วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
24 กันยายน ถือเป็นวันมหิดล เพราะตรงกับวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง
ของประเทศ เป็นวันที่ชาวไทยทุกคนควรจะได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน ซึ่งถือกันว่าเป็นพระบิดาของการแพทย์ไทย พระองค์เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเจริญก้าวหน้าของการแพทย์ในประเทศไทย ซึ่งได้สืบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ และทำให้ประชาชนชาวไทยทั้งหลายได้รับการรักษาดูแลด้านสุขภาพและสาธารณสุขเป็นอย่างดี
ในส่วนของการป้องกันโรคระบาดโควิด-19 นั้น รัฐบาลได้ถือเอาวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมานี้เป็นวันสำคัญ โดยตั้งเป้าว่าจะต้องให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ในวันดังกล่าวได้มากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ในการที่จะให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนครอบคลุมมากที่สุด โดยตั้งเป้าไว้แต่เดิมว่า ภายในสิ้นปีนี้จะต้องมีประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ผลปรากฏว่าในวันดังกล่าวมีผู้เข้ามารับการฉีดวัคซีนทั่วประเทศรวมเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้าน 2 แสนคน นับเป็นความสำเร็จอย่างดียิ่ง ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการวางแผนควบคุมการระบาดและการป้องกันโรคร้ายนี้ให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น
กระแสความเชื่อของประชาชนบางส่วนว่า คนไทยไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาล ให้ดีที่สุดโดยการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ซึ่งกลุ่มคนเหล่านั้นมีความเชื่อว่าวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอน่าจะเป็นวัคซีนที่ดีที่สุดถึงกับพูดกันว่าเป็นวัคซีนเทพนั้นให้กับประชาชนนั้น ได้เจือจางลงไปมากพอสมควร เพราะเมื่อระยะเวลาผ่านไปเกือบจะครบ 2 ปีตั้งแต่การเริ่มระบาดของโรคนี้ ผลของการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยวัคซีนชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย วัคซีนที่เป็นไวรัลเวกเตอร์ หรือวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอก็ปรากฏชัดมากขึ้น รวมทั้งยังมีความพยายาม ที่จะใช้วัคซีนไขว้ชนิดในการฉีดให้กับประชาชนเพื่อต่อสู้กับโรค
ดังกล่าว รวมทั้งการใช้ฉีดเป็นเข็มกระตุ้นด้วย
ข้อมูลเชิงวิชาการที่มีอยู่ปัจจุบันพอจะกล่าวได้ดังนี้ว่า วัคซีนชนิดเชื้อตายที่พวกเรารู้จักกันดีคือซิโนแวคและซิโนฟาร์มนั้น หลังจากฉีดครบ 2 โดสประมาณ 2 ถึง 3 เดือน ภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นจะเริ่มลดต่ำลงจนอาจจะไม่เพียงพอ ในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลต้า ซึ่งเป็นเชื้อที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลกในปัจจุบันนี้
ส่วนวัคซีนที่เป็นไวรัลเวกเตอร์คือแอสตราเซเนกา หลังจากฉีดครบ 2 โดสแล้ว แม้ภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นในระยะแรกจะสูงมากเพียงพอ ก็จะเริ่มลดต่ำลงหลังจากฉีดเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ซึ่งก็จะไม่แตกต่างมากนักกับวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ ที่คนไทยรู้จักดีพอสมควรแล้วคือวัคซีนไฟเซอร์และวัคซีนโมเดอร์นา ซึ่งกำลังจะเข้ามาถึงประเทศไทยในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ จากการจัดหาของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนร่วมกับองค์การเภสัชกรรม ซึ่งก็พบว่าหลังจากฉีดครบ 2 โดส ภูมิต้านทานจะเกิดขึ้นสูงมาก แต่เมื่อผ่านระยะเวลา 6 เดือนไปแล้ว ภูมิที่ร่างกายสร้างขึ้นจะเริ่มลดต่ำลงเช่นเดียวกัน
การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหรือที่เรียกว่า booster จึงถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็น และในที่สุดก็มีหลายประเทศได้เริ่มฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับประชาชนแล้ว เช่นประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้วัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มกระตุ้นสำหรับสำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสมาแล้วโดยฉีดให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงอายุ รวมทั้งได้เริ่มอนุญาตให้ฉีดวัคซีนนี้ในเด็กตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะกลุ่มที่มีโรคประจําตัวและโรคที่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ด้วย เช่นเดียวกับประเทศแคนาดา สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์และกลุ่มประเทศ EU ก็ยินยอมให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้วเช่นเดียวกัน
สำหรับในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้มีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยเริ่มต้นจากเมื่อได้รับวัคซีนบริจาคไฟเซอร์ จำนวน 1.5 ล้านโดส
ก็ได้นำวัคซีนส่วนนั้นมาเป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น ให้กับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ทำงานด่านหน้า รวมทั้งประชาชน
สูงอายุและที่เป็นกลุ่ม 608 ด้วย หากนับถึงปัจจุบันนี้มีผู้ได้รับวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มกระตุ้นไปแล้วหลายแสนราย
ส่วนการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นโดยการใช้วัคซีนอื่นก็ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว และจะมากขึ้นโดยลำดับโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากมีข้อมูลจากการวิจัยของหลายสถาบันการศึกษาและพบว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยสามารถจะใช้วัคซีนหลากหลายชนิด รวมทั้งการไขว้ชนิดของวัคซีนเป็นเข็มกระตุ้น ซึ่งจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันได้มากเพียงพอต่อการต่อสู้กับไวรัสสายพันธุ์เดลต้าได้
เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ร่วมกับคณะเทคนิคการแพทย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แถลงข่าวผลการศึกษาเรื่อง “ผลตอบสนองทางภูมิคุ้มกันวิทยา ของการฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนแอสตราเซเนกา ภายหลังการฉีดวัคซีนสูตรมาตรฐาน ต่อเชื้อโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิมและกลายพันธุ์ในผู้สูงอายุ”
โดยทำการศึกษาจากกลุ่มอาสาสมัครซึ่งเป็นบุคลากรการแพทย์สูงอายุ จำนวน 24 ราย เป็นชาย 16 ราย และหญิง 8 ราย อายุเกินกว่า 60 ปี มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 70 ปี และเป็นผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มห่างกัน 3 สัปดาห์มาแล้วเป็นระยะเวลา 4-8 สัปดาห์ และก่อนการฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนแอสตราเซเนกาจะมีการเจาะเลือดหาระดับภูมิต้านทานของเชื้อ ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิม สายพันธุ์เดลต้า อัลฟ่าและเบต้า และหลังจากการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาครบ 4 สัปดาห์ มีการเจาะเลือดเพื่อหาระดับภูมิต้านทานอีกครั้งหนึ่ง
ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครทุกรายมีภูมิต้านทานสูงขึ้นอย่างมาก โดยระดับของภูมิสามารถจะต่อสู้กับไวรัสทุกสายพันธุ์ที่กล่าวได้ และในส่วนของสายพันธุ์เดลต้านั้น ภูมิต้านทานที่เคยต่ำกว่าระดับ 30% inhibition ซึ่งเป็นระดับที่จะต่อสู้กับสายพันธุ์เดลต้าได้ สูงขึ้นอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 94.99 เปอร์เซ็นต์ โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาโดยการตรวจหา
ภูมิชนิดที่เรียกว่า Neutralizing Antibody ใช้ตัวย่อว่า NAb ซึ่งเป็นภูมิต้านทานชนิดที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อยับยั้งการเข้าสู่เซลล์มนุษย์ของเชื้อไวรัส ทำให้สามารถจะป้องกันการติดเชื้อหรือลดการเจ็บป่วย และการเสียชีวิต จากโรคระบาดนี้ได้เป็นอย่างดี คณะผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงสูงอายุเกินกว่า 60 ปี ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น
การศึกษาวิจัยดังกล่าว สอดคล้องกับผลการวิจัยของศาสตราจารย์นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาของประเทศไทย ซึ่งได้มีการแถลงในระยะเวลาใกล้เคียงกันว่า จากการศึกษาในผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเชื้อตายแล้ว 2 เข็ม และได้รับการฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนแอสตราเซเนกา หลังจากนั้น ประมาณ 3-6 เดือนต่อมา ตรวจพบว่าภูมิต้านทานที่ถูกสร้างขึ้นนั้น มีค่าสูงมาก เพียงพอต่อการต่อสู้กับเชื้อสายพันธุ์เดลต้าได้ โดยท่านได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า วัคซีนที่ใช้เป็นเข็มกระตุ้น อาจจะใช้เป็นวัคซีนชนิดไวรัลเวกเตอร์หรือเป็นวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอก็จะได้ภูมิต้านทานที่สูงขึ้นมากเช่นเดียวกัน
เรื่องที่น่าสนใจและเชื่อว่าจะมีผลการศึกษาออกมาในระยะอันใกล้นี้คือการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น มีความจำเป็นหรือไม่สำหรับกลุ่มประชากรที่ไม่ใช่เป็นผู้สูงอายุและไม่มีโรคประจำตัว ซึ่งจะทำให้แผนการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นที่จะเกิดขึ้นอย่างจริงจังนั้น เป็นไปตามข้อมูลทางวิชาการที่มีข้อมูลสนับสนุนอย่างพอเพียง เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและความคุ้มค่า เนื่องจากในขณะนี้กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเป็นวัคซีนไขว้ ทั้งจากวัคซีนแอสตราเซเนกาและวัคซีนของไฟเซอร์ไปแล้วระยะหนึ่ง หากได้มีการศึกษาเพิ่มเติมโดยการเจาะเลือดเพื่อหาภูมิต้านทานดังกล่าว ก็น่าจะทำให้มีข้อมูลในเรื่องของประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในขณะนี้ให้ทำเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น และน่าจะสอดคล้องกับนโยบายขององค์การอนามัยโลก ที่ต้องการสงวนวัคซีนไว้ให้กับประชากรของโลกอีกหลายพันล้านคนซึ่งยังไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว
การเร่งระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนชาวไทยในขณะนี้ถือว่าเป็นไปได้ตามเป้าหมายหลังจากที่ปัญหาเรื่องจำนวนวัคซีนที่จัดหามาได้นั้นได้คลี่คลายไปจนหมดแล้ว รวมทั้งวัคซีนจำนวนมากกว่า 100 ล้านโดสซึ่งได้ถูกเตรียมการแล้วสำหรับการฉีดให้กับประชาชนในปีหน้า ทำให้เชื่อมั่นว่า ภายในสิ้นปีนี้เป้าหมายที่ประชาชนคนไทยมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า 50 ล้านคนจะได้รับการฉีดวัคซีนโควิด สามารถจะบรรลุได้อย่างแน่นอน รวมทั้งการที่รัฐบาลได้กำหนดให้ นักเรียนนักศึกษาผู้ที่มีอายุ 12 -17 ปี จะได้รับการฉีดวัคซีนด้วย โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมเป็นต้นไป
ก็น่าจะทำให้จำนวนของผู้ได้รับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 3 ล้านคน ซึ่งจะทำให้การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่มีความเป็นไปได้สูงมากขึ้นกว่าเดิม อันอาจจะช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดที่รวดเร็วและรุนแรงของโรคนี้ได้
แต่กรณีการฉีดวัคซีนให้กับเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปนั้น ยังอาจมีประเด็นเชิงวิชาการ โดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัยของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนอยู่บ้าง ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดว่าผู้ที่อายุเกินกว่า 12 ปีขึ้นไปสามารถจะขอรับการฉีดวัคซีน โดยความยินยอมของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ที่ได้รับการชี้แจงโดยเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรถึงเรื่องของวัคซีนที่จะใช้ฉีด รวมทั้งรับทราบผลดีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น และได้ลงนามยินยอมให้บุตรหลานสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ เรียกว่าเป็นการฉีดโดยสมัครใจ โดยวัคซีนที่จะใช้ฉีดนั้น จะเป็นวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอของไฟเซอร์ ซึ่งรัฐบาลได้จัดหาเข้ามาอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ในส่วนของภาคเอกชนวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอของโมเดอร์นาซึ่งจะเข้ามาถึงประเทศไทยในกลางเดือนตุลาคมนี้ ก็ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้วว่าสามารถจะนำมาฉีดให้กับกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปได้แล้ว เพียงแต่ต้องรอให้วัคซีนเข้ามาถึงเมืองไทยก่อนเท่านั้น
เรื่องนี้ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยได้มีการออกคำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป มีเนื้อหาโดยสรุปว่าสามารถจะทำได้โดยการใช้วัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอเช่นกัน แต่ทั้งนี้มีข้อแนะนำว่าถ้าเป็นเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมีโรคประจำตัวอยู่นั้นสามารถจะฉีดได้ทันที แต่ในกลุ่มเด็กทั่วไปโดยเฉพาะถ้าเป็นเด็กชาย ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีข้อมูลว่าในเด็กชายที่อายุระหว่าง 12 ถึง 16 ปี พบว่ามีความเสี่ยงในการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบอยู่ที่ประมาณ 162 รายต่อผู้ที่ได้รับการฉีด 1 ล้านราย ส่วนเด็กผู้หญิงตรวจพบโรคดังกล่าวเพียง 13 ต่อ 1 ล้านรายเท่านั้น และอาการดังกล่าวมักจะเกิดหลังจากการฉีดเข็มที่ 2 จึงแนะนำให้เด็กผู้ชายที่หากจะสมัครใจเข้ารับการฉีดโดยความยินยอมของพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้รับการฉีดเพียงแค่ 1 เข็มเท่านั้น ส่วนการจะฉีด 2 เข็มหรือไม่ให้รอผลการศึกษาซึ่งกำลังทยอยออกมาเป็นลำดับ จึงขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองพิจารณาเรื่องการฉีดวัคซีนในบุตรหลานที่อายุ 12 ปีขึ้นไปให้ดี
จนถึงขณะนี้ วัคซีนเข็มกระตุ้นได้ถูกฉีดไปแล้วทั้งสิ้นประมาณ 1 ล้านรายเศษ และก็จะมากขึ้นตามลำดับ เพราะภาครัฐได้เห็นความสำคัญของการปกป้องประชาชนจากภัยร้ายของโรคนี้แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้สูงอายุและกลุ่มที่มีโรคประจำตัว ซึ่งจะทำให้ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นหลังการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น มีปริมาณมากเพียงพอในการต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้าและสายพันธุ์อื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
นายแพทย์ปิยะ เนตรวิเชียร

จับตาพรุ่งนี้!!! CIB แถลงผลปฏิบัติการ ตัดวงจรเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ
ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก
สะกดทุกสายตา ปู ไปรยา นั่งฟรอนต์โรว์ชมแฟชั่นโชว์ กระทบไหล่คนดัง
เอาแล้วไง! 'แบงก์กรุงเทพ' ออกกฎ 'บัญชี e-Saving' มีต่ำกว่า 2,000 ถอนเงินจากบัญชีไม่ได้
เลขาฯ กฤษฎีกา ชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ปัดคุยแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี