ความสับสนวุ่นวายในการประชุมคณะกรรมการกสทช. หรือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระของรัฐ ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน ได้สร้างความประหลาดใจ ระคนสงสัย และไม่เข้าใจให้กับประชาชนทั้งประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการ กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่21 กรกฎาคม 2569 ที่วินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกสทช.มีลักษณะต้องห้าม (ในการเข้ารับตำแหน่ง และปฏิบัติหน้าที่) และถือว่าสละสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมพ.ศ. 2553 ทั้งที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานและกรรมการ กสทช. มานานถึง 4 ปี 4 เดือนแล้ว
ในช่วงเวลาที่ศ.คลินิก นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว คณะกรรมการ กสทช.ได้มีมติผลักดัน โครงการที่เป็นสาธารณประโยชน์ มาแล้วหลายโครงการ เช่น การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Inclusion), การพัฒนา Telemedicine และ Digital Health, ระบบเตือนภัยแห่งชาติผ่านมือถือ (Public Warning System), การพัฒนา AI และเศรษฐกิจดิจิทัล, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการบริหารทรัพยากรสื่อสารคลื่นความถี่และดาวเทียม, การส่งเสริมการเข้าถึงบริการสำหรับผู้พิการ ตลอดจนกรณีคณะกรรมการ กสทช. บางคนไม่ยอมเข้าร่วมประชุม (Walk Out) หลังจากที่คณะกรรมการสรรหาฯ ได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการ กสทช. ไม่ครบองค์ประชุม จึงไม่สามารถประชุมพิจารณาในวาระสำคัญที่รอการพิจารณา เช่น Digital Road Map หรือกรอบเวลาเพื่อรองรับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่จะหมดอายุ, การจัดสรรคลื่นความถี่ชุดใหม่, การกำกับดูแลคุณภาพและราคาค่าบริการโทรคมนาคม,โครงการ AI, การรักษาสิทธิวงโคจรของดาวเทียมประเทศไทย
ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569
ดังนั้น สาระสำคัญแห่งคดีนี้คือ “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ศ.คลินิก นพ.สรณได้บรรยายฟ้องว่า “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายกับตน เพราะคณะกรรมการสรรหาฯ ได้วินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณมีลักษณะต้องห้าม และถือว่าสละสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า ศ.คลินิก นพ.สรณไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหาฯ
คำสั่งของศาลปกครองกลาง สามารถสรุปได้ว่า “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย กับศ.คลินิก นพ.สรณ
คำสั่งของศาลปกครองกลางจึงมีมุมมองที่นำมาวิเคราะห์ต่อได้ว่า การที่ “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับศ.คลินิก นพ.สรณ นั้น ย่อมหมายความว่า “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ไม่ได้มีสภาพบังคับทางกฎหมายกับศ.คลินิก นพ.สรณเพราะหัวใจสำคัญของการเป็น “คำสั่งทางปกครอง” คือ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล
ด้วยเหตุนี้ เมื่อศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหาฯ ย่อมหมายความว่า (1) การวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย และ (2) คำวินิจฉัยไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล
ดังนั้น “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” จึงไม่ถือเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ตามกฎหมาย จากคำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าว “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” จึงมีสถานะเป็นเพียง “ความเห็น” ซึ่ง “ความเห็น” ไม่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่กำหนดให้ “ความเห็น” สามารถมีผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายของบุคคลได้
โดยผลของคำสั่งของศาลปกครองกลางจึงน่าจะช่วยให้ประเด็นที่ถกเถียงกันว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ได้หรือไม่นั้น เป็นที่ยุติว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ รวมถึงกรรมการ กสทช. ทุกคน มีหน้าที่และอำนาจต้องปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะองค์กรกลุ่มหรือ คณะกรรมการ กสทช. เช่นเดิม เพราะยังมีวาระสำคัญอีกมากมายที่คณะ
กรรมการ กสทช. มีหน้าที่ต้องประชุมหารือกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ประเด็นที่สาธารณชนสับสนเป็นอย่างมากอยู่ตรงที่ เพราะเหตุใดเวลาผ่านล่วงเลยมานานถึง 4 ปี 4 เดือน ที่คณะกรรมการ กสทช. ได้ปฏิบัติหน้าที่และผลักดันโครงการที่เป็นสาธารณประโยชน์มาแล้วหลายโครงการ คณะกรรมการสรรหาฯ จึงได้หยิบยกเรื่องคุณสมบัติของศ.คลินิก นพ.สรณ ขึ้นมาพิจารณาว่า มีลักษณะต้องห้าม ทั้งที่ควรจะพิจารณาก่อนที่ศ.คลินิก นพ.สรณ จะเข้ารับตำแหน่ง
สิ่งที่สาธารณชนสงสัยคือ ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้กระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง (Conflict of Interest) ในระหว่าง 4 ปี 4 เดือนที่ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. หรือไม่? คณะกรรมการสรรหาฯได้วินิจฉัยว่า “ศ.คลินิก นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม เพราะ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่ง กรรมการ กสทช. อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ”
ประเด็นที่น่าสนใจตรงนี้ คือ คณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ได้วินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณได้กระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง(Conflict of Interest) ในระหว่าง 4 ปี 4 เดือน ที่ ศ.คลินิก
นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ประธาน แต่วินิจฉัยว่า มีลักษณะต้องห้ามเพราะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในช่วง “ก่อน” เข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช.
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่แท้จริง ย่อมมุ่งหมายมิให้กรรมการ กสทช. หรือกรรมการขององค์กรอิสระกระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง (Conflict of Interest) ใน “ระหว่าง” ที่ดำรงตำแหน่ง เพื่อป้องกันมิให้ใช้อำนาจหน้าที่ไปหาประโยชน์เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง ไม่ใช่ “ก่อน” ดำรงตำแหน่ง เพราะในช่วงเวลานั้น กรรมการยังไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะให้ประโยชน์แก่ตนเองหรือใครได้
นอกจากนี้ ไม่ว่าการตีความหรือขยายความ ประเด็นผลประโยชน์ขัดแย้ง (Conflict of Interest) จะไปไกลเพียงใดก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ การปฏิบัติหน้าที่แพทย์รักษาคนไข้นั้นจะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ในบริบทใดได้บ้าง
หากจะมองว่า แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง หรือที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า เป็นแพทย์คลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาลรัฐ เป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ก็จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายที่แปลกประหลาดคือ แพทย์ที่สังกัดโรงพยาบาลเอกชนมารับเป็นแพทย์คลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาลรัฐ จะมีสถานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐไปด้วย ซึ่งรวมถึงกรณีแพทย์ที่เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังรับเป็นแพทย์คลินิกนอกเวลา ก็จะเป็นการต่ออายุราชการไม่มีที่สิ้นสุด เพราะถูกตีความว่าเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งเป็นต้นเรื่องก็ได้มีหนังสือชี้แจงแล้วว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ไม่ได้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของโรงพยาบาลรามาธิบดีหรือมหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงเวลาที่เป็นประเด็น จึงไม่มีลักษณะต้องห้าม ข้อมูลชุดนี้จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่มีผลกระทบต่อสถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ
โดยสรุป คำสั่งของศาลปกครองกลางและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีประเด็นและมุมมองที่สามารถนำมาวิเคราะห์ทางกฎหมายได้หลากหลาย และแต่ละประเด็นสามารถนำมาถกเถียงและแปลความกันได้ในหลายแง่มุม
คำสั่งของศาลปกครองกลางยังไม่เป็นที่สุด เมื่อ ศ.คลินิกนพ.สรณ ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดแล้ว คงต้องจับตากันดูว่า ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาและมีคำสั่งประการใดต่อไป
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตีความกฎหมายคือ ต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ยิ่งกว่าข้อความของกฎหมายที่เป็นเพียงตัวหนังสือ
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
Twitter : @RujiraBunnag

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี