วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569
หวยอลเวง ภาคแรก เกิดขึ้นเมื่อพ.ศ. 2560 ที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อลุงจรูญซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล และถูกรางวัลที่หนึ่ง งวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 มูลค่า 30 ล้านบาท แต่ถูกครูปรีชาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สลากดังกล่าว ตนเป็นคนซื้อและได้ทำหายไป
ลุงจรูญจึงถูกดำเนินคดีอาญา ในข้อหายักยอกทรัพย์และรับของโจร คดีได้ต่อสู้กันถึง3 ศาล ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเมื่อปีพ.ศ. 2565 ว่า ยกฟ้องครูปรีชา ลุงจรูญชนะคดี 3 ศาล และถือว่า ลุงจรูญเป็นเจ้าของสลากที่ถูกรางวัลที่หนึ่ง
หวยอลเวง ภาคสองเกิดขึ้นเมื่อป้าขยันถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่หนึ่ง มูลค่า 6 ล้านบาท งวดวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ที่จังหวัดสุโขทัย
ป้าขยันซื้อสลาก 3 ใบ ในวันที่สลากออกรางวัล ป้าขยันตรวจผลสลากไม่ได้ เพราะใช้โทรศัพท์มือถือตรวจผลไม่เป็นจึงไปให้ป้าแหววซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่ไว้ใจช่วยตรวจให้ในตอนเย็นวันที่ออกรางวัล ต่อหน้าเพื่อนบ้านคนอื่น ผลออกมาป้าขยันถูกรางวัลที่หนึ่ง 1 ใบ บรรดาเพื่อนบ้านได้กอด ร่วมแสดงความยินดีในตอนนั้น
ป้าแหววได้แนะนำป้าขยันให้ฝากสลากที่ถูกรางวัลที่ไว้กับเธอ เพื่อความปลอดภัย เพราะเกรงว่าป้าขยันจะทำสลากหาย ป้าขยันเชื่อถือจึงทำตาม พอตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ป้าขยันไปขอรับสลากคืน ลุงเดชสามีป้าแหวว กลับบอกว่า สลากไม่ได้ถูกรางวัล และได้ทิ้งสลากทั้งหมดจำนวน 3 ใบ ไปแล้ว
ต่อมา ป้าขยันและลูกสาวไม่ยอม จึงแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้ออกรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ลุงเดชยอมรับสารภาพ เมื่อเรื่องแดงขึ้นเกรงจะเดือดร้อน จึงนำสลากที่ถูกรางวัลไปเผาทิ้งและพยายามกันป้าแหววออก โดยให้การว่าเป็นผู้ทำเรื่องแต่เพียงผู้เดียว
ในที่สุด ทั้งลุงเดชและป้าแหวว ถูกดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์ (โดยใช้กลอุบาย) ทำลายทรัพย์(เผาฉลากที่ถูกรางวัลของบุคคลอื่น) โดยถือว่าป้าแหววร่วมกระทำความผิดด้วย เนื่องจาก
ใช้กลอุบายให้ป้าขยันฝากสลากที่ถูกรางวัลไว้กับตนตั้งแต่แรก
เรื่องหวยอลเวง ยังมีภาคพิสดาร ที่เกิดขึ้นกับคนไทยที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน
กรณีที่เกิดขึ้น ชายคนไทยคนหนึ่งได้ไปเยี่ยมญาติ ที่เป็นคนไทยทำงานอยู่ในสิงคโปร์ และแต่งงานอยู่กินกับผู้หญิงสิงคโปร์ ครอบครัวของญาติที่เป็นคนไทยนั้นฐานะปานกลาง ทั้งสามีและภรรยาทำงานรับจ้างเป็นพนักงาน ก่อนที่ชายไทยจะเดินทางกลับประเทศไทย ได้ซื้อลอตเตอรี่ที่สิงคโปร์ไว้ 1 ใบ และต้องกลับก่อนวันที่ลอตเตอรี่จะออกจึงฝากลอตเตอรี่ไว้กับสะใภ้สิงคโปร์ โดยไม่มีพยานรู้เห็นด้วย และบอกอย่างขำๆว่า ช่วยตรวจรางวัลให้ด้วย หากถูกรางวัลจะแบ่งเงินให้ใช้ ชายไทยได้จดบันทึกหมายเลขลอตเตอรี่และงวดที่ออกรางวัลด้วย
จากนั้น ชายไทยได้ลืมเรื่องนี้ไป ระยะหนึ่ง ต่อมาได้ติดต่อญาติที่สิงคโปร์ไม่ได้เลย จึงเกิดความสงสัยและนำหมายเลขลอตเตอรี่ที่ซื้อไว้ไปตรวจสอบเอง จึงทราบว่าถูกรางวัลที่หนึ่งของสิงคโปร์ มีมูลค่า 1 ล้าน เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 24.5 ล้านบาท
ชายไทยจึงตามไปหาญาติที่สิงคโปร์ แต่ไม่พบเพราะญาติได้ย้ายที่อยู่และไม่แจ้งที่อยู่ใหม่ให้ทราบ ชายไทยจึงได้ไหว้วานให้บุคคลอื่นช่วยตามหาให้ จนพบว่า ครอบครัวของญาติที่สิงคโปร์นี้ ได้ลาออกจากงาน และเปิดร้านขายของเป็นกิจการส่วนตัว ซึ่งเชื่อได้ว่า น่าจะนำเงินที่ได้จากรางวัลลอตเตอรี่มาเปิดร้านเป็นกิจการของตนเอง
ชายไทยได้ปรึกษาทนายความทั้งในสิงคโปร์และในประเทศไทย เพื่อหาทางดำเนินการทางกฎหมายเรียกร้องเงินคืน บรรดาทนายความทั้งหลาย ได้ให้ความเห็นตรงกันว่า ต้องทำใจแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ
เรื่องรางวัลสลากหรือลอตเตอรี่ ถือเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ผู้ถูกรางวัลต้องระวัง และไม่ควรไว้วางใจคนอื่นมากจนเกินไป เพราะรู้หน้า ไม่รู้ใจ
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
rujira_bunnag@yahoo.com
Twitter : @RujiraBunnag


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี