วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569
รายงานข่าวระบุว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ ไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท
แต่ในช่วงท้ายการประชุม นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีข้อสั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปศึกษาในเรื่องรายละเอียด หากจะต้องมีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน รวมถึงขยายเพดานหนี้สาธารณะ
รองนายกฯ เอกนิติ แสดงความเห็นที่ประชุม ครม.ว่า หากจะดำเนินการออก พ.ร.ก.กู้เงิน อยู่ในวิสัยที่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขณะนี้เกิดวิกฤตโลกและวิกฤตพลังงาน ที่มีผลกระทบไปทั่วโลก
แหล่งข่าวรายงานว่า การที่นายกฯสั่งให้ศึกษาเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการตัดสินใจว่าจะมีการกู้หรือไม่ แต่เป็นการเตรียมการเอาไว้กรณีหากเกิดวิกฤตจะสามารถดำเนินการได้ทันที
1. ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาถึงความจำเป็นและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และการขยายเพดานหนี้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% ของ GDP
สำหรับประเด็นการเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาทนั้น รมว.คลัง ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำตัวเลขวงเงินที่จะสามารถประหยัดได้จากการโอนงบประมาณรายจ่ายมาประกอบการพิจารณา
รองนายกฯ เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) 3 แห่ง พบว่า สถาบันเหล่านั้นไม่ได้มีความกังวลต่อการตัดสินใจกู้เงินของรัฐบาลไทย แต่ให้ความสำคัญกับ “วัตถุประสงค์ในการใช้เงิน” เป็นหลัก ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องกู้ รัฐบาลจะต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน โดยเงินกู้จะต้องถูกนำไปใช้เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง (Target) และการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ (Transition) เท่านั้น
“ผมให้นโยบายชัดเจนว่า ถ้าเราจะกู้มา เราต้องชัดเจนว่าจะกู้ไปทำอะไร เช่น กู้เอาไปดูแลกลุ่มเปราะบาง และ สอง คือกู้มาทำเรื่อง Transition ก็คือช่วยคนให้เปลี่ยนผ่าน จากสิ่งที่เราพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเยอะมาก ก็ต้องเปลี่ยนผ่าน ซึ่งตรงนี้ได้รับการยอมรับมากจากการประชุมธนาคารโลก IMF” นายเอกนิติ กล่าว
2. ในการแถลงข่าวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกประจำปี 2026วันที่ 16 เม.ย. นายคริชนา ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ได้ฉายภาพ
รวมเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญกับ “ภาวะช็อกด้านพลังงานรอบใหม่” (New Energy Shock)
IMF ระบุว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเข้มข้นของการใช้พลังงานสูงมากโดยมูลค่าการใช้น้ำมันและก๊าซในไทยพุ่งสูงเกินกว่า 10% ของ GDP
สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่อยู่ที่ระดับ 4%
นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดด้านการผลิตในประเทศ ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างมาก โดยมียอดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิ สูงถึง 8% ของ GDPซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ร่วมกับสิงคโปร์ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางอย่างยิ่งหากราคาพลังงานในตลาดโลกเกิดความผันผวนหรือพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของนโยบายการเงิน IMF ให้ความเห็นว่า ในสภาวะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรพิจารณาระงับการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมไว้ก่อน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) สำหรับการผ่อนคลายในอนาคตหากสถานการณ์เศรษฐกิจมีความจำเป็นต้องได้รับแรงหนุนเพิ่มเติม
ในส่วนของประเด็นหนี้สาธารณะของไทย นายคริชนาบอกว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 65-66% ของ GDP ซึ่งแม้จะอยู่ในฝั่งที่ค่อนข้างสูง (Higher Side) แต่ก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดในภูมิภาค และมีระดับใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์
3. รัฐบาลไหนเคยออกกฎหมายเฉพาะก่อหนี้เพื่อแก้ปัญหาในขณะนั้นๆบ้าง?
ข้อมูลรวบรวมโดยกรุงเทพธุรกิจ รายงานสรุปว่า
1.รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ออก พ.ร.ก.กู้เงินรวม 2 ฉบับ รวมวงเงิน 800,000 ล้านบาท
ประกอบด้วย พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2541 วงเงิน 500,000 ล้านบาท โดยเป็นการออกกฎหมายหลังวิกฤตต้มยำกุ้งเพื่อมาฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินที่เป็นต้นเหตุหลักของวิกฤตเศรษฐกิจ และป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเนื่อง, พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2541 วงเงิน 300,000 ล้านบาทเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ล้มละลาย
2.รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ฉบับ
พ.ร.ก.ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 2 พ.ศ.2545 วงเงิน 780,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการต่อเนื่องในการปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูภาคการเงินอย่างยั่งยืน หลังจากที่วิกฤตยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
3.รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ฉบับ
พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ (ไทยเข้มแข็ง)ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 จนกระทบกับเศรษฐกิจโลก โดยมีการเยียวยาประชาชนที่สำคัญ เช่น เช็คช่วยชาติ
4.รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ฉบับ
พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 วงเงิน 350,000 ล้านบาท เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำฯ แต่สุดท้ายโครงการไม่สามารถดำเนินการภายในกรอบเวลา
ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งทั่วประเทศ แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลด้านวินัยการคลังและการตรวจสอบที่ไม่ชัดเจน
5.รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออก พ.ร.ก.กู้เงินรวม 2 ฉบับ
พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคโควิด-19 พ.ศ.2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยแบ่งการใช้เงินเป็น 3 ส่วนคือ การสาธารณสุข การกระตุ้นการบริโภค และส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดเล็ก เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคโควิด-19 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการแพร่ระบาดระลอกใหม่และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ก่อนที่จะออก พ.ร.ก.ฉบับนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้ขยายเพดานหนี้สาธารณะจากไม่เกิน 60% เป็น 70% เพื่อรองรับการกู้เงินเพิ่มเติม
6.รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อใช้รับมือกับวิกฤติพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง หรือไม่
4. ล่าสุด อดีตรมว.คลัง สมหมาย ภาษี ล่าสุด ได้โพสต์แสดงความเห็นเพิ่มเติม เนื้อใจความสำคัญบางตอน ระบุว่า
“...ในการบริหารประเทศ เครื่องมือหลักของรัฐบาล คือ งบประมาณแผ่นดินแต่ละปีของไทยที่มีจำนวนหนึ่งในห้าของ GDP
แต่ที่ผ่านมาเครื่องมือหลักนี้แทบจะไม่ได้รับการดูแลที่ใกล้ชิดจากหน่วยงานของรัฐ อย่างดีก็แค่ดูงบของกรมตัวเองเท่านั้น ที่เหลือยกให้สำนักงบประมาณจัดการกับนักการเมืองตามสบาย จนถึงขั้นสุดท้ายแล้วก็เข้ากรรมาธิการงบประมาณของสภาผู้แทนที่มีสส. ฝีปากดีทั้งจากพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านเต็มไปหมดพิจารณาให้ความเห็นชอบ
แต่ละปีงบประมาณ หัวใจหลักของการบริหารประเทศก็ผ่านไปปีแล้วปีเล่ายังงั้นๆ แหละ เรามาดูให้ลึกดีกว่าครับ
1. แพลตฟอร์มของการจัดทำงบประมาณประจำปีจะต้องมีการแก้ไขกันในวันนี้
... การตัดงบประมาณที่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อก็ต้องทำกันไป แต่ไม่พอครับ ที่สำคัญมีหน่วยงานราชการมากมายหลายแห่งที่มีงบใช้สบายทุกปีแต่งานแทบจะไม่มีทำ หรือไม่มีความจำเป็นต้องทำ อย่าให้ชาวบ้านไปพูดได้ว่างบแต่ละปีได้ใช้จริงแค่ 70% เท่านั้น จัดการเลยครับ อย่าลูบหน้าปะจมูก ตัดออกให้หมดเลย
รัฐบาลควรต้องแสดงท่าทีให้ต่างชาติเห็นชัดๆว่า ฉันจะใช้จังหวะนี้แหละพลิกผันเศรษฐกิจด้วยงบประมาณปี 2570 เป็นอันดับแรก
ทั้งตัดงบและเพิ่มงบลงทุน และงบที่จำเป็นในการยกระดับรายได้ของทั้งข้าราชการและประชาชนให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ทั้งปีจะสูงถึง 4-5% ให้ได้ ภายใต้โครงสร้างของราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น USD 80-90 ต่อบาร์เรล
ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มการลงทุนภาครัฐให้สูงกว่าปีที่แล้วไม่น้อยกว่าเท่าตัว
การปรับใช้นโยบายนี้ รับรองว่านักลงทุนต่างชาติต้องหันมามองไทยอีกแน่
เมื่อมีหนี้ รัฐบาลก็ยังจะสามารถทำการพลิกผันอย่างจริงจังดังที่กล่าวมาได้ แน่นอนที่สุดรายได้ที่รัฐจะจัดเก็บได้จะไม่สามารถเพิ่มได้ทัน ดังนั้น ถ้าจะเร่งลงทุนภาครัฐ นอกจากจะชวนชาวต่างชาติมาร่วมลงทุนแล้ว รัฐก็ต้องทำการกู้เงินจากแหล่งในประเทศและต่างประเทศมาเสริมการลงทุนภาครัฐให้มากขึ้นกว่าเท่าตัวด้วย
การทำการพลิกผันดังกล่าว ทั้งสื่อทั้งฝ่ายค้านก็จะยกมือชี้หน้ารัฐบาลนี้พร้อมกันว่า รัฐบาลกำลังก่อหนี้เพิ่มแล้ว จะทำให้ภาระหนี้ทะลุเพดาน 70%
แต่เรื่องนี้รัฐบาลต้องกล้าทำให้รู้ว่าถึงเวลาต้องกู้เงินให้มากแล้ว ดีกว่าหลับหูหลับตาลากสังขารที่บอบช้ำของประเทศถูลู่ถูกังต่อไปอย่างไร้ทิศทาง
2. หนี้สาธารณะทะลุ 70% ของ GDP ในปีหน้านี้ ไม่ใช่การละเลยวินัยการคลัง
...ประการแรก หลังวิกฤตต้มยำกุ้งได้รับการแก้ไขแล้ว ในช่วงตลอด 27 ปีที่ผ่านมานี้ภาครัฐแทบไม่มีการก่อหนี้จากต่างประเทศเลย คงมีการกู้เฉพาะสถาบันการเงินและธุรกิจภาคเอกชนเท่านั้น
ประการที่สอง ท่านรู้ไหมว่าหนี้สาธารณะที่เพิ่มมาจนถึง 66.7% ของ GDP ขณะนี้ มีภาระหนี้ประมาณ 12.7 ล้านล้านบาท เทียบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยขณะนี้ 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณเท่ากับครึ่งหนึ่งของ GDP หรือเท่ากับ 9.5 ล้านล้านบาท นั้น ไทยเรามีสถานะดีกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ถึง 3 ใน 4 ของประเทศทั่วโลก
ประการที่สาม ท่านรู้ไหมว่าหนี้สาธารณะที่เพิ่มขนาดนี้ของไทย มันไม่ใช่หนี้ที่กู้มาลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศสักเท่าไหร่หรอก แต่มันมาจากหนี้ที่นักการเมืองและนักธุรกิจขี้โกงที่กำลังตกนรกไปเรื่อยๆ ตอนนี้ เป็นผู้ก่อขึ้นเป็นส่วนใหญ่ นับตั้งแต่หนี้วิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ทำเอาทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยในต้นปี 2540 ที่มีอยู่ประมาณ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือไม่ถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในกลางปี 2540 เกิดเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งระบาดไปเกือบทั่วโลก
แค่นั้นไม่พอในปี 2554-2555 ไอ้พวกซาตานขี้โกงทั้งหลายก็ได้โกงอย่างอุกอาจในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ได้วางแผนโกงชาติอย่างดี งาบไปอีกถึงกว่า 500,000 ล้านบาท
มาโปะเข้าเป็นหนี้สาธารณะอีก
และสุดท้าย เทวดาหมั่นไส้นัก ก็จัดให้โควิด-19 ระบาดหนักทั่วโลก ประเทศไทยถึงกับต้องหาเงินโดยการออกเป็นพระราชกำหนด 2 ครั้ง ในช่วงปี 2563 – 2564 กู้เงินมาซื้อวัคซีนป้องกันการระบาดของ โควิด-19 รวมทั้งการเยียวยาบ้าง รวมเงินกู้ 2 ครั้ง ถึง 1.5 ล้านล้านบาท
หนี้จากวิกฤตทั้ง 3 ครั้ง ได้มีหนี้สาธารณะที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันอย่างสุดพรรณนาถึง 2 ครั้ง เมื่อรวมกับดอกเบี้ยที่รัฐบาลจะต้องจ่ายเป็นหลายแสนล้านบาทแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท
มันมากจริงๆ บัดนี้ก็ยังใช้หนี้ไม่หมด ดีที่หนี้ทั้งหมดเป็นหนี้เงินบาท...
ประการสุดท้าย ท่านรู้ไหมว่ารัฐบาลไทยและรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่รัฐบาลได้ค้ำประกันเงินกู้ให้ ไม่เคยมีเงินกู้รายไหนมีพฤติกรรมไม่จ่ายคืนหนี้ (Default) แม้จะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปีพ.ศ. 2540 ซึ่งเกิดจากภาคเอกชนของไทยกู้เงินตราต่างประเทศเข้ามามาก โดยภาครัฐไม่ได้ดูแลและควบคุมความเสี่ยงของการก่อหนี้ภาคเอกชน จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกที่รุนแรงกลายเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งขึ้น
แต่หนี้ภาครัฐพร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งหนี้จาก IMF ก็มีการชำระครบถ้วนในเวลาต่อมานี่คือเครดิตของประเทศไทยครับ
สรุปแล้ว ผมว่าคนไทยเราเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว เลิกกลัวผีหนี้จะทะลุเพดานได้แล้ว ตอนนี้ถ้ายังไม่เข้าไปกู้เงินบาทมาให้มากพอที่จะมาใช้ลงทุนและยกระดับรายได้ของคนไทยทั้งชาติให้พ้นระดับที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ลูกหลานของคนไทยก็จะรับกรรมและมีปมด้อยตลอด ทั้งจะทำให้ชาวต่างชาติมาเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมืองเรามากยิ่งขึ้น
การยอมให้หนี้สาธารณะทะลุเพดานหนี้ 70% ไม่ใช่ว่าจะละเลยวินัยการคลังแต่เป็นการปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”
ต่างหาก” – สมหมาย ภาษี
สารส้ม

ตม.เพชรบุรี ร่วมทีมบูรณาการ X-ray สถานประกอบการ-สถานที่เสี่ยง กวดขันจับกุมต่างด้าวผิดกฎหมาย
สเต็ปพ่อ-ลุง! ลูกสาวโพสต์คลิปนั่งเฝ้าหน้าเวที ลั่นกลัวจะออกมาไม่ได้
แก่งกระจานไฟป่ายังหนัก ลุกลามเผากว่า 5,000 ไร่ อึ้งพบหลักฐานกระทิงถูกยิงตาย 2 ตัว
คนไทยสุดภูมิใจ! NASA เผยภาพดาวเทียม จ.กระบี่ แลนด์มาร์คดังระดับโลก
มั่นใจถูกกลั่นแกล้ง! อัจฉริยะ แฉยับปมเงิน 2.5 ล้าน ปัดกรรโชกทรัพย์-จ่อฟ้องกลับ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี