วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
กิจการดิวตี้ฟรีสนามบินสุวรรณภูมิ เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟู เหมือนเครื่องพิมพ์ธนบัตรให้ผู้เกี่ยวข้อง
มูลค่าผลประโยชน์นับแสนล้านบาท
ตามมาด้วยข้อครหา ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ในการบริหารสัญญาสัมปทาน
ถึงขนาดมีการฟ้องร้องเป็นคดีทุจริต เอื้อประโยชน์ในการแก้สัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีมาแล้ว
1. ก่อนหน้านี้ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตรองประธานคณะอนุกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะอดีตประธานกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กับพวก รวม 14 ราย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ศาลปราบโกง)
กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานพื้นที่ร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) และสัมปทานการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบิน ทอท. จำนวน 5 ฉบับ ไม่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.
ระบุว่า สร้างความเสียหาย 4.2 หมื่นล้านบาท
ต่อมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดสืบพยาน
อย่างไรตาม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง
โดยระบุว่า ผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมาย
หลังจากนั้น ป.ป.ช. ได้เสนอมาตรการอุดช่องโหว่ความเสี่ยงทุจริต เพื่อไม่ให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนรายใดรายหนึ่ง
ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอของ ป.ป.ช. โดยสั่งการให้ ทอท. เข้มงวดในการตรวจสอบยอดขายดิวตี้ฟรี และกำหนดแนวทางชัดเจนว่าการแก้ไขสัญญาหรือปรับเงื่อนไขใดๆ ที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐในอนาคต จะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด
2. เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อท 46/2564
คดีที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ (โจทก์) ฟ้องนายประสงค์ พูนธเนศ ที่ 1 กับพวกรวม 14 คน (จำเลย) ในฐานะคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ในข้อหาพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดฯ กรณีเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดเก็บเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ การแก้ไขสัญญาสัมปทานในท่าอากาศยานฯ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบสี่เป็นคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการมีมติในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มีผลให้เป็นการแก้ไขสัญญาที่ ทำไว้กับบริษัทเอกชนรวม 5 สัญญา โดยลดผลประโยชน์ที่ ทอท. จะได้รับจากสัญญาที่ทำไว้เดิม ทำให้ ทอท. รวมทั้งโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย
ศาลพิเคราะห์ว่า คดีนี้ ข้อกล่าวหาทุจริต ความผิดตามบทบัญญัติที่ฟ้องถือว่ารัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่อาจเป็นผู้เสียหายได้
และเมื่อทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบสี่กระทำการตามที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยมีเจตนามุ่งหมายกลั่นแกล้งโจทก์เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก็โดยตรงหรือโดยเฉพาะเจาะจงอย่างไร โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ มิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่อาจเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้
นอกจากนี้ การฝ่าฝืนไม่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 27 ได้ความจากหนังสือชี้แจงของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและคำเบิกความพยานศาลว่าการดำเนินการของจำเลยทั้งสิบสี่ตามฟ้องโจทก์ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 และประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เรื่อง การดำเนินกิจกรรมมาตรการ หรือโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระทางการคลังในอนาคต พ.ศ.2561 พร้อมตัวอย่างการดำเนินการของหน่วยงานอื่นที่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ แต่ไม่เข้าเงื่อนไขที่จำต้องขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามกฎหมายและประกาศดังกล่าว
ทั้งไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสิบสี่ได้รับประโยชน์อื่นใดที่มิควรได้โดยชอบแต่อย่างใด
กรณีจึงไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และไม่มีผลให้ฟังได้ว่าเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 หรือความผิดต่อพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535
ส่วนปัญหาที่ว่าเงินรายได้ของ ทอท.ทั้งหมดที่ได้รับมาถือเป็นรายได้ของรัฐหรือไม่ การที่ทอท.แก้ไขสัญญากับเอกชนและการออกมาตรการเยียวยาให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากผลกระทบของวิกฤตการณ์สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) เป็นการกระทำให้รัฐสูญเสียรายได้หรือไม่ และเป็นการดำเนินการที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 มาตรา 12 หรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ ไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นไรก็ตาม เมื่อโจทก์ก็ไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่เป็นคดีนี้ คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
สรุปว่า ยกฟ้อง เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
3. ล้อมคอกดิวตี้ฟรี ตามข้อเสนอ ป.ป.ช.
ล่าสุด ครม.อนุทิน 2 เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ให้กับคู่สัญญาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบต่อไป
รวมทั้ง ให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางและกลไกการดำเนินงานสำหรับการจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเคร่งครัด
โดยให้กระทรวงการคลังกำกับและติดตามให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว เพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการต่อไป
สาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้
(1) ข้อเสนอด้านนโยบาย เช่น
(1.1) ควรมอบหมายให้ สคร. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาศึกษา วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียของการกำกับดูแลกิจการ/โครงการซึ่งไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562
(1.2) ควรกำหนดให้มีหน่วยงานหรือคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินโครงการที่ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมทุนฯ พ.ศ. 2562 ให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับการดำเนินโครงการภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562
1) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติ ควรมีการพิจารณาจัดทำและดำเนินโครงการในรูปแบบคณะกรรมการ โดยควรแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหลักการของโครงการคณะกรรมการคัดเลือกเอกชน และคณะกรรมการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับมาตรา 29 มาตรา 36 และมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562 (ตามข้อ 4.3) ตามลำดับ และควรมีผู้แทนที่ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานกลางเข้าร่วมเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการข้างต้นตามหน้าที่และอำนาจที่เกี่ยวข้องและความเหมาะสม โดยยึดหลักความโปร่งใสและป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ ทั้งนี้ ควรให้มีกลไกรายงานผลการดำเนินงานของโครงการต่อกระทรวงเจ้าสังกัดในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
2) การจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพิจารณาหลักการของโครงการ การคัดเลือกเอกชนและการกำกับดูแลสำหรับโครงการที่ให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติให้หน่วยงานพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการที่มีความเหมาะสมกับขนาดมูลค่าของโครงการที่แตกต่างกัน เช่น ในกรณีที่โครงการที่มีวงเงินมูลค่าตั้งแต่ห้าพันล้านบาทขึ้นไปให้หน่วยงานกำหนดให้มีการเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการของโครงการ และในกรณีที่โครงการที่มีวงเงินมูลค่าต่ำกว่าห้าพันล้านบาท ให้หน่วยงานกำหนดให้มีการเสนอโครงการต่อกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการของโครงการ
3) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาตินำหลักการตามข้อ 1) และข้อ 2) ไปประกอบการพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนเพื่อถือปฏิบัติเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนในกฎหมาย กฎ และระเบียบของหน่วยงานดังกล่าว ทั้งนี้ ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 (ตามข้อ 4.2)
(2) ข้อเสนอด้านการบริหารจัดการโครงการและการบริหารสัญญาของหน่วยงานของรัฐ เช่น
(2.1) การกำหนดนโยบาย มาตรการหรือแนวทางให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาจะต้องพิจารณาภายใต้กรอบของกฎหมายและความเหมาะสมของสถานการณ์
(2.2) การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐควรได้รับหรือก่อให้เกิดผลผูกพันทรัพย์สินหรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนำเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบด้วย
(2.3) กรณีที่คู่สัญญาหรือผู้รับสัมปทานได้รับผลกระทบจากสถานการณ์หรือเหตุสุดวิสัยต่าง ๆ หน่วยงานเจ้าของโครงการและคู่สัญญาหรือผู้รับสัมปทานต้องพิจารณาถึงเหตุผล ความจำเป็นและความเหมาะสม ตลอดจนคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะอย่างเคร่งครัดก่อนที่จะมีการแก้ไขสัญญาหรือดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
(3) ข้อเสนอด้านการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ เช่น
สคร. ควรกำกับติดตามและเร่งรัดให้ ทอท. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่21 เมษายน 2563 (เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาเกี่ยวกับการประมูลงานฯ)โดยเฉพาะในประเด็นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น ระบบ POS และการจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้า (Pick Up Counter) ซึ่ง ทอท. ต้องให้ความสำคัญและกำหนดเงื่อนไขในการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ที่สมบูรณ์และถูกต้องตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนดและหากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ทอท. ต้องไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการในพื้นที่ของ ทอท.
คค. และ กค. (สคร.) ได้กำกับและติดตามให้ ทอท. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่ง ทอท. ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการ สรุปได้ ดังนี้
1) ระบบ POS
1.1) ทอท. ได้ติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด โดยในเงื่อนไขสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการ ข้อ 2.10 ระบุว่า “....ผู้รับอนุญาตจะต้องติดตั้งอุปกรณ์และระบบบันทึกยอดขายซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กรมสรรพากรกำหนด เพื่อใช้ในการบันทึกข้อมูลการขาย/การบริการ...” ซึ่ง ทอท. ได้มีการตรวจสอบการลงทะเบียนกับกรมสรรพากรตามคู่มือการปฏิบัติงานมาโดยตลอด
1.2) ทอท. ได้มีการดำเนินงานเกี่ยวกับระบบรับรู้รายได้ผู้ประกอบการรายย่อยของ ทอท.[AOT Revenue Recognition System (AOT RR System)] โดยติดตั้งและเชื่อมต่อ AOT RR System เข้ากับเครื่อง POS ของผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ผู้ประกอบการบริหารกิจกรรมเชิงพาณิชย์ และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว
1.3) ทอท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารและพัฒนาระบบการจัดเก็บรายได้ด้านการพาณิชย์ของ ทอท. เพื่อควบคุมกำกับดูแล การบริหาร การพัฒนา และการรายงานข้อมูลการจัดเก็บรายได้ด้านการพาณิชย์ของ ทอท. ด้วยระบบ POS ให้เป็นไปตามวิธีการและแนวทางที่ ทอท. กำหนด และเพื่อให้เกิดความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รวมถึงติดตามและตรวจสอบการทำงานของระบบรับรู้รายได้โดยภาพรวมของท่าอากาศยานที่อยู่ในการกำกับดูแลของ ทอท.
1.4) ทอท. มีคู่มือปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure: SOP) เกี่ยวกับการติดตั้งและเชื่อมต่อ AOT RR System และข้อกำหนด เงื่อนไข และหลักเกณฑ์การเชื่อมต่ออุปกรณ์และระบบบันทึกยอดขายเรียบร้อยแล้ว
1.5) ทอท. ตรวจสอบระบบ POS และรายได้จริงจากผู้ประกอบการเป็นประจำทุกเดือน ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น (1) สุ่มตรวจยอดขายจากใบเสร็จของผู้ประกอบการเปรียบเทียบกับระบบรับรู้รายได้ (2) ตรวจสอบยอดรายได้จากระบบรับรู้รายได้และยอดรายได้ที่ผู้ประกอบการรายงานยอดขายในทุกๆ สิ้นเดือน
2) การจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้า (Pick Up Counter) ทอท. มีการดำเนินการ ดังนี้
2.1) ทอท. ได้จัดให้มีกิจการให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากรแบบสาธารณะ (Common Use) เพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ ด้วยวิธีการประมูลเสนอค่าผลประโยชน์ตอบแทน โดยผู้ชนะการประมูล คือ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด โดยเป็นการให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากรแก่ลูกค้าผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าปลอดอากรในเมืองเพื่อนำออกนอกประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรทุกรายการสามารถขอใช้บริการได้โดยได้เริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2563 เป็นต้นมา
2.2) ทอท. ได้จัดให้มีการให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากรแบบ Common Use ของ ทอท. โดยได้ว่าจ้างกิจการค้าร่วม เอสเฮช-พีไอ ให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 1 งาน เป็นระยะเวลา 5 ปี
2.3) ปัจจุบัน ยังไม่มีผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรในเมืองมาติดต่อขอใช้บริการเคาน์เตอร์ปลอดอากรแบบ Common Use ของ ทอท. ทั้งนี้ ในกรณีที่มีประกอบการร้านค้าปลอดอากรแจ้งความประสงค์ขอใช้บริการ ทอท. สามารถให้บริการร้านค้าปลอดอากรได้ในทันที...
นี่คือการล้อมคอก หลังเกิดมหากาพย์คดีทุจริตดิวตี้ฟรี
สารส้ม

เปิดแล้วยิ่งใหญ่! หลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม‘วชส.รุ่น 3 บิ๊กเนม-คนดังแห่เรียนเพียบ
รู้จักสิทธิ UCEP เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาฟรีทุกที่ 72 ชั่วโมงแรก เช็กเลยอาการไหนเข้าข่าย!
โมเมนต์น่ารัก! แม่แก้ว กรี๊ดลั่นเผยโมเมนต์สุดประทับใจเจอ ลิซ่า ในลิฟต์
ฮิปโปแคระ หมูแดง สวนสัตว์เมืองย่าโม ฟันธง สเปน คว้าแชมป์บอลโลก 2026
แม่นมาแล้วสองครั้ง ช้างแสนรู้ พลายปีโป้ ทายผลเลือก อาร์เจนติน่า คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี