สืบเนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการควบคุมการใช้อาวุธปืนและเร่งร่างพ.ร.บ.อาวุธปืนขึ้นมาใหม่ แล้วได้กล่าวถึง การปืนใช้ป้องกันตัวอยู่ในบ้านว่า
“ป้องกันตัวในบ้านจริงๆ ก็ไม่ได้ คุณลองยิงโจรในบ้านสิ คุณก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น ความจริงแล้ว ที่ผ่านมาเป็นยังไงไม่รู้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่ของที่ดี ใครมีอยู่ใกล้ตัวก็คิดว่าตัวเองมีกําลังเหนือคนอื่นเขา ถ้าเกิดมีเหตุที่ต้องกดดัน หรือมีเหตุบันดาลโทสะขึ้นมา ก็จะทําสิ่งที่ไม่คาดคิด และสุดท้ายใครเดือดร้อน ตัวเองก็เดือดร้อนอีก แล้วก็ไปทําให้คนอื่น
เขาเดือดร้อนด้วย ตรงนี้ทําให้ถูกใจคนทั้งหมดไม่ได้ แต่ต้องทำให้เกิดความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคราะห์ร้ายกลายเป็นคนบริสุทธิ์ เป็นคนสุจริต คนทั่วไป แล้วก็เป็นเด็ก แบบนี้เราก็ต้องเลือกเอาว่าจะยังไง ก็เอาไว้เป็นของโชว์ เอากระสุนทิ้งไปเอาแม็กออกไป แยกห่างออกมา แล้วเอาไปทํากล่องครอบ”
จนเกิดการโต้แย้งเรื่อง “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” ขึ้นมา
1) พัฒนสิน สว่างเมฆ เจ้าของเพจ คดีโลก คดีธรรม โพสต์ข้อความถึงเรื่องดังกล่าวว่า “บ้านเป็นสถานที่ปลอดภัย #ยิงโจรในบ้านได้” ความว่า
“ผมชอบคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ เพราะศาลวางหลักเกี่ยวกับคำว่า “บ้านและบริเวณบ้าน” ไว้ค่อนข้างดีมาก ซึ่งตรงตามหลักทั่วไป เพราะบ้านและบริเวณของบ้านควรเป็นสถานที่ปลอดภัย
เจ้าของบ้านหรือผู้ที่อยู่ในบ้าน ไม่ควรถูกบังคับให้ต้องหนี ถ้ามีภยันตรายเข้ามาในบ้านหรือบริเวณบ้าน #เจ้าบ้านหรือผู้ที่อาศัยสิทธิของเจ้าของบ้านควรป้องกันภัยดังกล่าวได้
ถ้ามีภยันตรายเข้ามาในบ้านหรือบริเวณบ้านไม่ต้องหนี แต่ใช้สิทธิป้องกันได้ เพียงแต่ มีเงื่อนไขว่า ต้องป้องกันพอสมควรแก่เหตุก็พอ อย่าไปซ้ำถ้าภัยหมดสิ้นลงไปแล้ว
สุจริตชน กอดฎีกานี้ไว้เลยนะครับ ถ้ามีโจรหรือภัยเข้ามาในบ้านหรือบริเวณบ้าน อย่าหนีและอย่าให้ภัยนั้นทำลายเราหรือคนในครอบครัวเดินขึ้นศาลยังมีโอกาสรอดได้ หรือจำคุกน้อย แต่ถ้าถูกหามขึ้นเมรุ หมดโอกาสนะครับ”
2) ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7940/2551 ระบุว่า บ้านและบริเวณบ้านของจำเลยถือว่าเป็นเคหสถานที่ประชาชนทั่วไปย่อมเห็นว่าเป็นที่ปลอดภัย ไม่ควรถูกบุคคลอื่นรุกล้ำเข้ามากระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่จำเป็นต้องหลบหนี และมีสิทธิที่จะป้องกันสิทธิของตน เพราะจำเลยเป็นผู้สุจริต หาต้องถูกบังคับให้ไปเสียจากเคหสถานของจำเลย ซึ่งมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยและเคลื่อนไหวโดยอิสระ หากจำเลยจำต้องหนีแล้ว เสรีภาพของจำเลยก็จะถูกกระทบกระเทือน
ผู้ตายเดินเข้ามาในบ้านโดยมีอาวุธมีดยาวนับว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิจะป้องกันเนื่องจากหากปล่อยให้ผู้ตายเข้ามาใกล้กว่านั้น โอกาสที่จะใช้อาวุธปืนยาวยิงเพื่อป้องกันตัวย่อมจะขัดข้อง การที่จำเลยใช้อาวุธดังกล่าวยิงไปที่ผู้ตายไป 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้ามาหาจำเลยอีก จำเลยจึงยิงผู้ตายอีก 2 นัด ติดต่อกันผู้ตายจึงล้มลงนับว่าเป็นการพอสมควรแก่เหตุในภาวะและวิสัยเช่นนั้นแต่หลังจากผู้ตายล้มลงนอนหงายจำเลยยังเดินเข้าไปยิงผู้ตายอีก 2 นัด จึงเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปี...”
3) นักข่าวเจอนายกฯ อนุทิน จึงสอบถามว่า มีกระแสการถกเถียงเรื่อง “ยิงโจรในบ้าน” หนักมากและบางส่วนกล่าวว่า นายกฯ ไม่รู้กฎหมาย ให้ข้อมูลผิด นายอนุทินจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า
“ไม่มีการเข้าใจผิดหรอกครับ หลักที่สำคัญคือ พยายามที่จะให้ทุกคนคิดว่า อาวุธปืนไม่มีประโยชน์ต่อใคร หากถูกใช้เมื่อไร ไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัย หรือควรแก่เหตุก็แล้วแต่ ต้องไปพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยตัวเอง หรือไม่ได้พิสูจน์โดยตำรวจ หากมีเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นยิงคนที่มาประสงค์ร้าย ก็ต้องถูกตั้งข้อหาก่อน และต้องไปพิสูจน์ตัวเองในศาล
“เมื่อวานอาจจะสื่อสารสั้นไป แต่จุดประสงค์และเจตนารมณ์คือไม่อยากให้ทุกคนอยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะไม่เคยทำสิ่งที่ดีให้กับผู้ใช้อาวุธปืนและผู้ถูกอาวุธปืนเลย คนที่ถูกอาวุธปืนก็บาดเจ็บ คนที่ใช้อาวุธปืนก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล ดังนั้น กว่าจะหลุด กว่าจะมีคำพิพากษาว่าป้องกันตัวเอง หรือควรแก่เหตุแล้ว ต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล ประกันตัว ต่างๆ มากมายก็ได้แต่เตือนสติเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะมีกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายไม่ได้ไปไหนและไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง ดังนั้น อย่าเข้าใกล้ดีที่สุด” นายกฯ กล่าว
4) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษก ตร. ให้ความเห็นข้อกฎหมาย ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ไตรรงค์ ผิวพรรณ หลังในสังคมมีข้อถกเถียงกันว่า “กรณีผู้บุกรุกเข้าบ้าน เจ้าของบ้านมีสิทธิป้องกันตัวแค่ไหน?” ใจความระบุว่า
ช่วงนี้มีการพูดถึงกรณีผู้บุกรุกเข้าไปในบ้านพักแล้วเจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนจนผู้บุกรุกเสียชีวิต และมีการพูดถึงข้อกฎหมายกันค่อนข้างมาก ในฐานะตำรวจ ผมจึงอยากนำหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เข้าใจตรงกัน
หลักทั่วไป คือ เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย ถือว่ามีเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนผู้ใช้อาวุธจะมีความผิดหรือไม่ และมีสถานะทางคดีอย่างไร พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ และเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น ก็จะดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย รวมถึงการทำความเห็นทางคดีเสนอพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาต่อไป
จึงไม่สามารถดูเพียงว่า “ผู้เสียชีวิตเป็น ผู้บุกรุก” หรือ “เหตุเกิดภายในบ้าน” แล้วสรุปผลทางกฎหมายได้ทันที
แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็รับรองสิทธิของประชาชนในการป้องกันตนเองและผู้อื่นอย่างชัดเจน
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 กำหนดหลักเรื่อง การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หากมีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง และการกระทำเพื่อป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำไม่มีความผิด เพราะฉะนั้น จึงไม่มีหลักง่าย ๆ ว่า “คนร้ายเข้าบ้าน ยิงได้ทุกกรณี” และในทางกลับกัน ก็ไม่มีหลักว่า “ยิงผู้บุกรุกในบ้านแล้ว เจ้าของบ้านต้องผิดทุกกรณี”
หัวใจสำคัญอยู่ที่ พฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ เช่น ผู้บุกรุกเข้ามาในบ้านเวลากลางคืน เข้ามาใกล้ตัว ไม่ยอมหยุดเมื่อถูกทักถาม หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้เจ้าของบ้านเชื่อโดยมีเหตุผลว่ากำลังจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญในการพิจารณาว่า การตอบโต้นั้นเป็นการป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ ในทางกลับกัน หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว และยังมีการติดตามไปใช้กำลังหรือใช้อาวุธ การพิจารณาทางกฎหมายก็อาจแตกต่างออกไปตามพฤติการณ์
หากข้อเท็จจริงเป็นการป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ ตามมาตรา 68 ผู้กระทำไม่มีความผิด แต่หากมีเหตุที่จะป้องกันจริง แต่กระทำเกินสมควรแก่เหตุ ก็อาจเข้าสู่หลักตาม มาตรา 69 ซึ่งกฎหมายเปิดทางให้ศาลพิจารณาลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด และหากการกระทำนั้นเกิดจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลอาจไม่ลงโทษก็ได้
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากทำความเข้าใจกัน คือ การที่ตำรวจต้องสอบสวน ไม่ได้หมายความว่า ตำรวจสรุปว่าผู้ป้องกันตัวเป็นคนผิด เมื่อมีคนเสียชีวิต ตำรวจมีหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ตรวจอาวุธและบาดแผล ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนรวบรวมพฤติการณ์ทั้งหมด เพื่อให้ทราบว่าในช่วงเวลาที่ตัดสินใจใช้อาวุธนั้นเกิดอะไรขึ้น
จากนั้นกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และหากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยต่อไป
สรุป :
เรื่องนี้เป็นบทเรียนแก่ “ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในบ้านเมือง” ทุกคนได้ว่า ต้องมีสติก่อนให้สัมภาษณ์ เรียบเรียงถ้อยคำ และนำเสนอให้ครบถ้วน เพราะในพื้นที่ข่าว และพื้นที่ทางการเมืองทุกวันนี้ มีคนพร้อมจะจับผิด โต้แย้ง และด้อยค่าการให้สัมภาษณ์ของเราทุกคนอยู่เสมอ
คำพูดที่ “น่าเชื่อถือ” และ “แม่นยำ”ทั้งในหลักการและข้อกฎหมาย จะเป็น “เครดิต” คือ “ความน่าเชื่อถือ น่าศรัทธาของผู้พูด”
หากข้อมูลยังไม่พร้อม ให้พูดในหลักกว้างๆ อย่าฟันธงหรือชี้ชัด
เพราะมีคนจ้องจะฟันคุณให้ยับ ในฐานะ “ไอ้โง่” อยู่เสมอ !!

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี