วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ความพยายามของอาเซียน ที่จะสร้างความปรองดองแห่งชาติพม่า ตามฉันทามติ 5 ข้อ ไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากว่าฝ่ายต่อต้านในกลุ่มชาติพันธุ์ต้องการให้นางออง ซาน ซู จี ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล มีส่วนสำคัญในการเจรจาสันติภาพพม่า
ประกอบกับความขัดแย้ง แตกแยก แย่งชิงกันเป็นใหญ่ แย่งชิงผลประกันเองภายในและไม่เป็นเอกภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้ฝ่ายต่อต้านส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของจีน พี่ใหญ่ที่มีชายแดนติดทางเหนือของรัฐฉาน
หากมองจากความขัดแย้งรุนแรงในพม่าหลังจาก พลเอกมิน อ่อง หล่าย ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1กุมภาพันธ์ 2564 ต้องยอมรับความจริงว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังจากทหารยึดอำนาจ ล้วนเป็นผลจากการแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาและตะวันตก ที่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเงาและกองกำลังติดอาวุธขึ้นมาทำสงครามกับรัฐบาลทหารพม่า
ผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองและความขัดแย้งในพม่ายังจำได้ว่า การประท้วงต่อต้านต้องการยึดอำนาจ ในสองวันแรกเป็นไปอย่างเรียบง่าย ที่ฝ่ายต่อต้านไม่กล้าแม้แต่ข้ามเชือกที่ทหารกั้นหน้าสถานที่ราชการ
แต่หลังจากสถานทูตสหรัฐกับฝรั่งเศสออกมาประกาศสนับสนุนผู้ประท้วงต่อต้านการยึดอำนาจผู้ชุมนุมลุกฮือขึ้นมาเผาโรงงาน บริษัท ร้านค้าตลอดถึงที่พักอาศัยในชุมชนคนจีน ซึ่งเป็นจลาจลรุนแรงผิดธรรมชาติ เหมือนกับการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายต่อต้านจีน ที่จงใจทำให้สถานการณ์เลวร้าย จนสุดท้ายคณะผู้บริหารแห่งรัฐ ต้องประกาศเคอร์ฟิวและภาวะฉุกเฉิน
แกนนำการชุมนุมที่เป็นกรรมการบริหาร“พรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซู จี” จำนวนมากหลบหนีการจับกุมไปเคลื่อนไหวใต้ดิน
ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ผลักดันให้อาเซียนจัดประชุมสุดยอดผู้นำนัดพิเศษในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2564
การประชุมนัดพิเศษอาเซียนเพื่อถกปัญหาพม่า บรรลุฉันทามติ 5 ข้อในแผนการช่วยแก้วิกฤตการเมืองในพม่า ฉันทามติข้อที่ 1 คือให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายในพม่ายุติความรุนแรงทันที เพื่อแสวงหาแนวทางสันติภาพด้วยการเจรจา
พลเอกมิน อ่อง หล่าย หนึ่งในผู้นำอาเซียนที่ร่วมลงนามในฉันทามติ 5 ข้อ กลับจากประชุมอาเซียนในจาการ์ตา ถึงเนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่พม่าได้ประกาศยุติหยุดยิงทั่วประเทศทันทีจนถึงเดือนธันวาคม 2564
สิบวันหลังจากรัฐบาลทหารหยุดยิงทั่วประเทศ วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ออง ซาน ซู จี ซึ่งถูกกักตัวในบ้านพักรัฐบาล ประกาศปฏิวัติประชาชนทั่วประเทศพม่า เรียกร้องให้ประชาชนทุกหมู่บ้าน ตำบล หยิบฉวยมีด พร้า อาวุธประจำกายที่หาได้ขึ้นมาทำสงครามกับรัฐบาลทหาร
ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซู จี จัดหาอาวุธอยู่นั้นได้มีการจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government = NUG) เป็นรัฐบาลเงาขึ้นมาพร้อมๆ กับการจัดตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People Defense Force=PDF) เป็นกองกำลังติดอาวุธของรัฐบาลเงา
ปักกิ่งรู้ว่า ซีไอเอ จัดตั้งเอ็นยูจี กับพีดีเอฟ ขึ้นในพม่าเพื่อสร้างอิทธิพลทางการเมืองให้สหรัฐอเมริกาได้คานอำนาจจีน ที่ทั้งปักกิ่งและวอชิงตันถือว่า พม่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความรุนแรงในพม่าตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา ล้วนเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สหรัฐฯและตะวันตกมีเป้าหมายโค่นล้ม มิน อ่อง หล่าย โดยการใช้พีดีเอฟ และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายในพม่าทำสงครามรัฐบาลทหาร
มีรายงานว่า ซีไอเอและอดีตทหารผ่านศึกอเมริกัน จัดการให้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐกะเหรี่ยงและบางส่วนในรัฐฉานที่ล่มสลายไปแล้ว ได้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ร่วมมือกับพีดีเอฟทำสงครามกับรัฐบาลทหารพม่า
ตลอดเวลาห้าปีที่ทั่วโลกรวมทั้งคนไทย เข้าใจตามโฆษณาชวนเชื่อของอเมริกาและตะวันตกว่า ฝ่ายต่อต้านในพม่ายึดครองพื้นที่ในประเทศได้เป็นส่วนใหญ่ และรัฐบาลทหารใกล้ล่มสลาย
สมาชิกอาเซียนที่อยู่ไกลออกไปจากพม่าก็หลงเชื่อปฏิบัติการข่าวของอเมริกา พากันสนับสนุนเอ็นยูจี กับ พีดีเอฟ ออกหน้า
ภาพลวงตาที่ออกมาทำให้อาเซียนไม่มีโอกาสรู้ความจริงว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าส่วนใหญ่แตกแยกกันเองภายในจนไม่มีเวลารบกับพม่า
ผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองและความขัดแย้งในพม่า พบว่า ชาติพันธุ์เกือบทุกกลุ่มในพม่าขัดแย้งแตกแยก แย่งชิงความเป็นใหญ่ แย่งชิงผลประโยชน์กันเองภายใน ตัวอย่างชัดเจนที่เห็นกับตาคือ ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย แตกแยกออกเป็น8 กลุ่ม ที่มีชื่อย่อภาษาอังกฤษอ่านกันไม่หวาดไม่ไหว
เช่น KNU DKBA BGG KNA KOTOLIE และอื่นๆ กะเหรี่ยงทั้งแปดกลุ่ม เป็นได้ทั้งฝายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลพม่าสับเปลี่ยนสถานะไปมาตามสถานการณ์ในเวลานั้นๆ
ดังนั้น เมื่ออาเซียนส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้อิทธิพลโฆษณาชวนเชื่อของอเมริกาและตะวันตก พยายามสร้างความปรองดองในพม่าจึงเหมือนตาบอดคลำช้าง ที่เชิญกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาพบเพื่อกรุยทางการเจรจาครอบคลุมทุกฝ่ายในพม่า
ประเทศไทยจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนนอกรอบเพื่อหารือปัญหาพม่า เมื่อวันที่12 ก.ค. และหลังจากประชุมนอกรอบในกรุงเทพฯมีรายงานว่า ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าหลายกลุ่มได้พบกับทูตพิเศษพม่าของอาเซียนและรัฐมนตรีการต่างประเทศของไทย นายสีหศักด์ิ พวงเกตุแก้ว
ต่อมา หนึ่งในผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้พบกับทูตพิเศษอาเซียน บอกกับแนวหน้าว่า “ผลการหารือเป็นไปด้วยดี เสียดายที่เอ็นยูจีไม่ได้เข้าร่วมพูดจา” แหล่งข่าวกล่าว และเสริมว่า “จะมีประโยชน์อะไรเมื่อฝ่าย ออง ซาน ซู จี ไม่มีส่วนร่วมในการเจรจา..อย่าลืมว่า มันเป็นความขัดแย้งระหว่างพม่ากับพม่า พวกเราถูกลากเข้าไปในความขัดแย้งของพม่ากันเอง..”
แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยจะเดินทางไปพบกับรัฐบาลพม่าในกรุงเนปิดอว์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
วันที่ 21 กรกฎาคม พันธมิตร 7 องค์กรกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ หรือ EAO ออกแถลงการณ์มีใจความว่า พันธมิตร 7 EAO ยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงแห่งชาติ
7 EAO ได้ประชุมกับกรรมการประสานงานความสามัคคีและสันติภาพแห่งชาติ ของรัฐบาลทหาร ที่เนปิดอว์เพื่อทบทวนกระบวนการสันติภาพ (#น่าสังเกตที่ 7 EAO ยังใช้คำว่ารัฐบาลทหาร)
“ระหว่างการประชุมทบทวนสองวัน ทั้งสองฝ่ายได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับประเด็นการสร้างความไว้วางใจและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในกระบวนการสันติภาพ” พันเอกไซ่ อิง หัวหน้าทีมเจรจาของกลุ่มพันธมิตร 7 EAO กล่าวในคำแถลงปิดการประชุมว่า
ฉันทามติที่ได้จากการประชุมจะถูกนำเสนอและหารือในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการของกลุ่มพันธมิตร 7 EAO เพื่อให้ได้แนวทางสำหรับกระบวนการสันติภาพในอนาคต
“ในการเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพอีกครั้ง ผมอยากจะกล่าวว่า เรากำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างสถานการณ์ที่เรามีกลุ่มพันธมิตร 7 EAO กำลังพัฒนาร่วมกัน กับสถานการณ์ที่แต่ละองค์กร EAO อื่นๆ กำลังพัฒนาอยู่” พันเอก ไซ่ อิง กล่าวต่อไปว่า“การเจรจาแยกต่างหากกับกลุ่มติดอาวุธอื่นๆแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพ”
แถลงการณ์ ระบุว่า รัฐบาลทหารกำลังเจรจาสันติภาพกับกลุ่มพันธมิตร 7 กลุ่มติดอาวุธ, SSPP/SSA, SNA, UWSP/UWSA และ NDAAรวมถึง PSLF/TNLA ซึ่งเข้าร่วมในการปฏิบัติการ “Operation 1027” ด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่า 7 EAO ซึ่งฝักใฝ่สหรัฐอเมริกาและตะวันตก กำลังปรับดุลอำนาจกับกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือและตอนใต้รัฐฉานซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใต้อิทธิพลของจีน
แถลงการณ์มีต่อไปว่า “แม้ว่านโยบายการมีส่วนร่วมของอาเซียนจะนำไปสู่ทางออกทางการเมืองที่สมจริงในประเด็นเมียนมาได้ แต่สิ่งสำคัญคือ“ไม่ควรไปถึงระดับของการรับรองรัฐบาลทหารที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่ฉ้อฉล” ตามที่คณะกรรมการกลางพรรค NLD กล่าวเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม
และพรรค NLD ระบุว่า การเจรจาเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ควรมีผู้นำทางการเมืองรวมถึงนางออง ซาน ซู จี มีส่วนร่วมในการเจรจาอย่างเสรีเท่านั้น ที่จะขับเคลื่อนกระบวนการยุติความขัดแย้งได้
ข้อสังเกตคือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ไปเจรจากับผู้แทนรัฐบาลพม่า ยังคงเรียกรัฐบาลจากการเลือกตั้งว่ารัฐบาลทหาร และวลีที่ว่า “อย่าให้ถึงกับรับรองรัฐทหารที่มาจากการเลือกตั้งที่ฉ้อฉล”
นำแถลงการณ์ที่ใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้อง อาจเป็นเพราะใช้ AI แปลจากภาษาพม่าหรือไม่ก็เป็นภาษาใดภาษาหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ มานำเสนอตามความเข้าใจของผู้เขียน
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ที่ออกมา อาจทำให้อาเซียนสำนึกได้ว่า สร้างความปรองดองแห่งชาติพม่าไม่ง่ายอย่างที่เข้าใจ และอาเซียนไม่มีวันแก้ปัญหาพม่าได้ตราบใดไม่เข้าใจว่า ชาติพันธุ์ในพม่าแตกแยกกับอย่างไร และใครได้ประโยชน์จากความแตกแยกของกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า
อาเซียนใช้เวลากับพม่ามา 5 ปี ประธานหมุนเวียนอาเซียนรวมทั้ง บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ล้วนผ่านการแก้ปัญหาขัดแย้งแตกแยกในพม่ามาแล้วทั้งนั้น แต่ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนไม่คืบหน้าใดๆ และไม่คืบหน้าในทศวรรษหน้าเนื่องจากอาเซียนแก้ปัญหาแบบตาบอดคลำช้าง
สุทิน วรรณบวร

ศธ.ปฏิรูปดิจิทัลครั้งใหญ่ ประเสริฐ ประกาศเริ่ม MoE Digital Era 2570 เชื่อมข้อมูลทั้งระบบ ตั้งเป้าใช้จริงใน 6 เดือน
รมว.ต่างประเทศลิทัวเนีย วางพวงมาลาถวายสักการะพระโกศ สมเด็จพระพันปีหลวง และ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
เชียงใหม่น่าห่วง! พบติดเชื้อ HIV ทะลุ 2.3 หมื่น เพิ่มเฉลี่ยวันละ 2 คน พุ่งเป้ากลุ่มวัยรุ่น 15-24 ปี
อนุทิน โพสต์ภาพคู่ เนวิน-พิพัฒน์ สยบข่าวร้าว เขียนแซว สัมพันธ์ ' #นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée '
พูโลยันมาเลเซียไม่เกี่ยวเรื่องเงินทุนในเหตุป่วนใต้ เตือนหากกล่าวหาโดยไร้หลักฐานอาจกระทบสัมพันธ์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี