วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569
สะเทือนไปทั้งกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง หลังจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ชุดที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน ได้ส่งแฟ้มรายงานผลการตรวจสอบให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สรุปสั้นๆ คือ ผลการตรวจสอบพบช่องว่างที่เอื้อต่อการทุจริตและลักษณะที่อาจขัดต่อกฎหมายเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดอัตราว่าง การอนุมัติจัดสอบ การจัดทำ TOR การจัดหาผู้รับจ้าง การจัดสอบและตรวจคะแนน การประกาศผล ไปจนถึงการเรียกบรรจุและการดำเนินการหลังพบขบวนการทุจริต ที่ชัดสุดคือมีอัตราว่าง 8,548 อัตรา แต่บรรจุจริง 15,520 อัตรา
ถ้าไล่ดูตามข้อสรุปจากชุดตรวจสอบของนายปกรณ์ดังกล่าว มีความน่าสนใจตรงที่ว่า ได้ชี้เป้าใหญ่ไปที่หน่วยงานอย่างคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ.งานนี้จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลยเนื่องจากมีหน้าที่กำกับและรับผิดชอบต่อกระบวนการจัดสอบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ แต่กลับพบความบกพร่องร้ายแรงดังกล่าว
ระดับความร้ายแรงแค่ไหน??? ดูจากชุดสอบสวนของนายปกรณ์ เสนอแนวทางให้ดำเนินคดีทางแพ่ง อาญา ปกครอง และมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเด็ดขาด พร้อมเสนอให้ทบทวนว่า กสถ. ควรจัดสอบต่อไปหรือไม่ เนื่องจากความเชื่อมั่นต่อกสถ.และระบบการจัดสอบได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้นประเด็นสำคัญคือนายกรัฐมนตรีจะจัดการอย่างไรกับ กสถ.
นั่นคือสิ่งที่ต้องติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน และน่าจะต้องถูกพูดถึงด้วยก็คือ กรณีที่เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงพื้นที่ไปที่จ.ศรีสะเกษ แล้วเรียกผู้ต้องหา และผู้เสียหายจากคดีเรียกรับเงินในการทุจริตการสอบท้องถิ่นเข้าสอบปากคำเพิ่มเติม โดยมีคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ไปร่วมสังเกตการณ์ด้วย
ที่บอกว่าน่าสนใจ เพราะที่มาของคดีนี้คือก่อนหน้านั้น มีกลุ่มผู้เสียหาย 19 คดีที่จ่ายเงินไปแล้วแต่สอบไม่ผ่าน และเข้ามาแจ้งความในจังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาทางดีเอสไอเห็นข้อมูล
จึงประสานตำรวจ และลงพื้นที่ตรวจสอบ จนนำมาสู่การเชิญผู้ต้องหาและผู้เสียหายเข้าสอบปากคำ โดยมีการโยงใยถึงนักการเมืองระดับชาติ และข้าราชการท้องถิ่นระดับผู้บริหาร เข้าไปเกี่ยวข้อง
และที่น่าสนใจมากกว่าไปนั้น คือข้อมูลจากนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป.ป.ช. ระบุว่า มีผู้ถูกหลอกลวงในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 600-700 คน คาดว่าน่าจะมีเงินสะพัดประมาณ 300 ล้านบาท หากขยายผลไปยัง77 จังหวัด อาจมีมูลค่าสูงถึงระดับหมื่นล้านบาทไม่ใช่เพียง 4,000-5,000 ล้านบาท
นี่คือ “ศรีสะเกษโมเดล” ที่กำลังถูกนำไปขยายผลตรวจสอบไปทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการจี้ถูกจุด และเป็นจุดตายของขบวนการทุจริตครั้งนี้ เพราะผู้มาให้ปากคำบอกข้อมูลไว้หมดว่า หลังรับเงินจากผู้เสียหายแล้ว มีการนำเงินสดๆ ไปจ่ายต่อให้ใครในส่วนกลาง เพราะฉะนั้นหาก “ศรีสะเกษโมเดล” ถูกนำไปขยายผลอย่างจริงจัง เชื่อว่า วงจรอุบาทว์นี้จะถูกกำจัดออกไปจากระบบไม่ยาก

สรรเพชญ ชูทุนมนุษย์คือหัวใจยกระดับพาณิชย์นาวีไทย เร่งผลิตบุคลากรมาตรฐาน IMO ป้อนตลาดแรงงานโลก
เกาะติดคดีความมั่นคงใต้ เชิญตัวผู้ต้องสงสัยเชื่อมโยงเหตุระเบิดระแงะปี 68 เข้าศูนย์ซักถาม
ปลื้มปีติสูงสุด! 'ศรีนวล' (Sinon Loresca) อินฟลูเอนเซอร์ฟิลิปปินส์ชื่อดัง โพสต์ความรู้สึกหลังได้เข้าเฝ้าฯ 'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ'
เลกซัสเปิดตัว The All-New Lexus ES ยนตรกรรมซีดานหรู นิยามใหม่แห่งความเหนือระดับ
ณเดชน์ ประเดิม HYROX วันแรก จบชายเดี่ยวด้วยเวลา 1:16:59 ชั่วโมง ญาญ่า เชียร์ติดขอบสนาม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี