วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา...■■ เราจะมีความสุขแต่ลำพัง โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อมเราอยู่นั้นไม่ได้ ผู้มีเมตตาจิต หวังประโยชน์ส่วนรวม ย่อมรู้จักแบ่งปันความสุขเพื่อผู้อื่น และพร้อมที่จะบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่นตามกำลังและโอกาสเสมอ... (ความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่คณะกรรมการอาสาสมัคร และอาสาสมัครสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน2 มีนาคม 2510)
...■■ การเลือกตั้ง สส. ครั้งล่าสุดปี 2569 กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ประกาศจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมดรวม 52,922,923 คน แบ่งเป็นชาย 25.3 ล้านคน หญิง 27.6 ล้านคน ส่วนยอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ารวมประมาณ 2.4 ล้านคน แบ่งเป็นเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งเดิมประมาณ 8 พันคน เลือกตั้งนอกเขต 2.3 ล้านคน และเลือกตั้งนอกพระราชอาณาจักรไทยประมาณ 1 แสน 4 หมื่นคน
...■■ สำหรับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสส. ครั้งแรกของชีวิต หรือ first-time voters มีจำนวนประมาณ 3 ล้านคน โดยคนกลุ่มนี้ถูกมองว่าจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าพรรคการเมืองใดจะได้ครองคะแนนเลือกตั้งสูงสุด เหตุที่มองเช่นนั้นเพราะว่าคนกลุ่มนี้มักสนใจการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ จากพรรคการเมืองจำพวกที่ชอบนำเสนอเรื่องของพรรคตนเองผ่าน social media สารพัดชนิด โดยพรรคที่เน้นการนำเสนอเรื่องราวผ่าน social media มากที่สุดได้แก่พรรคประชาชน ดังนั้น ก็จึงเข้าใจกันว่าคนที่เพิ่งมีสิทธิลงคะแนนครั้งแรกน่าจะเลือกพรรคประชาชนมากที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ความจริงทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมี first-time voters จำนวนหนึ่งบอกว่าไม่เลือกพรรคประชาชน เพราะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลที่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น พรรคประชาชน ไม่ให้ความสำคัญกับทหารไทย
...■■ ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ53 ล้านคน แบ่งเป็น กลุ่มวัยทำงาน หรือ Generation X (อายุ 44-59 ปี) และGeneration Y (อายุ 28-43 ปี) มีจำนวนรวมกันมากกว่า 30.9 ล้านเสียง หรือประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งประเทศ โดยคนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่าเสียงข้างมากเชิงโครงสร้าง ที่น่าจะมีบทบาทกำหนดทิศทางรัฐบาล และนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยผ่านการเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้ส่วนคนอีกกลุ่มคือ baby boomer ที่มีจำนวนประมาณ 12 ล้านคน หรือคิดเป็น12 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด คนกลุ่มนี้ถูกมองว่ามีความสนใจการเมืองค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น หากกลุ่ม baby boomer และกลุ่มGen X และ Gen Y ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีจำนวนเสียงมากกว่าเสียงของกลุ่ม Gen Z (อายุ 18-27 ปี) โดยกลุ่ม Gen Zมีจำนวนประมาณ 8 ล้านคน หรือ 15 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ส่วนกลุ่มคนอายุ 79 ปีขึ้นไปมีประมาณ 2 ล้านคน หากคนกลุ่มสูงอายุมากๆ กลุ่มนี้ยังออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ก็น่าจะเชื่อได้ว่าพรรคประชาชนไม่มีวันชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน ปัญหาอยู่ที่คนแก่มากๆ จะออกไปเลือกตั้งไหวหรือไม่ แล้วคน Gen X และ Y จะลงคะแนนให้พรรคไหนมากกว่ากันดังนั้นสิ่งที่หลายคนวิตกว่าพรรคที่อาศัยคะแนนนิยมจาก Gen Z และ first-timevoters จะได้คะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง จึงไม่มีวันเป็นไปได้ หากคนใน Generationอื่นๆ นอกเหนือจาก Gen Z ไปลงคะแนนเลือกตั้งเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
...■■ การเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้แตกต่างจากปี 2566 มาก เพราะในครั้งนี้พรรคใหญ่ต่างเน้นการแจกเงิน แจกสวัสดิการ และแจกสารพัดแจก ซึ่งผิดกับปี 2566 เพราะในครั้งนั้นเน้นเรื่อง มีเราไม่มีลุง ไม่เอา คสช. ไม่เอารัฐประหาร แต่ครั้งนี้เน้นเรื่องปากท้องเป็นสำคัญ เน้นเรื่องสร้างรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มค่าครองชีพ ลดภาษี และเน้นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องเป็นสำคัญ แต่เท่าที่ดูก็จะพบว่าแต่ละพรรคก็ยังคงเน้นนโยบายประชานิยม คือแจกสะบั้น แจกสะบัด แจกแล้วแจกอีก ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะแจกได้จริง แต่ก็โฆษณาชวนเชื่อว่าจะแจก เพราะฉะนั้นจึงทำให้สาธารณชนเห็นชัดว่านโยบายแจกโดยพรรคการเมืองบางพรรคได้กลายเป็นเรื่องตลกไปทันที โดยเฉพาะนโยบายสร้างเศรษฐีภายในพริบตา ซึ่งดูแล้วทำให้เข้าใจว่าพรรคการเมืองกำลังเล่นเกมแจกเงินเหมือนรายการเกมโชว์ในจอโทรทัศน์ แต่ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าเกมแจกเงินแบบโง่ๆ นั้น ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีสติปัญญาดูถูกและเหยียดหยามพรรคที่ใช้อุบายเช่นนั้นเพื่อหาเสียง แต่ก็ยังมีคนไทยจำนวนหนึ่งหลงงมงายว่าจะได้เป็นเศรษฐีเพราะได้รับเงินแจกจากพรรคลวงโลก
...■■ ส่วนผลโพลสำรวจคะแนนนิยมการเมืองที่ถูกนำเสนออย่างบ้าคลั่งชนิดรายวันโดยสำนักโพลต่างๆ นั้น ก็เป็นเรื่องตลกอีกชนิดหนึ่ง เพราะมีคำถามว่าถามใคร ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนเท่าไร ถามคำถามอะไร ถามลึกลงไปถึงนโยบายของพรรคหรือไม่ ดังนั้น เมื่อเวลาดูผลโพลแล้วคอการเมืองตัวจริงก็อดหัวเราะไม่ได้ เพราะผลของบางโพลไปคนละทิศละทาง ราวกับว่าถามคนไทยบ้าง ถามมนุษย์ต่างดาวบ้าง ถามแพะแกะม้าลาบ้าง
...■■ ธรรมกร ขอแนะนำหนังสือชื่อ ทฤษฎีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (unconstitutionalconstitutional amenment) ผลงานวิจัยของ Yaniv Roznai (ยานิฟ รอซไน)ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากอิสราเอล แปลเป็นภาษาไทยโดย รวินท์ ลีละพัฒนะคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีสาระสำคัญคือ ทฤษฎีของ รอซไนมีข้อสันนิษฐานว่า ยิ่งการใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีส่วนร่วมจากประชาชนจนใกล้เคียงกับการแสดงออกซึ่งอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญมากเท่าใดการใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยิ่งสมควรถูกสันนิษฐานว่ามีความชอบธรรมและมีขอบเขตที่กว้างมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แม้กระทั่งการตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายตุลาการที่น้อยลงเช่นกัน เนื้อหาในหนังสือนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย เพื่อวิเคราะห์ขอบเขต ข้อจำกัด และสิ่งที่ทฤษฎีควรคำนึงถึงเพิ่มเติม แต่ต้องบอกก่อนว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการอาศัยกรอบแนวคิดของตะวันตก แล้วนำมาศึกษาเปรียบเทียบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซียและไทย ซึ่งนับว่ามีมุมมองที่น่าสนใจพอสมควร แต่ก็ต้องย้ำว่ามุมมองของตะวันตกกับแนวทางของตะวันออกอาจจะไม่ได้สอดคล้องต้องกันทุกประเด็น แต่การได้อ่านมุมมองที่หลากหลายก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะเท่ากับได้เปิดสมองแล้วมองไปรอบๆ ด้าน...■■
ธรรมกร

ปู จิตกร สะท้อน ประธานสภาฯ พูดจาเยิ่นเย้อ แนะฟังให้มาก ปิดเสียงในหัวให้เงียบ
เสียงเตือนถึง รบ.ใหม่ นันทิวัฒน์จี้หยุดวิกฤตน้ำมัน ย้ำหน้าที่รัฐคือช่วย ปชช. ไม่ใช่นายทุน
ปัตตานีสั่งล่า 4 คนร้ายกราดยิงป้อม อส. หน้าที่ว่าการอำเภอยะหริ่ง เจ้าหน้าที่เจ็บ 1
อิสราเอลถล่มโรงแยกก๊าซ อิหร่านเอาคืนถล่มกาตาร์ ตลาดพลังงานโลกป่วน
ลุ้นระทึกอีก 30 วัน! เทพไท กางสถิติชี้ชะตาเลือกตั้ง 69 โมฆะหรือไม่?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี