วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
กรณีสามีครูจังหวัดราชบุรี ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจ ทั้งที่ครูได้พาสามีเข้าโรงพยาบาลเอกชนในช่วงเช้าเพื่อรับการรักษา แต่แพทย์ผู้ตรวจในขณะนั้น ไม่สนใจและไม่ให้ความสำคัญ จึงไม่ตรวจหัวใจ จนในที่สุดสามีครูได้เสียชีวิตในช่วงตอนเย็นวันเดียวกัน ได้สร้างความสะเทือนใจแก่ครอบครัวครู และบุคคลทั่วไปทั้งประเทศ
สามีของครู มีอายุเพียง 31 ปี มีอาการแน่นหน้าอก และครูสงสัยว่า สามีอาจเป็นโรคหัวใจ จึงพาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน โดยใช้สิทธิประกันสังคม
ภรรยาซึ่งเป็นญาติผู้ป่วยขอให้แพทย์ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากสิทธิประกันสังคม ยินดีจ่ายเพิ่ม แต่แพทย์ผู้ตรวจรักษากลับปฏิเสธ ไม่ให้ความสนใจเกี่ยวกับอาการโรคหัวใจ โดยวินิจฉัยว่าเป็นเพียง “โรคแพนิค” (Panic Disorder) หรือเกิดจากความเครียด พร้อมทั้งใช้คำพูดที่รุนแรงและให้กลับบ้าน
หลังจากกลับมาบ้าน สามีครูเกิดอาการช็อก และเสียชีวิตลงต่อหน้าต่อตาอย่างกะทันหัน ทั้งที่เตรียมจะพาไปหาหมออีกที่หนึ่ง ที่เปิดทำการในเวลาตอนเย็น ผลชันสูตรพลิกศพระบุชัดเจนว่า สาเหตุการเสียชีวิตมาจาก “ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน” ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดตีบ 2 เส้น ครูจึงได้โพสต์คลิป เพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรมผ่านโซเชียลมีเดีย จนได้รับความสนใจไปทั่วประเทศ
โรงพยาบาลต้นสังกัดของแพทย์รายนี้ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ และมีคำสั่ง “ให้แพทย์ออกจากงานทันที” พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือ จำนวน 400,000 บาท เพราะเป็นกรณีที่สามีครูซึ่งเป็นผู้ประกันตนได้เสียชีวิตจากการรักษาพยาบาล และกระทรวงยุติธรรมเตรียมอนุมัติเงินเยียวยาเบื้องต้นจำนวน 300,000 บาท ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาพ.ศ. 2544 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมคือ “(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นสิทธิการเยียวยาเบื้องต้นจากภาครัฐ โดยไม่ต้องฟ้องร้องจากผู้เสียหาย
กรณีที่สามีครูเสียชีวิตนี้ ครูซึ่งเป็นผู้เสียหาย จากการรักษาพยาบาลหรือการวินิจฉัยโรคที่ผิดพลาด มีสิทธิดำเนินการทางกฎหมายได้หลายประการคือ ร้องเรียนต่อแพทยสภา ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 เพื่อให้ตรวจสอบว่าแพทย์ผู้รักษาทำผิดข้อบังคับจรรยาบรรณวิชาชีพหรือไม่ หากพบว่ามีความผิดจริง แพทยสภาสามารถลงโทษได้ตั้งแต่ ตักเตือน, ภาคทัณฑ์, พักใช้ใบอนุญาต, หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
แพทยสภาจะดำเนินการสอบสวน โดยเรียกผู้กล่าวหาซึ่งเป็นฝ่ายผู้เสียหายมาสอบ และจะเรียกฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นแพทย์มาสอบ จากนั้นจึงจะพิจารณามีมติร้องเรียนต่อสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กรณีใช้สิทธิประกันสังคม หากโรงพยาบาลคู่สัญญาไม่ได้มาตรฐาน สปส.มีอำนาจลงโทษทางปกครอง เช่น ลดระดับ หรือตัดศักยภาพการรับผู้ประกันตนของโรงพยาบาลนั้นๆ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ทางแพ่ง และดำเนินคดีอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับ ต่อแพทย์คู่กรณี
ในคดีแพ่ง ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ เงินเยียวยา ค่าขาดไร้อุปการะค่าทำศพได้ 2 ฐานความผิด โดยฟ้องฐานละเมิด ที่ประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้เสียชีวิต และโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับนายแพทย์ผู้เป็นลูกจ้าง ซึ่งมีสิทธิฟ้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นผู้ให้บริการแก่ผู้บริโภค และ ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดี จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล และภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับแพทย์และโรงพยาบาลเอกชน นอกจากนี้ผู้เสียหายมีสิทธิให้กรรมการบริษัทของโรงพยาบาลเอกชน รับผิดเป็นการส่วนตัวหากพิสูจน์ได้ว่า เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง รวมทั้งขอรับค่าเสียหายในเชิงปรับ (Punitive Damages) ที่เป็นค่าเสียหายสูงกว่าค่าเสียหายทั่วไป เพราะเป็นค่าเสียหายในเชิงลงโทษ
ในคดีอาญา ดำเนินคดีกับแพทย์ในข้อหา กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท
ในการรักษาพยาบาล การรับฟังคนไข้ถือเป็นหัวใจและกระบวนการที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งในการตรวจวินิจฉัยโรคของแพทย์ เพราะสามารถนำไปสู่การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องได้สูงถึง 70-80% จาก “การซักประวัติและการฟังคนไข้เล่าอาการ”
ปัจจุบัน ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ได้ง่ายและมากกว่าสมัยก่อน ไม่ว่าจะจากอินเทอร์เน็ต ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยแสดงความคิดเห็น แพทย์ควรเปิดใจกว้างรับฟังโดยปราศจากอคติ หรือทิฏฐิ และให้ความร่วมมือด้วยดี ตลอดจนให้ความร่วมมือในทางที่ถูกที่ควร
การมีทิฏฐิ โดยไม่รับฟังความคิดเห็น กับหนึ่งชีวิตที่เสียไป ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนชีวิตได้
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
rujira_bunnag@yahoo.com
Twitter : @RujiraBunnag

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ประชดเจ็บ! บอกทหารวางปืน ตั้งโต๊ะเจรจา หลัง'กลาโหมห้ามใช้คำว่าไล่ล่า
เสียงจากชาวเตหะราน ยอมแลกชีวิตหยุดวงจรสงคราม ซัดสหรัฐซื้อเวลาค่อยๆทำลายอิหร่าน
ลีเดีย ทำไอจีแทบลุกเป็นไฟ ปล่อยแฟชั่นเซ็ตสุดแซ่บฉลองวัย 39 ปี
Bitkub แจงปม ‘ก.ล.ต.’ กล่าวโทษ ชี้เป็นเหตุการณ์ปี 64 ย้ำทรัพย์สินลูกค้าครบถ้วน-ปลอดภัย
‘มท.2’ บุกกวาดล้างโรงแรมเถื่อน-นอมินีภูเก็ต ปัดสายตรงผู้มีอิทธิพลขอเคลียร์ ย้ำชัด ‘ทำผิดต้องจับ ไม่มีเคลียร์’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี