วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นับเป็นความกล้าหาญและตรงไปตรงมา ที่ต้องปรบมือให้แก่รัฐบาล หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็น “ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์” แล้วกลับมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างสง่าผ่าเผยว่า
1) คณะกรรมการสามารถสรุปผลการศึกษาได้ก่อนครบกำหนด 90 วันตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยผลการศึกษาพบว่า โครงการแลนด์บริดจ์ มีความน่าจะเป็นในการดำเนินโครงการในระดับต่ำ เนื่องจากเสี่ยงต่อภาระงบประมาณและมีความเสี่ยงรอบด้าน คณะกรรมการจึงมีมติเห็นควรให้รวบรวมรายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบการยุติโครงการในรูปแบบเดิม พร้อมยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีความเสียหายจากการลงทุนที่ดินหรือการก่อสร้างเนื่องจากยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ
2) นอกจากนี้ ยังพบว่า มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องดูแลผลกระทบในภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ให้มากกว่านี้ และเมื่อลงไปดูยังขาดการบูรณาการที่เป็นเอกภาพในเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งยังไม่ครบถ้วน ทั้งระบบนิเวศทางทะเล วิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงผืนป่า และจากการรับฟังความเห็น
ก็ยังมีความแตกต่าง ทั้งกลุ่มที่สนับสนุน คือ
ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมการผลิต แต่ส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีความกังวลและยังไม่ได้ตัดสินใจ
3) นายเอกนิติกล่าวว่า คณะกรรมการจึงมีมติว่า โครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจที่ต่ำ และเสี่ยงในเรื่องผลกระทบค่อนข้างสูง และยังมีความเห็นต่างในสังคม แต่เมื่อภาคเอกชนยังมีความต้องการในภาคใต้ทางออกทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งปัจจุบันมีท่าเรือระนอง โดยยังมีความต้องการใช้ท่าเรือดังกล่าวอยู่ โดยจะมีการให้พิจารณาไปดำเนินการปรับปรุง เพื่อใช้ท่าเรือระนองให้เป็นไปตามศักยภาพ รวมถึงพิจารณาเชื่อมโยงเรื่องทางรถไฟ ที่จะเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง และระบบการขนส่งทางราง หรือ Missing Link ที่สามารถใช้โอกาสเชื่อมโยงไปทางเหนือขึ้นไปประเทศจีน รวมถึงเชื่อมโยงไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออก
4) นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอในเรื่องการลงทุนขนาดใหญ่ว่า ควรเริ่มต้นพิจารณาจากยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศให้ชัดเจน ก่อนที่หน่วยงานใดจะศึกษาโครงการต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นบทเรียน โดยจะต้องดูในเชิงยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมด้วย และให้นำบทเรียนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาร่วมด้วย และผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปว่าเป็นการพับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ใช่หรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า “ก็จะว่าอย่างนั้นก็ได้”
5) ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวขอบคุณรัฐบาลภายหลังยกเลิกกล่าวถึงรัฐบาลยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ แต่เปลี่ยนมาเป็น Missing Link แทน มองว่า รัฐบาลได้ยึดถือข้อเท็จจริงและหลักการที่ถูกต้องมาวิเคราะห์ตัวโครงการ และตัดสินใจหยุดโครงการนี้ ตรงกับสิ่งที่เราได้พยายามนำเสนอมาโดยตลอด และคิดว่าเมื่อยุติโครงการแล้ว การพัฒนาภาคใต้จะต้องดำเนินการต่อสิ่งที่เราเสนอ โครงการเชื่อมใต้เชื่อมโลก Southern Connect เป็นสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุด จึงอยากให้รัฐบาลที่มีความตั้งใจอยู่แล้วในการเชื่อมโยงพื้นที่ โดยอยากให้คิดทั้งระบบ
ทั้งราง ถนน ท่าเรือ ให้คำนึงถึงการเปิดพื้นที่ให้กับคนใต้ในการที่จะสามารถส่งออกสินค้าที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมกับโลกและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งหมด
ดังนั้น ขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าจะนับ1 โครงการนั้นโครงการนี้ แต่ให้ดูภาพรวมตรงนี้เพื่อที่จะตัดสินใจ ในการลงให้เป็นระบบ และเกิดประโยชน์กับคนภาคใต้ให้มากที่สุด ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนตรงนี้
นายอภิสิทธิ์กล่าวย้ำว่า โครงการรถไฟมีมานานตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย อนุมัติรถไฟรางคู่ แต่ยังไปไม่ครบ แต่มีเส้นทางเพิ่มเติมขึ้นมาโดยเฉพาะในแนวขวาง ดังนั้น อยากให้รัฐบาลเร่งสรุป จัดลำดับความสำคัญของโครงการเพื่อให้เกิดระบบคมนาคมขนส่งอำนวยความสะดวกให้ภาคใต้ สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและโลกได้ผ่านการส่งออก หากทำตรงนี้สำเร็จจะถือเป็นประโยชน์มากกว่าโครงการแลนด์บริจด์ เนื่องจากมีความเสี่ยงน้อย มีคนใช้แน่นอน และคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และพรรคประชาธิปัตย์ก็สนับสนุนอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่า การเดินหน้าโครงการ MissingLink ควรที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองอื่นด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์เชื่อว่าหลายโครงการที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอมีการศึกษาอยู่ในเบื้องต้น รัฐบาลสามารถหยิบยกผลการศึกษา ความคุ้มค่าของโครงการเหล่านี้มาพิจารณา เพื่อมาทดแทนแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์ได้
พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาท่าเรือสองฝั่งอันดามันและอ่าวไทย แต่การเชื่อมในความเห็น ของพรรคประชาธิปัตย์ ความเหมาะสมที่จะเกิดขึ้น โดยเชื่อมกับฝั่งอันดามันทางมาเลเซีย สงขลา-ปีนัง จะลงทุนน้อย และทำให้มีการใช้บริการขนส่งจุดนั้นมาก รวมไปถึงผลกระทบในพื้นที่น้อยกว่า เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนจะมีปัญหาในพื้นที่อนุรักษ์หรือไม่ก็ต้องไปศึกษา มีการเชื่อมโยงอยู่ในระดับหนึ่งแล้วจึงไม่เหมือนกับโครงการแลนด์บริดจ์
6) ขณะที่ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ ก็แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ อันเป็นท่าทีปกติของท่านอยู่แล้วว่า
ผมเห็นด้วยกับ “พับแลนด์บริดจ์”... และนี่คือเหตุผล
เมื่อรัฐบาลประกาศผลการศึกษาว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่ำ ความเป็นไปได้ทางธุรกิจต่ำ และมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสูง หลายคนรีบสรุปทันทีว่า นี่คือความล้มเหลวของโครงการขนาดใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของประเทศ แต่สำหรับผม ข่าวนี้มีความสำคัญมากกว่านั้น เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ “แลนด์บริดจ์” แต่คือ วิธีคิดในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมักเริ่มต้นจาก “โครงการ” เมื่อมีแนวคิดสร้างโครงการขนาดใหญ่ เราจึงค่อยหาข้อมูลมาสนับสนุนว่าคุ้มค่าเพียงใด
แต่ประเทศที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่กลับทำตรงกันข้าม พวกเขาเริ่มจาก “ยุทธศาสตร์” แล้วจึงออกแบบโครงการให้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์นั้น
1. รัฐบาลกล้ายอมรับว่า “แลนด์บริดจ์ไม่คุ้มทุน”
ปัญหาของแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องวิศวกรรม แต่คือเรื่อง “ธุรกิจ” รัฐบาลยอมรับว่า สายการเดินเรือระดับโลกมีพันธมิตรทางธุรกิจกับท่าเรืออยู่แล้ว โอกาสที่จะย้ายมาใช้แลนด์บริดจ์ของไทยจึงมีไม่มากอย่างที่เคยคาดหวัง
นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด เพราะต่อให้เราสร้างท่าเรือที่ดีที่สุด หรือรถไฟที่ทันสมัยที่สุด หากไม่มีลูกค้า โครงการก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ
2. ประเทศไทยกำลังตั้งโจทย์ผิดหรือไม่?
ผมเคยตั้งข้อสังเกตไว้หลายครั้งว่า แนวคิดแลนด์บริดจ์ตั้งอยู่บนสมมุติฐานสำคัญข้อหนึ่งคือ ประเทศไทยต้องแข่งขันกับช่องแคบมะละกา
แต่ผมคิดว่า สมมุติฐานนี้อาจผิดตั้งแต่ต้น ช่องแคบมะละกาไม่ใช่คู่แข่งของประเทศไทย แต่เป็นเส้นทางเดินเรือธรรมชาติที่มีต้นทุนต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเรือผ่านปีละหลายหมื่นลำ มีท่าเรือระดับโลก มีศูนย์กระจายสินค้า และมีเครือข่ายธุรกิจที่สั่งสมมาหลายสิบปี
การจะดึงสายเรือออกจากระบบที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจไม่ใช่โจทย์ที่ประเทศไทยควรใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลเข้าไปแข่งขัน
3. ประเทศไทยควรแข่งขันในสิ่งที่เราได้เปรียบ
ประเทศไทยมีจุดแข็งที่แตกต่าง เราอยู่กึ่งกลางของภูมิภาค เชื่อมโยงอาเซียนกับจีน พูดได้ว่า เรามีทำเลที่ตั้งที่สามารถเชื่อมโยงภาคการผลิตกับท่าเรือได้
ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรสร้าง อาจไม่ใช่ “ทางลัด” แต่คือ “เครือข่าย” นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า แนวคิด Missing Link (โครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด เช่น สร้างทางรถไฟในช่วงที่ยังไม่มี เพื่อเชื่อมท่าเรือเข้ากับโครงข่ายรถไฟของประเทศ) ซึ่งรัฐบาลเสนอขึ้นมา น่าสนใจกว่าแลนด์บริดจ์
เพราะเป้าหมายของ Missing Link ไม่ใช่การแย่งเรือจากช่องแคบมะละกา แต่เป็นการ
เติมเต็ม “ส่วนที่ยังขาด” ของระบบคมนาคม เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมท่าเรือฝั่งอันดามันเข้ากับโครงข่ายรถไฟของประเทศ การเชื่อมต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบัง และการเชื่อมโยงกับแหล่งผลิต นิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งการเชื่อมกับโครงข่ายรถไฟไปยังลาวและจีน
เมื่อเครือข่ายสมบูรณ์ ประเทศไทยจะมีทางเลือกในการขนส่งมากขึ้น ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง และความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมก็จะเพิ่มขึ้น
4. แต่ Missing Link ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนจากแลนด์บริดจ์มาเป็น Missing Link ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลจะประสบความสำเร็จโดยอัตโนมัติ รัฐบาลยังต้องตอบคำถามสำคัญอีกหลายข้อ
(1) ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของประเทศไทยคืออะไร
(2) ท่าเรือฝั่งอันดามันควรอยู่ที่ระนองหรือที่อื่นที่เหมาะสมกว่า
(3) ท่าเรือฝั่งอันดามันจะเชื่อมกับท่าเรือแหลมฉบังและโครงข่ายรถไฟอย่างไร
(4) จะดึงผู้ประกอบการมาใช้ระบบได้อย่างไร
หากยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ Missing Link ก็อาจเป็นเพียงชื่อใหม่ของโครงการเดิม
5. เหตุผลที่ผมเห็นด้วยกับการ “พับแลนด์บริดจ์”
ผมไม่ได้เห็นด้วย เพราะไม่อยากเห็นประเทศไทยลงทุน และไม่ได้เห็นด้วย เพราะไม่เชื่อในศักยภาพของภาคใต้ แต่ผมเห็นด้วย เพราะการลงทุนทุกบาทของประเทศรัฐบาลควรตอบคำถาม
พื้นฐานให้ได้ว่า คุ้มค่าหรือไม่ มีผู้ใช้จริงหรือไม่ สร้างความสามารถในการแข่งขันได้จริงหรือไม่
การกล้าหยุด กล้าทบทวน และกล้าปรับทิศทาง ย่อมดีกว่าการเดินหน้าต่อด้วยความเสี่ยงของประเทศ และหากรัฐบาลสามารถเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนด้วย “โครงการ” มาเป็นการขับเคลื่อนด้วย “ยุทธศาสตร์” ได้จริง
ผมเชื่อว่า... การพับแลนด์บริดจ์ในวันนี้ อาจไม่ใช่จุดจบของความฝัน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทยที่ถูกต้อง!
สรุป : เราอยากเห็นฝ่ายการเมืองและฝ่ายวิชาการ ทำงานร่วมกันแบบนี้ คือ ทำงานโดยใช้ประเทศชาติและประชาชนเป็นตัวตั้ง ปลอดพ้นจากขั้ว-ข้าง ฝักฝ่าย
การพับโครงการแลนด์บริดจ์ จึงนับเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมรัฐบาล และการออกมาขอบคุณโดยพรรคฝ่ายค้าน พร้อมข้อเสนอแนะ ก็เป็นความงดงามหนึ่ง...เช่นกัน

เอกนิติ พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้คนถูกหลอกเป็นผู้ถือหุ้น-กก.บริษัท
ออกหมายจับ 1 คุมซักถามอีก 1 คดียิง-ขว้างไปป์บอมบ์จุดตรวจบูเก๊ะซามี
ปภ.ยันให้เงินช่วยเหลือ เจ้าของปั๊มศรีสะเกษ ได้รับผลกระทบจากจรวด BM-21 ตามสิทธิแล้ว
'สุชาติ' ยื่นรื้อคดี 'ไอซ์ รักชนก' หลังผิดเงื่อนไขถอนฟ้อง ตร.ออกหมายเรียก-เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน
ยุวประชาธิปัตย์คืนชีพ เปิด DIP รุ่น 16 ระดมอดีตนายกฯ-นักวิชาการ-ผู้บริหารธุรกิจ บ่มเพาะ 66 ผู้นำรุ่นใหม่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี