วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
การเปิดเผยของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ได้ให้สัมภาษณ์ ในช่วงมิถุนายน 2569 เกี่ยวกับ”ค่าไฟฟ้าสาธารณะ” หรือ “ค่าไฟทาง” ที่แฝงอยู่ในใบเรียกเก็บค่าไฟฟ้าของประชาชน ได้สร้างความสับสน และกระอักกระอ่วนใจให้แก่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งต่างประเทศ
การเปิดเผยข้อเท็จจริงนี้ ทำให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานดูหล่อมากในสายตาของประชาชนทั่วไป แต่ดูเหมือน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์จะหล่ออยู่ได้ไม่นาน นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว มีสาระสำคัญว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทราบเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลยุคก่อนๆ ที่เคยเป็น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตั้งข้อสังเกต และข้อสงสัยมาก่อน จนปัจจุบันได้นำข้อสงสัยนี้ผ่านมายัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์จึงมีความหมายว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่ได้หล่ออยู่คนเดียว เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี เป็นคนที่หล่อมาก่อน และเป็นคนที่บอกให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์เป็นผู้ดำเนินการ ประชาชนได้แต่สงสัยว่าหากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นคนที่หล่อจริงในเรื่องนี้ เพราะเหตุใด จึงไม่รีบดำเนินการแต่กลับปล่อยให้เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน
เรื่องความหล่อนี้ ยังเกี่ยวพันไปถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ออกมาเปิดเผยล่าสุดว่า ทราบเรื่องนี้เช่นกัน และได้ทำบันทึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีในยุคนั้น แต่บังเอิญยุบสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อนจึงไม่ได้ดำเนินการต่อ เรื่องนี้จึงมีคนรูปหล่อด้วยกันถึง 3 คน
ประเด็นร้อนแรงที่เป็นคำถามอยู่ตรงที่ว่า เมื่อประชาชนได้จ่ายภาษีให้รัฐไปแล้ว ทำไมจึงยังต้องมาร่วมจ่าย“ค่าไฟสาธารณะ” หรือ “ค่าไฟถนน” กันอีก?ถือเป็นเรื่องที่ซ้ำซ้อน? แล้วเงินส่วนนี้ซ่อนอยู่ตรงไหนในใบเรียกเก็บค่าไฟฟ้า?
ปัญหาที่เกิดขึ้นมีมานานแล้ว เป็นภาระแฝงที่ประชาชนถูกให้ต้องร่วมรับผิดชอบมาเกือบ 40 ปีแล้ว ตามมติ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเมื่อปี 2530 ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าภาระสูงต้นทุนส่วนนี้ไม่ได้ถูกคิดแยกออกมา แต่ถูกนำไปรวมเป็นหนึ่งในต้นทุนของ “ค่าไฟฟ้าฐาน” (ไม่ใช่ค่า Ft ที่ผันแปรตามค่าเชื้อเพลิง)
ที่มาของภาระค่าใช้จ่ายเกิดจากมติคณะรัฐมนตรีในอดีตตั้งแต่ปี 2530 ที่ต้องการสนับสนุนเรื่องความปลอดภัยและการกระจายความเจริญ จึงกำหนดให้ท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐมีสิทธิพิเศษในการใช้ไฟฟ้าสาธารณะได้ฟรีหรือในโควตาที่กำหนด (เช่น 10% ของการใช้ไฟในประเภทบ้านอยู่อาศัย) เพื่อลดภาระขององค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
เหตุผลเพียงเพราะ ในอดีตไม่ได้มีการติดตั้งมิเตอร์แยกส่วนสำหรับไฟทางในทุกจุด ทำให้หน่วยไฟฟ้าส่วนนี้ถูกนำไปคิดรวมเป็นต้นทุนส่วนกลาง (Loss หรือต้นทุนแฝง) ซึ่งสะท้อนกลับมาในบิลค่าไฟของประชาชน ไม่ว่าเหตุผลในการเรียกเก็บค่าไฟสาธารณะที่แฝงอยู่จะเป็นเหตุใด ยังมีความจริงที่เจ็บปวดอีกหลายประการ ที่ประชาชนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ทราบ เช่น การผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย โดยรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีความสามารถในการผลิตได้เพียงแค่ 29% ของความต้องการในประเทศเท่านั้น ที่เหลืออีก 71% เป็นการรับซื้อจากแหล่งอื่น เช่น ผู้ผลิตเอกชน และซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน คือ สปป.ลาว และมาเลเซีย โดยที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศสูงถึง 200,000-220,000 กิกะวัตต์ ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีกำไรอยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาทต่อปี
เมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว ไม่สามารถจำหน่ายเองได้ การไฟฟ้านครหลวง เป็นผู้จำหน่ายกระแสไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร มีกำไร 10,000-12,000 ล้านบาทต่อปี และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นผู้จำหน่ายกระแสไฟฟ้าในต่างจังหวัด มีกำไร 13,000-15,000 ล้านบาทต่อปี
ค่าไฟฟ้าสาธารณะ ที่แฝงเรียกเก็บจากประชาชน เป็นค่าไฟถนน, ไฟสวนสาธารณะ, ไฟสนามเด็กเล่น, ไฟสนามกีฬาและยังรวมถึงค่าไฟอื่น ที่ไม่ใช่ไฟสาธารณะอีกด้วย เช่น สำนักงานเทศบาล, สถานีอนามัย, โรงพยาบาลเทศบาล, สถานีดับเพลิง, โรงเรียนเทศบาล โดยมี 66 เทศบาลที่ได้รับสิทธินี้
สูตรในการคิดคำนวณค่าไฟสาธารณะ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2530 ให้ใช้ไฟสาธารณะของแต่ละพื้นที่ เท่ากับ 10% ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนในพื้นที่นั้น
ต่อมาเมื่อปี 2552 มติคณะรัฐมนตรีได้ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ในการคำนวณทั้งประเทศโดยไม่แยกพื้นที่ ให้ใช้ไฟสาธารณะ เท่ากับ 10% ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนทั้งประเทศ รวมด้วย (250 หน่วย คูณด้วยจำนวนผู้ใช้ไฟประเภทกิจการขนาดเล็ก)
ผลรวมโควตาไฟสาธารณะในปี 2568 เป็น 25,825 ล้านบาท หรือ 12 สตางค์ต่อหน่วย
นอกจากนี้ มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า กรณีการส่งกระแสไฟตามสายไฟฟ้าแรงสูง และมีการสูญเสียกระแสไฟฟ้าไปโดยทางเทคนิค ค่าสูญเสียดังกล่าวจะถูกรวมเป็นค่าไฟแฝงที่ถือเป็นค่าไฟสาธารณะด้วยหรือไม่?
รวมทั้งกรณีที่มีผู้ลักลอบใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองขุดคริปโต โดยที่ใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมากและไม่ยอมเสียค่าไฟฟ้า ค่าความสูญเสียดังกล่าวจะถูกรวมเป็นค่าไฟแฝงที่ถือเป็นค่าไฟสาธารณะด้วยอีกหรือไม่?
รัฐมนตรีเอกนัฏ แถลงยืนยันว่า จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว และประชาชนไม่ควรต้องมาแบกรับต้นทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าของตนเอง โดยการปฏิรูป “แยกบัญชีต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน” อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ภายใต้หลักการ “ผู้ใช้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ใครใช้เองคนนั้นจ่าย” เพื่อปรับโครงสร้างใหม่
นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะได้เริ่มแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ในการที่ประชาชนถูกปิดบังข้อเท็จจริง คล้ายกับว่า หน่วยงานของรัฐไม่ได้แสดงความจริงใจต่อประชาชน
ในขณะเดียวกัน ประชาชนบางส่วนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ค่าไฟฟ้าที่แฝงเรียกเก็บนี้ เป็นเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของเอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าหรือไม่ ? เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียง 29% เท่านั้น
การแก้ปัญหา แม้ว่าอาจล่าช้าไปบ้าง แต่ยังดีกว่าที่ไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
rujira_bunnag@yahoo.com
Twitter : @RujiraBunnag

'สุรเดช' ขอ กมธ.งบฯ70 ฟังข้อกังวลทุกฝ่าย ปรับ-ลด นึกถึงประชาชนในช่วงวิกฤติเป็นหลัก
เค้นสอบผัวเมีย รับจ้างส่งพัสดุจากลาว ป.ป.ส.ยังไม่ชัวร์โยงคดีมีนา ตามสืบนาน 2 ปี
อย่าเพิ่งเติม!! น้ำมันลดราคา ปรับลดสูงสุด 1.20 บาท ต่อลิตร มีผลพรุ่งนี้
ในหลวง-พระราชินี เสด็จศูนย์ส่งมอบอากาศยานบริษัทแอร์บัส ทอดพระเนตรอุตสาหกรรมการบินในอนาคต ทอดพระเนตรโรงงานประกอบเครื่องบิน และทรงทำการบินจำลองเสมือน
แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง กมธ.การศาสนาฯ รุดติดตามเหตุ พระธุดงค์ถูกรถชนที่มุกดาหาร

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี