วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
“ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งโอกาส ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเกือบทุกภูมิภาคของโลก แต่อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความมั่นคงและมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างมาก นอกจากนั้นประเทศไทยมีจุดแข็งในด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ได้เปรียบผู้อื่นเนื่องจากตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของภูมิภาค” - นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ต่อเสียงวิจารณ์ว่าประเทศไทยเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย
ล่าสุด หนึ่งในนโยบายเรือธงของรัฐบาลอนุทิน 2 ที่ระบุว่า พยายามจะเดินหน้าเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศระยะยาว คือ โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน (แลนด์บริดจ์)
มูลค่าการลงทุนกว่า 9.9 แสนล้านบาท (วางเงื่อนไขให้เอกชนลงทุน)
1.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า จะยังคงเดินหน้าต่อไป ในยุคนี้จากการศึกษาพบว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนแน่นอน โดยจะช่วยสร้างงานเป็นแสนอัตรา สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศ คุ้มค่ากับรองรับขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์เพราะสถิติปัจจุบันพบว่าเรือกว่า 90% ที่ท่าเรือสิงคโปร์เป็นเรือถ่ายลำสินค้า ดังนั้นแลนด์บริดจ์จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้
ขณะเดียวกัน จะเร่งการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยแก้ปัญหาเกี่ยวกับสัญญารถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) จะไม่มีการแก้ไขสัญญา แต่รัฐบาลจะเน้นวิธีเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ จูงใจให้คนเข้ามาใช้บริการ และลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งจะมีผลทำให้ไฮสปีดเทรนมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้นหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย และมีการตั้งประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ก็จะมีการประชุมและเดินหน้าโครงการส่วนของการก่อสร้างศูนย์ความบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ไม่มีการกาสิโน รวมไปถึงการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการ
2.แลนด์บริดจ์ระยะแรก 6 แสนล้านบาท เอกชนร่วมลงทุน PPP
สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษาการลงทุน ปรับขนาดการก่อสร้างให้ลดลงจากเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น
ระยะที่ 1/1 รองรับตู้สินค้าสูงสุด 4 ล้าน TEUs จากแผนเดิมลงทุนก่อสร้างระยะที่ 1/1 เพื่อรองรับตู้สินค้าสูงสุด 6 ล้าน TEUs แต่แผนลงทุนทั้งหมดยังคงเป้าหมายพัฒนาแลนด์บริดจ์ให้รองรับตู้สินค้าสูงสุด 20 ล้าน TEUs
ทั้งนี้ การปรับขนาดการก่อสร้างแลนด์บริดจ์ส่งผลให้ สนข.ประเมินวงเงินการลงทุนลดเหลือ 9.9 แสนล้านบาท จากแผนเดิมประเมินไว้ 1 ล้านล้านบาท
รูปแบบการลงทุน จะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (PPP) ลักษณะ PPP Net costสัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลใช้หลักการ One Port Two Sides ดำเนินการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว ส่วนผู้เข้ามาลงทุนจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารท่าเรือ และสายการเดินเรือ เพื่อดึงสินค้าเข้ามาใช้บริการท่าเรือ และจะต้องมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการ
การศึกษาพัฒนาในระยะที่ 1 แบ่งย่อยเป็น 3 ระยะ แบ่งเป็น
ระยะที่ 1/1 (ปี 2573-2574) มูลค่าการลงทุน 6.17 แสนล้านบาท
ระยะที่ 1/2 (ปี 2575-2577) มูลค่าการลงทุน 1.74 แสนล้านบาท
ระยะที่ 1/3 (ปี 2578-2596) มูลค่าการลงทุน 2.05 แสนล้านบาท
3.เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้ออกแถลงการณ์เรื่อง “หยุดโครงการแลนด์บริดจ์ และ SEC ขายผืนดินอธิปไตย แลกถอนทุนทางการเมือง”
ระบุว่า มีแนวโน้มที่ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลของอนุทินจะดำเนินการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง ปัจจุบันการศึกษาผลกระทบด้วยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งกระบวนการดังกล่าวยังมองข้ามการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่
นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิชาการถึงความคุ้มค่าของการลงทุน
เครือข่ายฯ ระบุด้วยว่า งบลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ประมาณหนึ่งล้านล้านบาท และแนวคิดร่างกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC ให้สิทธิพิเศษแก่นายทุนข้ามชาติ ปรากฎร่องรอย ไว้ในร่างกฎหมาย ที่เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ใน “มาตรา ๔๘ ให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อการประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตได้ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดินดังนั้น จะต้องวินิจฉัยว่า เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสาธารณะและประชาชน หรือแท้จริง ได้ซ่อน “ผลประโยชน์ในทางการเมือง”ไว้เป็นที่ตั้ง หรือไม่ ?
4.โครงการแลนด์บริดจ์ (ระนอง-ชุมพร): หมุดหมายใหม่ทางภูมิรัฐศาสตร์และเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก
แฟนเพจ วิทยาลัยการทัพเรือนำเสนอข้อเขียนว่าด้วยเรื่อง#โครงการแลนด์บริดจ์ (ระนอง-ชุมพร): หมุดหมายใหม่ทางภูมิรัฐศาสตร์และเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก
.jpeg)
.jpeg)
เนื้อหาสาระสำคัญบางส่วน ระบุว่า
“..ในยุคที่ระเบียบโลกและโครงสร้างการค้าข้ามชาติกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ (Global Supply Chain Realignment) #ที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) #กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลสำหรับชาติรัฐ
ปัจจุบัน เส้นทางการเดินเรือสายหลักของโลกผ่าน “ช่องแคบมะละกา” กำลังเผชิญกับสภาวะคอขวดขั้นวิกฤต ทั้งจากปริมาณความหนาแน่นของเรือขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น ความล่าช้า และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย#โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามันหรือ “#แลนด์บริดจ์” (Landbridge : ระนอง-ชุมพร) จึงไม่ใช่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ แต่คือการนำเสนอ “#ทางเลือกใหม่” (Alternative Route) ให้กับการค้าโลก ซึ่งรัฐบาลไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งผลักดันและศึกษาให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อชิงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์นี้ก่อนที่หน้าต่างแห่งโอกาสจะปิดลง…
[ การวิเคราะห์มิติเชิงยุทธศาสตร์: ทำไมแลนด์บริดจ์จึงเป็น Game Changer? ]
จากสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ศักยภาพของโครงการแลนด์บริดจ์ที่ส่งผลต่ออนาคตของประเทศไทย ได้ใน 4 มิติหลัก ดังนี้
1. #มิติด้านโลจิสติกส์และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Logistics & Geoeconomics)
1.1 #การแก้ปัญหาสภาวะคอขวดของช่องแคบมะละกา: ปริมาณการจราจรทางน้ำในช่องแคบมะละกาใกล้ถึงจุดอิ่มตัวเต็มที่ การเปิดเส้นทางแลนด์บริดจ์จะช่วยร่นระยะเวลาการเดินทาง
ของเรือขนส่งสินค้าข้ามมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกได้อย่างมีนัยสำคัญ ลดต้นทุนด้านเวลาและเชื้อเพลิงมหาศาล
1.2 #การยกระดับสู่ฮับการค้าโลก (Global Trade Hub): การเป็นทางลัดไม่ได้สร้างรายได้เพียงแค่ค่าผ่านทาง แต่จะดึงดูดเม็ดเงินจากการลงทุน การถ่ายลำเรือ (Transshipment) และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางลอจิสติกส์แห่งใหม่ของเอเชีย ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างก้าวกระโดด
2. #มิติด้านความมั่นคงทางพลังงานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Energy Security & Future Industries)
2.1 #พื้นที่เก็บน้ำมันดิบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR - Strategic Petroleum Reserve): ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นปราการทางธรรมชาติ พื้นที่โครงการสามารถพัฒนาเป็นคลังเก็บน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ สร้างความมั่นคงทางพลังงานไม่เพียงแค่ในระดับประเทศ แต่รวมถึงระดับภูมิภาค
2.2 #การเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) สู่เศรษฐกิจสีเขียว: พื้นที่คาบสมุทรมลายูสามารถต่อยอดควบคู่กับแลนด์บริดจ์ โดยเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด (Green Energy) เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่นขั้นสูง ตอบโจทย์เทรนด์โลกที่มุ่งสู่ Net Zero
3. #มิติด้านเศรษฐกิจสีน้ำเงินและการท่องเที่ยวระดับมูลค่าสูง (Blue Economy & High-End Tourism)
การผสานอุตสาหกรรมเข้ากับสุนทรียภาพทางธรรมชาติ: แม้จะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ แต่ชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทยของไทยยังมีศักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก#โครงการนี้สามารถบูรณาการสร้างท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) และ#ท่าเทียบเรือยอชต์ (Yacht Marina) เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High-spending tourists) สร้างการเติบโตแบบคู่ขนานทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ
4. #มิติด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก (National Security & Global Geopolitics)
4.1 #การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล: โครงการนี้จะเพิ่มขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ให้กับกองทัพเรือไทย โดยมีฐานทัพเรือสงขลา (อ่าวไทย) และฐานทัพเรือพังงา (อันดามัน) เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea Lines of Communication: SLOC)
4.2 #อำนาจต่อรองในเวทีโลก: การถือครองเส้นทางเชื่อมสองมหาสมุทร จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “#รัฐกันชนและจุดตัดทางยุทธศาสตร์” ที่มหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกา จีน
อินเดีย และตะวันออกกลาง ต้องให้ความสำคัญ เพิ่มอำนาจต่อรองทางการทูตของไทยอย่างมหาศาล
[ #บทสังเคราะห์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลไทย ]
จากศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่กล่าวมา โครงการแลนด์บริดจ์คือ “โอกาสทอง” ที่จะพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน รัฐบาลควรเร่งดำเนินการในประเด็นต่อไปนี้
1. #เร่งรัดการศึกษาผลกระทบแบบบูรณาการ (Fast-track Holistic Studies): รัฐบาลต้องเร่งทำผลการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ควบคู่ไปกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) อย่างโปร่งใสและครอบคลุม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและลดความขัดแย้งในพื้นที่
2. #ดึงดูดพันธมิตรระดับโลก (Global Partnership & PPP): รัฐบาลควรเดินสายเจรจาเชิงรุก (Proactive Economic Diplomacy) เพื่อดึงดูดกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) และบริษัทลอจิสติกส์ชั้นนำของโลกมาร่วมลงทุนในรูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) เพื่อลดภาระทางการคลังและรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
3. #การวางผังเมืองและเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างเป็นระบบ (Systematic Zoning): ต้องมีการออกแบบการใช้พื้นที่อย่างรัดกุม แยกโซนอุตสาหกรรมหนัก โซนพลังงานสะอาด และโซนท่องเที่ยวเชิงนิเวศออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)
4. #การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน: ต้องเปลี่ยนมุมมองของประชาชนในพื้นที่จาก “ผู้ได้รับผลกระทบ” ให้เป็น “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก” (Key Stakeholders)
ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการจ้างงาน การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น
บทสรุป (Conclusion)
โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือ “#อาวุธทางยุทธศาสตร์และทางรอด” ที่ทรงพลานุภาพที่สุดของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21
ในสภาวะที่ระเบียบโลกกำลังแบ่งขั้วและห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) กำลังถูกจัดระเบียบใหม่#การครอบครองเส้นทางเชื่อมสองมหาสมุทรที่ทรงอิทธิพลที่สุดย่อมหมายถึงการกุมอำนาจต่อรองบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลก รัฐบาลไทยจึงไม่มีเวลาสำหรับความลังเลหรือการเดินหน้าอย่างเชื่องช้าอีกต่อไป
การผลักดันอภิมหาโปรเจกต์นี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและเฉียบขาด คือการประกาศจุดยืนว่า ประเทศไทยจะไม่ใช่เพียง “#ผู้เล่นที่รอรับผลกระทบ” หรือ “#รัฐกันชน” อีกต่อไป
แต่เรากำลังก้าวขึ้นเป็น “#ผู้กำหนดเกม” (Game Maker) ที่จะดึงดูดเม็ดเงินและอำนาจการค้าให้หมุนรอบแกนกลางที่ชื่อว่าประเทศไทย
หากล่าช้าหรือปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอย หน้าต่างแห่งความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อาจถูกชาติคู่แข่งช่วงชิงและปิดตายลงตลอดกาล
แลนด์บริดจ์จึงเป็น “#เดิมพันครั้งประวัติศาสตร์” ที่จะชี้ขาดชะตากรรมของชาติว่าเราจะพุ่งทะยานทะลุเพดานสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งเอเชีย หรือจะยอมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง... เป็นเพียงดินแดนทางผ่านที่โลกไม่จำเป็นต้องพึ่งพา..”
สารส้ม

นาทีชีวิต! ลุงวัย 63 ปี ก้มล้างถัง ลื่นหัวทิ่มปักลงไปในถังน้ำ เคราะห์ดีลูกเห็นทัน
คุมตัวคนส่งมอบปืน M4 หนุ่มจีน เจ้าของคลังแสง สารภาพเป็นผู้รับเงินโอนเข้าบัญชี
WHO ยืนยัน พบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตา 6 ราย - ดับ 3 ราย ชี้โอกาสระบาดทั่วโลกต่ำ
ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย'สอดสร้อยมาลา' ด้อยค่าคณะราษฎร
นาโตสั่นคลอน นายกฯเยอรมนี ประกาศกร้าวต้องไปต่อ หลังหัก ทรัมป์ ปมช่วยรบอิหร่าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี