ไม่แปลกใจที่รัฐบาลพม่าปฏิเสธคำขออาเซียนให้ปล่อยตัว นางออง ซาน ซู จี แบบไม่ไว้หน้า และสำทับว่าไม่มีความจำเป็นต้องตั้งทูตพิเศษอาเซียนด้านกิจการพม่า ของประธานหมุนเวียนอาเซียนอีกต่อไป
กระทรวงต่างประเทศพม่าออกแถลงการณ์ปฏิเสธคำขอฟิลิปปินส์ในฐานะประธานหมุนเวียนอาเซียน 2026 ว่า “รัฐบาลจะลดโทษให้เธอโดยพิจารณาจากหลักมนุษยธรรม แต่เรื่องการปล่อยตัวอย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไขต้องดำเนินการตามกฎหมายพม่าเท่านั้น”
แถลงการณ์กระทรวงต่างประเทศของพม่า ระบุด้วยว่า “อาเซียนไม่จำเป็นต้องมีผู้แทนพิเศษกิจการพม่า ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวจัดตั้งขึ้นหลังการรัฐประหาร รัฐบาลพม่าปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายพรรคได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศแล้ว..
แถลงการณ์กระทรวงต่างประเทศพม่า ตอกย้ำคำพูดของประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย แถลงต่อสภาว่า “อาเซียนบางประเทศเลือกปฏิบัติต่อพม่า เราทนมาห้าปี..เราไม่ทนอีกต่อไป เราจะตอบโต้อาเซียนแต่ละกรณีไป..”
พิเคราะห์ตามภาษาทางการทูตที่ว่าพม่าเป็นประเทศอธิปไตย มีกระบวนการยุติธรรมของตัวเอง อาเซียนแทรกแซงไม่ได้ถือเป็นท่าทีแข็งกร้าวในฐานะชาติอธิปไตย
หากอาเซียนศึกษาความเป็นมาของออง ซาน ซู จีกับรัฐบาลทหารพม่าจะพบว่า รัฐบาลทหารต้องการให้เธอออกจากประเทศ ตั้งแต่เดือนแรกที่ ออง ซาน ซู จีมาเยี่ยมมารดาผู้ชราเมื่อเดือน สิงหาคม 2531 ซึ่งออง ซาน ซู จี ถูกนักศึกษาอุปโลกน์เป็นวีรสตรีประชาธิปไตย ไม่ยอมออกจากพม่า เพราะว่ากลัวรัฐบาลทหารกีดกันไม่ให้เธอเข้าประเทศอีก
ออง ซาน ซู จี ซึ่งเติบโตเมืองนอกได้รับการอบรมศึกษาแบบตะวันตก และได้สัญชาติอังกฤษตามสามีที่แต่งงานมีลูกด้วยกันมาสามสิบกว่าปี เมื่อเธอกลับบ้านในขณะมีการประท้วงวุ่นวาย รัฐบาลพม่าจึงสงสัยว่า ซู จี รับงานตะวันตกมาสร้างความปั่นป่วน
ความเชื่อว่า ออง ซาน ซู จี เป็นนอมินีตะวันตกจึงไม่แปลกใจหลังจากพลเอกมิน อ่อง หล่าย ยึดอำนาจเธอจึงถูกตั้งข้อหาขายความลับให้ต่างชาติ น่าประหลาดใจที่สื่อตะวันตกไม่เสนอข่าวทหารยึดโทรศัพท์ ออง ซาน ซู จี หนึ่งวันก่อนยึดอำนาจ ทหารได้ข้อมูลอะไรจากโทรศัพท์ไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าฝรั่งที่ล้อมหน้าล้อมหลังนางไม่ถูกจับก็หนีกลับประเทศ
ดังนั้นการที่อาเซียนขอให้ มิน อ่อง หล่าย ปล่อย นางออง ซาน ซู จี โดยไม่มีเงื่อนไขนั้นเป็นพฤติกรรมของตาบอดคลำช้างที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่ารัฐบาลพม่าปฏิบัติต่อเธออย่างไร
ในฐานะเคยเห็นความเป็นอยู่ของเธอหลายครั้งระหว่างถูกกักตัวในบ้านหลังเหตุการณ์ปราบปรามครั้งใหญ่วันที่ 8 สิงหาคม 2531 ที่พม่าเรียกว่า 888 เคยได้ยินเสียงเปียโน ที่เธอเล่นอยู่ในบ้านแสดงถึงความผ่อนคลายไม่ได้เครียดเพราะถูกขังดังที่สื่อตะวันตกรายงาน
หลังจากยึดอำนาจ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ก็เช่นกันเธอถูกกักบริเวณในบ้านพักทางการมีบริวารล้อมรอบ แต่เมื่อ ออง ซาน ซู จี ประกาศปฏิวัติประชาชน และซีไอเอ จัดตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาชนขึ้นมาทำสงครามกับทหาร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 รัฐบาลทหารจึงย้ายที่กักบริเวณเธอ
โดยส่วนตัวเชื่อว่า รัฐบาลพม่าย้ายเธอไปไว้ในที่ปลอดภัย และปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดี ดังที่ รัฐมนตรีต่างประเทศพม่า บอกกับประธานอาเซียนระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนไม่เป็นทางการในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ว่า “พี่ซู จี สุขภาพดีเธอเข้าถึงสถานพยาบาล เธอเป็นเหมือนพี่สาวเราต้องดูแลเธออย่างดี”
และเชื่อว่า รัฐบาลพม่ากังวลเรื่องความปลอดภัยมากกว่าความเป็นอิสระของเธอ เนื่องจากพม่าตระหนักถึงความโหดร้ายของหน่วยจรชนตะวันตก ที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความวุ่นวาย นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลไม่เปิดเผยที่อยู่ของเธอ
พม่าไม่เชื่อใจตะวันตก แต่เชื่อมั่นในความจริงใจของไทย จึงอนุญาตให้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศไทยกับนางออง ซาน ซู จีคุยกันนานนับชั่วโมง เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2566 และนายดอนได้แจ้งต่อท่ีประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนว่า ซู จี สุขภาพดีอารมณ์แจ่มใสและเธอสนับสนุนการเจรจาปรองดองแห่งชาติโดยไม่มีเงื่อนไข
พม่าให้ผู้แทนประเทศไทยได้พบออง ซาน ซู จี แต่ไม่ให้ทูตพิเศษอาเซียนพบเธอ แสดงว่าพม่าไม่ไว้ใจอาเซียนบางประเทศตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพราะเหตุว่าอินโดนีเซียเป็นเจ้ากี้เจ้าการขัดขวางไม่ให้ นายวีระศักดิ์ฟูตระกูล อดีตรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของไทยได้เป็นทูตพิเศษอาเซียนกิจการพม่า เมื่อคราวบรูไน เป็นประธานปี 2564
ครั้งนั้นคณะผู้บริหารแห่งรัฐพม่า (SAC)ต้องการให้นายวีระศักดิ์ เป็นทูตพิเศษอาเซียนฯแต่ถูกอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ขัดขวาง ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับพม่าก็เสื่อมทรามตั้งแต่นั้นมา
ดังนั้นเมื่อสิงคโปร์ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการต้านพม่าเป็นประธานอาเซียนปีหน้าพม่าจึงประกาศล่วงหน้าว่า “ไม่มีความจำเป็นต้องมีทูตพิเศษอาเซียนกิจการพม่าอีกต่อไป”
จึงบอกได้ว่า ความสัมพันธ์อาเซียน-พม่าในปีที่สิงคโปร์เป็นประธานอาเซียนจะเลวร้ายลงไปกว่านี้ ซึ่งพม่าได้เตรียมการไว้อย่างดี ที่กระชับความสัมพันธ์กับอาเซียนเพื่อนบ้าน สปป.ลาว และประเทศไทยไว้ล่วงหน้า
ตั้งแต่เป็นประธานาธิบดี จากการเลือกตั้ง มิน อ่อง หล่าย ได้เยือนประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกันเช่น จีน อินเดียสปป.ลาว และประเทศไทย ทั้งหมดนี้เป็นเพื่อนบ้านที่เข้าใจบริบทสังคม การเมืองและประเพณีวัฒนธรรมพม่า
ต่างกับสมาชิกอาเซียนไกลออกไปที่ฝักใฝ่อเมริกาและตะวันตก ซึ่งถูกครอบงำโดยโฆษณาชวนเชื่อของอเมริกาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เชื่อแม้กระทั่งสื่อตะวันตกปั่นกระแสว่า คนพม่าตายจากความขัดแย้งตั้งแต่พลเอกมิน อ่อง หล่ายยึดอำนาจกว่า 120,000 คน
อาเซียนส่วนใหญ่ ไม่ได้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองว่า สงครามที่ทำให้คนตายเป็นหมื่นเป็นแสนนั้นมันเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Conventional war) ที่แต่ละฝ่ายใช้ทหารเป็นแสนนายและใช้อาวุธทำลายล้างสูงห้ำหั่นกัน
อาเซียนหลงโฆษณาชวนเชื่อของอเมริกา จนลืมว่า ในพม่านั้นมันเป็นสงครามจรยุทธ์ หรือสงครามกองโจร ที่ปะทะกันแต่ละครั้ง ทั้งสองฝ่ายมีกำลังไม่เกินร้อย และการปะทะกันในป่าเขา
หรือซุ่มโจมตีในหมู่บ้านมีคนตายอย่างมากก็หลักสิบ ในเวลาห้าปีมีคนตายเป็นแสนได้อย่างไร
นอกจากนั้น ยังพูดได้ว่า อาเซียนแทรกแซงพม่าแบบตาบอดคลำช้าง ที่ไม่รู้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าส่วนใหญ่แตกแยกกับเองภายในไปตั้งเป็นกลุ่มเป็นก๊ก รบกันเองภายใน จนไม่มีเวลารบกับพม่าตลอดเวลา 50 ปี
หนึ่งชาติพันธุ์อาจแบ่งออกเป็น 3-5 กลุ่ม และรบกับเองภายในกลุ่มต่างๆ บางกลุ่มเป็นฝ่ายรัฐบาลพม่าและเป็นฝ่ายต่อต้านได้แล้วแต่สถานการณ์พาไป การเจรจาหรือทำข้อตกลงกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้หมายความว่าสามารถตกลงกับชาติพันธุ์นั้นๆได้ทั้งหมด
สรุปคือ อาเซียนช่วยแก้ปัญหาพม่าแบบตาบอดคลำช้าง โดยไม่เข้าใจสถานการณ์หน้างาน เช่น ฉันทามติ 5 ข้อ ทำไม่ได้ตั้งแต่ข้อที่ 1 ที่เรียกร้องให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายยุติความรุนแรงทันที ข้อนี้ถูกซีไอเอทำลายซึ่งหน้าโดยการตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (พีดีเอฟ) ขึ้นมาทำสงครามกับรัฐบาลทหารพม่าร่วมกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์
กลุ่มชาติพันธุที่สลายตัวไปแล้ว เช่นคะยา และกะเหรี่ยงบางกลุ่ม ถูกซีไอเอรวมกลุ่มขึ้นมาใหม่ให้รบกับพม่าและฝึกทหารให้พีดีเอฟ ในเวลาเดียวกัน พรรคเอ็นแอลดีก็ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาจัดตั้งรัฐบาลเงาขึ้นมาเรียกว่า “รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ” หรือ เอ็นยูจี
อเมริกันกับพรรคก้าวไกลในประเทศไทยสนับสนุนเอ็นยูจีกับพีดีเอฟออกหน้าและอาเซียนไกลออกไปก็สนับสนุนฝ่ายต่อต้านออกหน้าโดยเฉพาะสิงคโปร์สนับสนุนฝ่ายต่อต้านตามแผนการของอเมริกา ส่วนอินโดนีเซียกับมาเลเซียมีอคติ ก็เพราะเข้าใจว่าพม่ากดขี่โรฮีนจา ซึ่งนับถือศาสนาเดียวกันกับอินโดนีเซียประเทศมุสลิมใหญ่ที่สุดในโลก
อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จึงได้โวยวายขณะที่ประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย เยือนประเทศไทยเป็นทางการว่า “มาเลเซียไม่พิจารณาส่งผู้อพยพโรฮีนจากว่า 5,000 คนกลับพม่าไปเสี่ยงความปลอดภัยในชีวิต”
เชื่อว่านายอันวาร์ รู้ว่าผู้อพยพโรฮีนจา ส่วนใหญ่มาจากค่ายอพยพ “ค็อกซ์บาซาร์” ในบังกลาเทศ มากกว่ามาจากพม่า เพราะโรฮีนจาอพยพออกจากพม่าตั้งแต่ปี 2553 ส่วนใหญ่ไปอยู่ในค่ายค็อกซ์บาซาร์ บางกลุ่มล่องเรือเสี่ยงตายมาประเทศไทยเพื่อผ่านไปมาเลเซียและอินโดนีเซียนายอันวาร์รู้อยู่เต็มอก ว่า ส่งโรฮีนจาไปพม่าก็ต้องไปอยู่ในค่ายแต่ออกมาโวยวายให้นานาชาติเกลียดพม่า
สรุปว่า ในกลุ่มประเทศอาเซียนพม่ายังเชื่อมั่นในประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยพม่ามั่นใจว่ามีศักยภาพร่วมมือกันพัฒนารอบด้านทั้งเศรษฐกิจ การค้า วัฒนธรรมและความมั่นคง
โดยเฉพาะอย่างพลเอกมิน อ่อง หล่าย เชื่อมั่นและศรัทธาทหารไทยเคยปวารณาตัวเป็นบุตรบุญธรรมพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตรัฐบุรุษ
ในขณะที่พม่าตีตัวออกห่างจากอาเซียนไปซบ จีน อินเดีย รัสเซีย และประเทศในโลกใต้มากขึ้นทุกขณะ ไทยซึ่งเป็นมิตรใกล้ชิดพม่าอย่าให้ใกล้เกลือกินด่าง ตีตัวออกห่างพม่า เหมือนชาติอาเซียนที่อยู่ไกลออกไป
สุทิน วรรณบวร

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี