เรามีนั้น ทำให้เราเห็นว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หรือมีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการใช้กระบวนการทางกฎหมายต่อ

‘ธนกร’เย้ยฝ่ายค้านขู่ซักฟอก

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านขู่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังเปิดประชุมสภา ในเดือน ส.ค.นี้ ว่า ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้านสามารถดำเนินการได้ และถือเป็นเรื่องที่ดีที่ฝ่ายค้านจะใช้ช่องทางนี้เพื่อตรวจสอบรัฐบาล ดีกว่าให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อโหมโรงรายวัน แต่พอเอาเข้าจริงมีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ และประเด็นที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เชื่อว่าพอจะเดาได้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ดังนั้น ตนเชื่อว่ารัฐมนตรีทุกท่านสามารถอธิบายได้อยู่แล้ว

“หากมองในแง่ดี ก็ถือเป็นโอกาสดีให้รัฐบาลได้ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วย เพราะทุกวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ทำงานเต็มที่อยู่ทุกวัน เสียงรัฐบาลในสภาก็เหนียวแน่น จึงไม่มีอะไรต้องกังวล “นายธนกร กล่าว

ท้ายื่นป.ป.ช.อย่าดีแต่โม้

ทั้งนี้ หากจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ก็หวังว่าฝ่ายค้านจะรับฟังเหตุผลด้วย แต่ถ้ายังติดลมคิดว่ามีหลักฐานทุจริตชัดเจน หรือกลัวว่าประชาชนจะมองว่าดีแต่โม้ก็สามารถนำไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบทุกเรื่องอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า รัฐบาลรู้สึกกังวลหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้กังวลอะไร เพราะมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด โดยเฉพาะท่านนายกฯ รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจถึงสิ่งที่ฝ่ายค้านพยายามบิดเบือนข้อมูลต่าง ๆ มาโดยตลอดด้วย

“เมื่อฝ่ายค้านอ้างว่ามีข้อมูลเยอะ ก็เตรียมข้อมูลให้ดี ไม่ใช่พอถึงเวลาเอาจริงแล้วอ้างนั่นอ้างนี่ให้ประชาชนต้องเสียเวลาเปล่ามานั่งฟังวาทกรรมเสียดสี แต่ไร้ข้อเท็จจริงแถมไร้น้ำหนัก เพราะอารมณ์ของประชาชนวันนี้ เขาก็คงเบื่อการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านระดับรุนแรงแล้วเหมือนกัน”นายธนกร กล่าว

พท.ชี้6เดือนปรับครม.เรื่องปกติ

นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยากให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เรื่องการปรับ ครม. ในประเทศไทย ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ทำกันตลอด ถือเป็นประเทศที่มีคณะรัฐมนตรีอายุสั้นถึงสั้นมาก ในส่วนของรัฐบาลชุดนี้ทำงานมายังไม่ถึง 6 เดือน ก็เริ่มมีเสียงให้มีการปรับครม.แล้ว ซึ่งเป็นไปได้และถือเป็นเรื่องปกติหากนายกรัฐมนตรีอยากจะปรับ เพราะถือว่า ครม.ชุดนี้ได้ทำงานมาสักระยะหนึ่งแล้วและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมมากพอสมควร

นายกฯรู้ดีใครทำงานเข้าหูเข้าตา
นายสุทิน กล่าวอีกว่า ขณะที่การปรับ ครม.ก็มีหลายเหตุผล เช่น เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออาจจะเป็นเหตุผลทางการเมือง เรื่องโควตาที่ต้องหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป ซึ่งทุกรัฐบาลที่ผ่านมาทำงานประมาณ 6 เดือน ก็เริ่มปรับ ครม.กันแล้ว ขณะที่ตัวนายกฯเองจะรู้ดีว่าใครทำงานเข้าหูเข้าตา เข้าแข้งขามากที่สุด ท่านจะประเมินได้ว่าใครทำงานเป็นอย่างไร มีประสิทธิภาพแค่ไหน หากนายกฯยังไม่ปรับในช่วงเวลานี้ แสดงว่า ครม.ชุดนี้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมาก

โพลชี้ดัชนีการเมืองก.ค.เพิ่มขึ้น

วันเดียวกันสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนก.ค. 69” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,029 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-31 ก.ค. พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกรกฎาคม เฉลี่ย 3.71 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.69 ที่ได้ 3.69คะแนน

ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้านและความมั่นคงของประเทศ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 4.20 คะแนน ตัวชี้วัด ที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.01 คะแนน

‘อนุทิน’โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ37.71 รองลงมาคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ร้อยละ28.74 ด้านฝ่ายค้านคือ น.ส.รักชนก ศรีนอก ร้อยละ33.70 รองลงมาคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ25.91 กระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุด คือ กระทรวงการคลัง ร้อยละ18.97 รองลงมาคือ กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 16.16

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 0.02 คะแนน อาจเป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือประชาชนและการยอมปรับท่าทีของรัฐบาลในบางประเด็นซึ่งช่วยประคองความเชื่อมั่นไว้ได้ แต่คะแนนด้านกระบวนการยุติธรรม การทุจริตคอร์รัปชัน และการแก้ปัญหายาเสพติดยังลดลง สะท้อนว่าประชาชนยังคาดหวังทั้งการแก้ปัญหาปากท้องและการยกระดับธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน

‘พิธา’ร่วมงานสัมมนาพรรคส้ม

ขณะที่พรรคประชาชน จัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรคประชาชน ระหว่างวันที่ 1-2 ส.ค. ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนาโดยภายในงานมีการหารือเกี่ยวกับปัญหา กระบวนการทำงาน รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคในอนาคต

ในช่วงหนึ่งของงานสัมมนา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา ได้ตอบรับเป็นแขกรับเชิญในการกล่าวปาฐกถาพิเศษต่อที่ประชุมสัมมนา สส.พรรคประชาชน และสะท้อนประสบการณ์จากการพบปะนักการเมืองและคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศระหว่างการทำงานสอนในมหาวิทยาลัย

ปลุกสาวกเหนื่อยได้แต่ห้ามถอย

โดยนายพิธา ระบุว่า พรรคประชาชนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกมองเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ คนรุ่นใหม่ในหลายประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ชิลี และโคลอมเบีย ต่างแสดงความต้องการเห็นพรรคการเมืองแบบพรรคประชาชนในประเทศของตนเอง

“สมาชิกพรรคอาจรู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้จากสถานการณ์ทางการเมือง แต่ขอให้มองความสำเร็จที่พรรคสร้างขึ้น ทั้งการได้สส.เพิ่มในหลายพื้นที่ การขยายฐานการทำงานในกรุงเทพฯ และการมีประธานสภา กทม. ผู้หญิงคนแรกของประเทศไทย และย้ำว่า ทุกคนเหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย ขอให้มีความมั่นใจว่าเมื่อจังหวะทางการเมืองมาถึง พรรคจะต้องมีความพร้อมเพียงพอที่จะเปลี่ยนโอกาสเป็นชัยชนะ พรรคต้องสร้างกระบวยให้ใหญ่พอ เพื่อให้สามารถตักน้ำได้มากที่สุดเมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์เอื้ออำนวย” นายพิธา กล่าว

วีระยุทธวาดฝันทศวรรษ2570

หลังจากนั้น นายวีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ขึ้นกล่าวเปิดวงสัมมนาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของพรรคตอนหนึ่งว่า การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่ทศวรรษ 2570 ซึ่งสมาชิกพรรคประชาชนไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสมการทางการเมืองและมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดหน้าตาของประเทศในอนาคต

“สมาชิกพรรคประชาชนทุกคนกำลังมีส่วนร่วมในการเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยบทต่อไป และผลลัพธ์ของการเมืองในทศวรรษ 2570 จะขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวัง ความไว้วางใจ และพลังทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ” นายวีระยุทธ กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top