วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569
กรณีที่ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยว่าตนเองเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลที่มีตำแหน่งในพรรค ระหว่างการร่วมกิจกรรมเอาท์ติ้งที่สนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง ได้กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง
สาระสำคัญของเรื่องนี้ จึงมิใช่เพียงคำกล่าวอ้างหรือข้อโต้แย้งของคู่กรณี หากแต่เป็นคำถามที่ส่งตรงไปยังพรรคการเมืองว่า จะจัดการกับข้อกล่าวหาซึ่งเกิดขึ้นกับ “คนของตัวเอง” อย่างไร
สังคมไทยเดินทางมาไกลกว่ายุคที่ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศจะถูกปิดไว้ภายใต้คำว่า“เรื่องส่วนตัว” หรือ “อย่าทำให้เป็นข่าว” เพื่อรักษาภาพพจน์องค์กร
ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย หรือองค์กรระหว่างประเทศ ต่างยอมรับว่าการกล่าวหาว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง เป็นอิสระ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
นั่นหมายความว่า ผู้เสียหายต้องได้รับพื้นที่ ในการร้องเรียนโดยไม่ถูกกดดัน ขณะเดียวกันผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องได้รับสิทธิในการชี้แจงและพิสูจน์ข้อเท็จจริงเช่นกัน ทั้งสองหลักการสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ หากองค์กรมีระบบที่ดี
สำหรับพรรคการเมือง เรื่องนี้ยิ่งมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะพรรคมิใช่เพียงองค์กรเอกชน หากแต่เป็นองค์กรสาธารณะที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ
ผู้ที่ประกาศตัวว่าต้องการเป็นรัฐบาล ย่อมถูกคาดหวังให้มีมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลสูงกว่าสถาบันทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชน ที่ชูประเด็นเรื่องเหล่านี้เด่นชัดกว่าใคร
คำถามจึงไม่ใช่ว่า พรรคจะเชื่อฝ่ายใด แต่คือ พรรคมีระบบตรวจสอบที่ประชาชนเชื่อถือได้หรือไม่
หากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งภายในพรรค การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่มีแต่คนใกล้ชิดหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา ย่อมสร้างข้อกังขาต่อความเป็นอิสระได้โดยง่าย
ตรงกันข้าม หากสามารถตั้งกลไกที่โปร่งใส เปิดเผยกรอบเวลาในการสอบสวน กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน และเปิดเผยผลการดำเนินการต่อสาธารณะ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพรรคประชาชนมักวิพากษ์วิจารณ์คู่แข่งเมื่อเกิดกรณีอื้อฉาวด้านจริยธรรม พร้อมเรียกร้องให้มีมาตรฐานสูงในการรับผิดชอบ เช่น วาทกรรมที่ว่า ต้องมีความรับผิดชอบที่สูงกว่ากฎหมาย
แต่เมื่อข้อกล่าวหาเกิดขึ้นกับบุคคลในองค์กรของตนเอง มาตรฐานเดียวกันจะยังถูกนำมาใช้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ประชาชนกำลังจับตา
การเพิกเฉยต่อข้อร้องเรียน การปล่อยให้เรื่องเงียบหาย หรือการใช้สถานะและอำนาจภายในองค์กรเป็นเกราะกำบัง ย่อมเป็นสิ่งที่สังคมไม่อาจยอมรับได้เช่นกัน
การเมืองที่ประชาชนคาดหวังในวันนี้ จึงไม่ใช่ การเมืองที่อ้างเพียงอุดมการณ์ แต่ต้องเป็นการเมืองที่มีความกล้ายืนหยัดต่อหลักการ แม้เมื่อหลักการนั้นจะย้อนกลับมาตรวจสอบคนในบ้านของตนเอง
หากพรรคหนึ่งเรียกร้องความรับผิดชอบจากคู่แข่ง แต่เมื่อปัญหาเกิดขึ้นกับคนของตนกลับใช้มาตรฐานอีกแบบหนึ่ง ความน่าเชื่อถือย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกัน หากพรรคใดถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ก็ไม่ควรเรียกร้องข้อยกเว้นเมื่อเรื่องเดียวกันเกิดขึ้นกับฝ่ายตรงข้าม
สังคมไทยไม่ต้องการ “สองมาตรฐาน”ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับพรรคใดทั้งสิ้น สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ “มาตรฐานเดียว” ที่ใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาค โปร่งใส และตรวจสอบได้
เพราะความน่าเชื่อถือขององค์กร ไม่ได้วัดจากการไม่มีปัญหา
แต่วัดจากความกล้าที่จะเผชิญปัญหา ตรวจสอบปัญหา และแก้ไขปัญหาด้วยมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร และไม่ว่าจะอยู่ในพรรคการเมืองใดก็ตาม

มาแล้ว! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 5-11 ส.ค.69
สวยสับไม่ไหว! ชาล็อต เสิร์ฟดาเมจความแซ่บขี้เล่น ทำใจละลายทั้งโซเชียล
เปิดใจตำรวจถูกพาดพิง ลั่นไม่ใช่ลูกพี่ไอ้ป๋อง เผยเคยจับมาแล้ว 2 คดี
อุทาหรณ์สายกินดิบ สาวไร้อาการ-ไม่ปวดท้อง แต่หมอส่องกล้องเจอ 'พยาธิตืดปลา' ยาว 1 เมตร คาลำไส้
ผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่นขอโทษ บีบพนง.วิ่งเข้าไปเก็บเงินใส่เซฟหลังดินไหว สุดท้ายห้างระเบิดจนเสียชีวิต

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี