ความพยายามของอาเซียน ที่จะสร้างความปรองดองแห่งชาติพม่า ตามฉันทามติ 5 ข้อ ไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากว่าฝ่ายต่อต้านในกลุ่มชาติพันธุ์ต้องการให้นางออง ซาน ซู จี ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล มีส่วนสำคัญในการเจรจาสันติภาพพม่า
ประกอบกับความขัดแย้ง แตกแยก แย่งชิงกันเป็นใหญ่ แย่งชิงผลประกันเองภายในและไม่เป็นเอกภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้ฝ่ายต่อต้านส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของจีน พี่ใหญ่ที่มีชายแดนติดทางเหนือของรัฐฉาน
หากมองจากความขัดแย้งรุนแรงในพม่าหลังจาก พลเอกมิน อ่อง หล่าย ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1กุมภาพันธ์ 2564 ต้องยอมรับความจริงว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังจากทหารยึดอำนาจ ล้วนเป็นผลจากการแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาและตะวันตก ที่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเงาและกองกำลังติดอาวุธขึ้นมาทำสงครามกับรัฐบาลทหารพม่า
ผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองและความขัดแย้งในพม่ายังจำได้ว่า การประท้วงต่อต้านต้องการยึดอำนาจ ในสองวันแรกเป็นไปอย่างเรียบง่าย ที่ฝ่ายต่อต้านไม่กล้าแม้แต่ข้ามเชือกที่ทหารกั้นหน้าสถานที่ราชการ
แต่หลังจากสถานทูตสหรัฐกับฝรั่งเศสออกมาประกาศสนับสนุนผู้ประท้วงต่อต้านการยึดอำนาจผู้ชุมนุมลุกฮือขึ้นมาเผาโรงงาน บริษัท ร้านค้าตลอดถึงที่พักอาศัยในชุมชนคนจีน ซึ่งเป็นจลาจลรุนแรงผิดธรรมชาติ เหมือนกับการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายต่อต้านจีน ที่จงใจทำให้สถานการณ์เลวร้าย จนสุดท้ายคณะผู้บริหารแห่งรัฐ ต้องประกาศเคอร์ฟิวและภาวะฉุกเฉิน
แกนนำการชุมนุมที่เป็นกรรมการบริหาร“พรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซู จี” จำนวนมากหลบหนีการจับกุมไปเคลื่อนไหวใต้ดิน
ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ผลักดันให้อาเซียนจัดประชุมสุดยอดผู้นำนัดพิเศษในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2564
การประชุมนัดพิเศษอาเซียนเพื่อถกปัญหาพม่า บรรลุฉันทามติ 5 ข้อในแผนการช่วยแก้วิกฤตการเมืองในพม่า ฉันทามติข้อที่ 1 คือให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายในพม่ายุติความรุนแรงทันที เพื่อแสวงหาแนวทางสันติภาพด้วยการเจรจา
พลเอกมิน อ่อง หล่าย หนึ่งในผู้นำอาเซียนที่ร่วมลงนามในฉันทามติ 5 ข้อ กลับจากประชุมอาเซียนในจาการ์ตา ถึงเนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่พม่าได้ประกาศยุติหยุดยิงทั่วประเทศทันทีจนถึงเดือนธันวาคม 2564
สิบวันหลังจากรัฐบาลทหารหยุดยิงทั่วประเทศ วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ออง ซาน ซู จี ซึ่งถูกกักตัวในบ้านพักรัฐบาล ประกาศปฏิวัติประชาชนทั่วประเทศพม่า เรียกร้องให้ประชาชนทุกหมู่บ้าน ตำบล หยิบฉวยมีด พร้า อาวุธประจำกายที่หาได้ขึ้นมาทำสงครามกับรัฐบาลทหาร
ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซู จี จัดหาอาวุธอยู่นั้นได้มีการจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government = NUG) เป็นรัฐบาลเงาขึ้นมาพร้อมๆ กับการจัดตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People Defense Force=PDF) เป็นกองกำลังติดอาวุธของรัฐบาลเงา
ปักกิ่งรู้ว่า ซีไอเอ จัดตั้งเอ็นยูจี กับพีดีเอฟ ขึ้นในพม่าเพื่อสร้างอิทธิพลทางการเมืองให้สหรัฐอเมริกาได้คานอำนาจจีน ที่ทั้งปักกิ่งและวอชิงตันถือว่า พม่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความรุนแรงในพม่าตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา ล้วนเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สหรัฐฯและตะวันตกมีเป้าหมายโค่นล้ม มิน อ่อง หล่าย โดยการใช้พีดีเอฟ และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายในพม่าทำสงครามรัฐบาลทหาร
มีรายงานว่า ซีไอเอและอดีตทหารผ่านศึกอเมริกัน จัดการให้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐกะเหรี่ยงและบางส่วนในรัฐฉานที่ล่มสลายไปแล้ว ได้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ร่วมมือกับพีดีเอฟทำสงครามกับรัฐบาลทหารพม่า
ตลอดเวลาห้าปีที่ทั่วโลกรวมทั้งคนไทย เข้าใจตามโฆษณาชวนเชื่อของอเมริกาและตะวันตกว่า ฝ่ายต่อต้านในพม่ายึดครองพื้นที่ในประเทศได้เป็นส่วนใหญ่ และรัฐบาลทหารใกล้ล่มสลาย
สมาชิกอาเซียนที่อยู่ไกลออกไปจากพม่าก็หลงเชื่อปฏิบัติการข่าวของอเมริกา พากันสนับสนุนเอ็นยูจี กับ พีดีเอฟ ออกหน้า
ภาพลวงตาที่ออกมาทำให้อาเซียนไม่มีโอกาสรู้ความจริงว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าส่วนใหญ่แตกแยกกันเองภายในจนไม่มีเวลารบกับพม่า
ผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองและความขัดแย้งในพม่า พบว่า ชาติพันธุ์เกือบทุกกลุ่มในพม่าขัดแย้งแตกแยก แย่งชิงความเป็นใหญ่ แย่งชิงผลประโยชน์กันเองภายใน ตัวอย่างชัดเจนที่เห็นกับตาคือ ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย แตกแยกออกเป็น8 กลุ่ม ที่มีชื่อย่อภาษาอังกฤษอ่านกันไม่หวาดไม่ไหว
เช่น KNU DKBA BGG KNA KOTOLIE และอื่นๆ กะเหรี่ยงทั้งแปดกลุ่ม เป็นได้ทั้งฝายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลพม่าสับเปลี่ยนสถานะไปมาตามสถานการณ์ในเวลานั้นๆ
ดังนั้น เมื่ออาเซียนส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้อิทธิพลโฆษณาชวนเชื่อของอเมริกาและตะวันตก พยายามสร้างความปรองดองในพม่าจึงเหมือนตาบอดคลำช้าง ที่เชิญกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาพบเพื่อกรุยทางการเจรจาครอบคลุมทุกฝ่ายในพม่า
ประเทศไทยจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนนอกรอบเพื่อหารือปัญหาพม่า เมื่อวันที่12 ก.ค. และหลังจากประชุมนอกรอบในกรุงเทพฯมีรายงานว่า ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าหลายกลุ่มได้พบกับทูตพิเศษพม่าของอาเซียนและรัฐมนตรีการต่างประเทศของไทย นายสีหศักด์ิ พวงเกตุแก้ว
ต่อมา หนึ่งในผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้พบกับทูตพิเศษอาเซียน บอกกับแนวหน้าว่า “ผลการหารือเป็นไปด้วยดี เสียดายที่เอ็นยูจีไม่ได้เข้าร่วมพูดจา” แหล่งข่าวกล่าว และเสริมว่า “จะมีประโยชน์อะไรเมื่อฝ่าย ออง ซาน ซู จี ไม่มีส่วนร่วมในการเจรจา..อย่าลืมว่า มันเป็นความขัดแย้งระหว่างพม่ากับพม่า พวกเราถูกลากเข้าไปในความขัดแย้งของพม่ากันเอง..”
แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยจะเดินทางไปพบกับรัฐบาลพม่าในกรุงเนปิดอว์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
วันที่ 21 กรกฎาคม พันธมิตร 7 องค์กรกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ หรือ EAO ออกแถลงการณ์มีใจความว่า พันธมิตร 7 EAO ยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงแห่งชาติ
7 EAO ได้ประชุมกับกรรมการประสานงานความสามัคคีและสันติภาพแห่งชาติ ของรัฐบาลทหาร ที่เนปิดอว์เพื่อทบทวนกระบวนการสันติภาพ (#น่าสังเกตที่ 7 EAO ยังใช้คำว่ารัฐบาลทหาร)
“ระหว่างการประชุมทบทวนสองวัน ทั้งสองฝ่ายได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับประเด็นการสร้างความไว้วางใจและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในกระบวนการสันติภาพ” พันเอกไซ่ อิง หัวหน้าทีมเจรจาของกลุ่มพันธมิตร 7 EAO กล่าวในคำแถลงปิดการประชุมว่า
ฉันทามติที่ได้จากการประชุมจะถูกนำเสนอและหารือในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการของกลุ่มพันธมิตร 7 EAO เพื่อให้ได้แนวทางสำหรับกระบวนการสันติภาพในอนาคต
“ในการเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพอีกครั้ง ผมอยากจะกล่าวว่า เรากำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างสถานการณ์ที่เรามีกลุ่มพันธมิตร 7 EAO กำลังพัฒนาร่วมกัน กับสถานการณ์ที่แต่ละองค์กร EAO อื่นๆ กำลังพัฒนาอยู่” พันเอก ไซ่ อิง กล่าวต่อไปว่า“การเจรจาแยกต่างหากกับกลุ่มติดอาวุธอื่นๆแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพ”
แถลงการณ์ ระบุว่า รัฐบาลทหารกำลังเจรจาสันติภาพกับกลุ่มพันธมิตร 7 กลุ่มติดอาวุธ, SSPP/SSA, SNA, UWSP/UWSA และ NDAAรวมถึง PSLF/TNLA ซึ่งเข้าร่วมในการปฏิบัติการ “Operation 1027” ด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่า 7 EAO ซึ่งฝักใฝ่สหรัฐอเมริกาและตะวันตก กำลังปรับดุลอำนาจกับกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือและตอนใต้รัฐฉานซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใต้อิทธิพลของจีน
แถลงการณ์มีต่อไปว่า “แม้ว่านโยบายการมีส่วนร่วมของอาเซียนจะนำไปสู่ทางออกทางการเมืองที่สมจริงในประเด็นเมียนมาได้ แต่สิ่งสำคัญคือ“ไม่ควรไปถึงระดับของการรับรองรัฐบาลทหารที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่ฉ้อฉล” ตามที่คณะกรรมการกลางพรรค NLD กล่าวเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม
และพรรค NLD ระบุว่า การเจรจาเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ควรมีผู้นำทางการเมืองรวมถึงนางออง ซาน ซู จี มีส่วนร่วมในการเจรจาอย่างเสรีเท่านั้น ที่จะขับเคลื่อนกระบวนการยุติความขัดแย้งได้
ข้อสังเกตคือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ไปเจรจากับผู้แทนรัฐบาลพม่า ยังคงเรียกรัฐบาลจากการเลือกตั้งว่ารัฐบาลทหาร และวลีที่ว่า “อย่าให้ถึงกับรับรองรัฐทหารที่มาจากการเลือกตั้งที่ฉ้อฉล”
นำแถลงการณ์ที่ใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้อง อาจเป็นเพราะใช้ AI แปลจากภาษาพม่าหรือไม่ก็เป็นภาษาใดภาษาหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ มานำเสนอตามความเข้าใจของผู้เขียน
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ที่ออกมา อาจทำให้อาเซียนสำนึกได้ว่า สร้างความปรองดองแห่งชาติพม่าไม่ง่ายอย่างที่เข้าใจ และอาเซียนไม่มีวันแก้ปัญหาพม่าได้ตราบใดไม่เข้าใจว่า ชาติพันธุ์ในพม่าแตกแยกกับอย่างไร และใครได้ประโยชน์จากความแตกแยกของกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า
อาเซียนใช้เวลากับพม่ามา 5 ปี ประธานหมุนเวียนอาเซียนรวมทั้ง บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ล้วนผ่านการแก้ปัญหาขัดแย้งแตกแยกในพม่ามาแล้วทั้งนั้น แต่ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนไม่คืบหน้าใดๆ และไม่คืบหน้าในทศวรรษหน้าเนื่องจากอาเซียนแก้ปัญหาแบบตาบอดคลำช้าง
สุทิน วรรณบวร

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี