วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อกล่าวถึง โครงการ TH-AI Passport หลายคนอาจเข้าใจว่า เป็นการจัดทำหนังสือเดินทางสำหรับคนไทยรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี AI เข้าช่วยวิเคราะห์แยกแยะในการจดจำใบหน้าและอัตลักษณ์ส่วนบุคคล โดยมีกระทรวงต่างประเทศเป็นเจ้าของโครงการแต่แท้จริงแล้ว โครงการ TH-AI Passportเป็นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เพื่อจัดทำแพลตฟอร์มกลางรวบรวมเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ชั้นนำระดับโลก เช่น ChatGPT Plus, Gemini Advanced และ Claude ระดับ Pro หรือระดับพิเศษแบบมืออาชีพ รวมกว่า 12 โมเดลหรือชนิด ให้คนไทย 5 ล้านคนใช้งานระดับ Pro โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นเวลา 1 ปี โครงการนี้ใช้งบประมาณ 1.6 พันล้านบาท จากกองทุนพัฒนาดิจิทัล
ตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้ โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึง AI ระดับ Pro หรือ พรีเมียม ระดับพิเศษแบบมืออาชีพที่ปกติมีค่าใช้จ่ายสูงพัฒนาทักษะ (Up-Skill): มุ่งเน้นยกระดับทักษะดิจิทัล เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการทำงาน และการสร้างรายได้จริง โดยรัฐบาลแจกสิทธิให้เข้าใช้งานฟรี
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไป ที่ทำการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน เข้าอบรม ผ่านการอบรมหลักสูตร AI เบื้องต้นในระบบ “Learn to Earn” ตามเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อผ่านจะได้รับสิทธิรหัสปลดล็อกเข้าใช้งานในแพลตฟอร์มกลาง เชื่อมโยง AI ในแพลตฟอร์มต่างๆ
ผู้คนในยุคนี้ เมื่อกล่าวถึง AI จะสัมผัส และรู้สึกถึงความทันสมัย ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว AI ได้กำเนิดขึ้นมาในโลกนี้นานถึง 70 ปีแล้ว และพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด หากเปรียบเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต ถือได้ว่า AI เข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้ว
โครงการนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงและจับตาอย่างกว้างขวางในสังคม ทั้งในแง่ของความคุ้มค่าและพัฒนาได้จริง ความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานที่ลงทะเบียน
ความไม่ชัดเจนตั้งแต่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ โครงการเพื่อเปิดประมูล ที่กำหนดให้โฆษณาผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อเพียง 1,500 สาขา ซึ่งมีผู้ถือสิทธิรายใหญ่เพียงรายเดียวในประเทศไทย และอยู่ในกิจการร่วมค้าที่ชนะการประมูลตลอดจนเป็นบริษัทที่จัดทำราคากลาง
ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า กำหนดเงื่อนไขล็อกสเปกบริษัทผู้รับจ้างจัดทำโครงการผู้ผ่านการประมูล เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด และในเชิงผลประโยชน์ทับซ้อนกับบุคคลในคณะรัฐบาลปัจจุบันหรือไม่
ความคุ้มค่าสำหรับงบประมาณ 1,600 ล้านบาท อาจไม่ต่างกับการแจกเงิน เพราะไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและองค์ความรู้ และมิได้สร้างองค์ความรู้ต่อยอดและสร้างผู้เชี่ยวชาญด้าน IT และสตาร์ทอัพไทย เพราะเป็นการซื้อผลิตภัณฑ์และบริการจากบริษัทต่างชาติ
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ คนที่จำเป็นต้องใช้ AI ระดับ Pro ในการทำงานจริงๆ ในชีวิตประจำวัน มักจะไม่มีเวลามานั่งเรียนหลักสูตร ซึ่งเป็นการให้ความรู้เพื่อสอบให้ผ่าน ส่วนคนที่ยอมเสียเวลาเรียนจนผ่านหลักสูตร ก็ไม่แน่ว่า ในชีวิตจริงจะมีงานที่จำเป็นต้องใช้ AI ระดับ Pro ขนาดนั้น
นอกจากนี้ ยังอาจเป็นการใช้งบประมาณที่ซ้ำซ้อนในโครงการลักษณะเดียวกัน แต่เจ้าของโครงการต่างกระทรวงกันเนื่องจากมีโครงการ THAI Academy - AI in Education และ AI for Teachers ซึ่งเป็นโครงการไตรภาคีภาครัฐ-เอกชน ในความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และบริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีลักษณะเป็นการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติในระยะยาว
อีกทั้งความไม่ชัดเจนว่า ประสิทธิภาพของ AI ระดับธรรมดาที่คนทั่วไปสามารถใช้ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว มีประสิทธิภาพการใช้งานแตกต่างจาก AI ระดับ Pro ตามโครงการนี้อย่างไร
การจ้างผู้รับเหมาตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้ทำการสร้างแพลตฟอร์มกลางขึ้นมาใหม่ (มีภาระค่าระบบ ค่าบริหารจัดการ ค่าวางคลาวด์) ซึ่งมีมูลค่าสูงและค่าบำรุงรักษาระบบในระยะยาว รัฐบาลควรเลือกมอบสิทธิ “คูปองส่วนลด” หรือ “สิทธิเงินอุดหนุน(Subsidy)” ให้ประชาชนไปเลือกซื้อสิทธิการเข้าใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม OpenAI หรือ Google ที่เปิดให้ใช้งานโดยตรงอยู่ หรืออาจนำงบประมาณส่วนนี้ไปอุดหนุนให้บริษัท/สถาบันการศึกษาเอาไปแจกคนของตัวเองที่ใช้งานจริง ซึ่งจะตรงจุดกว่าและไม่ต้องเสียเงินสร้างระบบซ้ำซ้อน
ประการสำคัญคือ ผู้รับประโยชน์จากงบประมาณในโครงการนี้ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ประกอบการต่างประเทศ งบประมาณโครงการนี้ ส่วนใหญ่จะกลายเป็นค่าลิขสิทธิ์ (License) ที่ต้องจ่ายให้บริษัทระดับเดคาคอร์น(Decacorn) ในสหรัฐฯ เช่น Microsoft, Google
หากรัฐต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยควรนำงบประมาณส่วนนี้ มาจ้างสตาร์ทอัพไทยพัฒนาต่อยอด AI ภาษาไทย หรือแจกทุนให้ SME ไทยทำระบบอัตโนมัติ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศและสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทยให้เติบโตได้ยั่งยืนกว่า อีกทั้งหากสามารถพัฒนาต่อยอดได้ผลิตภัณฑ์ AI ที่มีประสิทธิภาพเฉพาะทางได้ดีกว่า และจะสามารถขายผลิตภัณฑ์เป็นค่าลิขสิทธิ์ (License) เป็นรายได้กลับคืนสู่ประเทศได้อีกด้วย
โครงการนี้ ยังมีระยะเวลาดำเนินการที่เร่งรีบเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหาตลอดจนเทคนิคของการดำเนินการจนน่าสงสัย เพราะไม่น่าจะดำเนินการได้ทัน
TH-AI Passport เพื่อประโยชน์คนไทย หรือเพื่อประโยชน์ของใครกันแน่ ?
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
rujira_bunnag@yahoo.com
Twitter : @RujiraBunnag

จะโดนดำเนินคดีอะไรหรือไม่!? เอ็ดดี้ ข้องใจ หมอเจ้าของไข้ไม่ตรวจรักษาจนคนไข้ตาย แค่โดนไล่ออก
สหรัฐฯเตือนพลเมืองอเมริกัน หวั่นภัยความมั่นคง หลังศึกอิหร่านตึงเครียดหนัก
หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!
ไขปริศนา! โลงศพแดงวัดธาตุทอง เผยเป็นร่าง 'คุณย่าทวด' ของตระกูลผู้สร้าง
กรวีร์ ขอรัฐทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลั่นอย่าให้ข้อมูลในระบบ มีน้ำหนักมากกว่าความจริงของชีวิต

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี