สังคมไทยนั้นมี “วัฒนธรรมเครือญาติ” เรียกเป็นสำนวนไทยว่า “สาแหรก” ถ้าเป็นตระกูลใหญ่ก็มักจะทำเป็นแผนผังแสดงตั้งแต่รุ่นบรรพชนจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน เพื่อบอกถึงการยึดโยงกันทางสายเลือดหรือเชื้อสาย
ความเป็นเครือญาตินี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนในตระกูลเดียวกัน แต่ยังเกี่ยวร้อยกับคนอื่นๆในสังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นญาติห่างๆ หรือไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย วัฒนธรรมไทยโอบรับหรือเชื่อมโยงทุกคนไว้ด้วยกันเป็นเสมือนญาติ
ไม่ว่าเราไปที่ไหน พูดกับใครก็จะใช้คำที่นับเป็นญาติ เช่น ปู่ย่า พ่อแม่ ป้าลุง น้าอาลูกหลาน เป็นต้น ซึ่งเราดูที่อายุหรือความอาวุโส หากรุ่นเดียวกันก็ใช้ “ฉัน-เธอ กู-มึง ข้า-เอ็ง” บางส่วนก็เรียกแทนลูกหลานตัวเอง เช่น คนในวัยเดียวกันแต่เรียกว่าลุงป้า น้าอา เพราะเรียกแทนลูกหลานของตน
แม้แต่ในอาชีพก็ยังใช้คำที่แสดงความเป็นเครือญาติ เช่นลูกศิษย์ ลูกค้า พ่อค้า แม่ค้า หลวงตา ลุงหมอ
เมื่อทุกคนในสังคมเป็นเสมือนญาติกัน สังคมจึงมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง มีความอบอุ่นและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ยามมีปัญหาใดๆ ก็จะช่วยเหลือกัน ถ้ามีปัญหาขัดใจหรือทะเลาะกันก็จะประนีประนอม อะลุ้มอล่วยกันได้ง่าย เพราะถือว่าเป็นญาติกัน ยกเว้นพวกเอาแต่ได้ เห็นแก่ตัวสุดๆ
แต่การรับวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาในสังคมไทย ก็มีคำว่า “ผม-คุณ” ใช้แทนคำว่าฉัน-เธอ กู-มึง ข้า-เอ็ง เข้ามาแทนคำที่แสดงความเป็นเครือญาติไม่ว่าจะมีอายุแตกต่างกันหรือไม่
เลวร้ายกว่านั้นก็คือการรับเอา “ลัทธิอุดมการณ์สังคมนิยม-คอมมิวนิสต์” เข้ามา ลัทธิอุดมการณ์นี้มีเป้าหมายสร้างความเท่าเทียมในสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง จนถึงศาสนาและวัฒนธรรม เพราะมันเห็นว่าไม่มีความเท่าเทียม ซ้ำยังเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความเท่าเทียมในสังคม ดังนั้น จึงต้องทำลายทั้งหมดนี้เสียก่อนจึงจะสร้างสังคมใหม่ที่เท่าเทียมได้!
ลัทธิอุดมการณ์นี้ถูกนำเข้ามาอย่างเป็นระบบในยุคคณะราษฎร แต่ยังไม่กระทบถึง “สาแหรกของคำ” แม้ในยุค “คนเดือนตุลา” (14 ตุลาคม 16 – 6 ตุลาคม 19) ก็ไม่มีการทำลายสาแหรกของคำอย่างเป็นระบบ กระทั่งมาถึงพรรคส้ม!
ลัทธิอุดมการณ์ของพรรคส้มนั้นหาความแน่นอนไม่ได้ รู้แค่ว่ามาจากลัทธิอุดมการณ์สังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ เพราะพวกเขาพูดไม่หมดและบิดเบือน เพื่อเลี่ยงการต่อต้าน – เลี่ยงกฎหมาย และเกรงจะไม่ได้คะแนนเสียงจากคนทั่วไป แต่เท่าที่ปรากฏในโลกออนไลน์ก็รู้ว่าพวกเขา “ไม่เอากษัตริย์”
อีกอย่างหนึ่งที่พวกเขาไม่เอา ซึ่งนับว่าเป็นรากฐานของสังคมไทยคือ “วัฒนธรรม” เช่น เจ้าของพรรคออกมาประกาศไม่เอา“การกราบไหว้” ส่วนการเรียกสาแหรกแห่งถ้อยคำนั้นไม่ต้องพูดถึง เมื่อเขาบอกให้ใช้แค่คำว่า“ผม-คุณ ก็นับว่าให้เกียรติกันพอแล้ว”
อาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็สอนว่า“ไม่ต้องไหว้ครู-อาจารย์ เพราะเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน”
อีกคนหนึ่งก็สอนว่า “พ่อแม่ไม่มีบุญคุณต่อลูก ลูกจึงไม่ต้องตอบแทนบุญคุณ เพราะพ่อแม่ทำให้เขาเกิดมาเอง”บอกคนไปไกลกว่านี้คือ “พ่อแม่แค่ต้องการเสพกามารมณ์กัน....แล้วมีลูก”
การทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำลายวัฒนธรรม ทำลายศาสนา ทั้งหมดก็เพื่อ “ความเท่าเทียม”!
เมื่อมีคนจำนวนมากเชื่อพวกเขาก็เกิดการแตกแยกแบ่งฝ่าย เมื่อแตกแยกแบ่งฝ่ายก็เกิดความเกลียดชัง เกิดการทำลายล้างกันด้วยการก่นด่า สาปแช่ง ดูถูกเหยียดหยาม แบ่งคนเป็นรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ซึ่งก็คือการบ่มเพาะอารมณ์ที่รุนแรงไว้ในสังคม โดยมีเป้าหมายว่าวันหนึ่งมันจะระเบิดออกเป็นการทำลายล้างกันด้วยกำลังกายและอาวุธ
ในนามของการปฏิวัติ!
ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เด็กนักเรียนกราดยิงครู ยิงเพื่อนนักเรียนอย่างอำมหิต จึงเกิดการแบ่งฝ่ายกันโดยอัตโนมัติ
ฝ่ายหนึ่งเห็นใจ-สงสารคนยิง และกล่าวโทษครูที่ให้คะแนนศูนย์แก่เขาว่าเป็นต้นเหตุ
อีกฝ่ายสงสารครูและนักเรียนที่ถูกยิงตาย รวมทั้งญาติของพวกเขา และเข้าใจครูที่ให้คะแนนศูนย์
แต่เมื่อนายฉลอง เรี่ยวแรง ยิงนายกเทศมนตรีตาย กลับไม่มีคนรุ่นใหม่โดดเข้าแบ่งฝ่าย เพราะมันเป็นเรื่องของคนรุ่นแก่2 คน ซึ่งพวกเขารังเกียจอยู่แล้ว
สังคมไทยยังจะต้องเผชิญกับความรุนแรงทั้งจากเหตุที่เกิดโดยตรง เช่น การยิงกันและความรุนแรงที่เกิดจากความเกลียดชังคั่งแค้นของแต่ละฝ่าย พร้อมกันนั้น มันก็ค่อยทำลายสาแหรกแห่งถ้อยคำ – สาแหรกแห่งเครือญาติจนขาดสะบั้นไป
นั่นหมายความว่าผู้คนในสังคมจะขาดการยึดโยงกันด้วยจิตวิญญาณ จนกลายเป็นสังคมที่ตัวใครตัวมัน พวกใครพวกมัน ถ้าหากยังปล่อยให้ขบวนการที่บ่อนทำลายวัฒนธรรมดำเนินต่อไป
วิมล ไทรนิ่มนวล

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี