วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569
กิจการดิวตี้ฟรีสนามบินสุวรรณภูมิ เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟู เหมือนเครื่องพิมพ์ธนบัตรให้ผู้เกี่ยวข้อง
มูลค่าผลประโยชน์นับแสนล้านบาท
ตามมาด้วยข้อครหา ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ในการบริหารสัญญาสัมปทาน
ถึงขนาดมีการฟ้องร้องเป็นคดีทุจริต เอื้อประโยชน์ในการแก้สัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีมาแล้ว
1. ก่อนหน้านี้ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตรองประธานคณะอนุกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะอดีตประธานกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กับพวก รวม 14 ราย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ศาลปราบโกง)
กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานพื้นที่ร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) และสัมปทานการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบิน ทอท. จำนวน 5 ฉบับ ไม่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.
ระบุว่า สร้างความเสียหาย 4.2 หมื่นล้านบาท
ต่อมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดสืบพยาน
อย่างไรตาม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง
โดยระบุว่า ผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมาย
หลังจากนั้น ป.ป.ช. ได้เสนอมาตรการอุดช่องโหว่ความเสี่ยงทุจริต เพื่อไม่ให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนรายใดรายหนึ่ง
ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอของ ป.ป.ช. โดยสั่งการให้ ทอท. เข้มงวดในการตรวจสอบยอดขายดิวตี้ฟรี และกำหนดแนวทางชัดเจนว่าการแก้ไขสัญญาหรือปรับเงื่อนไขใดๆ ที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐในอนาคต จะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด
2. เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อท 46/2564
คดีที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ (โจทก์) ฟ้องนายประสงค์ พูนธเนศ ที่ 1 กับพวกรวม 14 คน (จำเลย) ในฐานะคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ในข้อหาพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดฯ กรณีเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดเก็บเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ การแก้ไขสัญญาสัมปทานในท่าอากาศยานฯ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบสี่เป็นคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการมีมติในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มีผลให้เป็นการแก้ไขสัญญาที่ ทำไว้กับบริษัทเอกชนรวม 5 สัญญา โดยลดผลประโยชน์ที่ ทอท. จะได้รับจากสัญญาที่ทำไว้เดิม ทำให้ ทอท. รวมทั้งโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย
ศาลพิเคราะห์ว่า คดีนี้ ข้อกล่าวหาทุจริต ความผิดตามบทบัญญัติที่ฟ้องถือว่ารัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่อาจเป็นผู้เสียหายได้
และเมื่อทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบสี่กระทำการตามที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยมีเจตนามุ่งหมายกลั่นแกล้งโจทก์เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก็โดยตรงหรือโดยเฉพาะเจาะจงอย่างไร โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ มิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่อาจเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้
นอกจากนี้ การฝ่าฝืนไม่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 27 ได้ความจากหนังสือชี้แจงของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและคำเบิกความพยานศาลว่าการดำเนินการของจำเลยทั้งสิบสี่ตามฟ้องโจทก์ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 และประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เรื่อง การดำเนินกิจกรรมมาตรการ หรือโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระทางการคลังในอนาคต พ.ศ.2561 พร้อมตัวอย่างการดำเนินการของหน่วยงานอื่นที่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ แต่ไม่เข้าเงื่อนไขที่จำต้องขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามกฎหมายและประกาศดังกล่าว
ทั้งไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสิบสี่ได้รับประโยชน์อื่นใดที่มิควรได้โดยชอบแต่อย่างใด
กรณีจึงไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และไม่มีผลให้ฟังได้ว่าเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 หรือความผิดต่อพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535
ส่วนปัญหาที่ว่าเงินรายได้ของ ทอท.ทั้งหมดที่ได้รับมาถือเป็นรายได้ของรัฐหรือไม่ การที่ทอท.แก้ไขสัญญากับเอกชนและการออกมาตรการเยียวยาให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากผลกระทบของวิกฤตการณ์สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) เป็นการกระทำให้รัฐสูญเสียรายได้หรือไม่ และเป็นการดำเนินการที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 มาตรา 12 หรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ ไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นไรก็ตาม เมื่อโจทก์ก็ไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่เป็นคดีนี้ คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
สรุปว่า ยกฟ้อง เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
3. ล้อมคอกดิวตี้ฟรี ตามข้อเสนอ ป.ป.ช.
ล่าสุด ครม.อนุทิน 2 เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ให้กับคู่สัญญาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบต่อไป
รวมทั้ง ให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางและกลไกการดำเนินงานสำหรับการจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเคร่งครัด
โดยให้กระทรวงการคลังกำกับและติดตามให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว เพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการต่อไป
สาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้
(1) ข้อเสนอด้านนโยบาย เช่น
(1.1) ควรมอบหมายให้ สคร. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาศึกษา วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียของการกำกับดูแลกิจการ/โครงการซึ่งไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562
(1.2) ควรกำหนดให้มีหน่วยงานหรือคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินโครงการที่ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมทุนฯ พ.ศ. 2562 ให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับการดำเนินโครงการภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562
1) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติ ควรมีการพิจารณาจัดทำและดำเนินโครงการในรูปแบบคณะกรรมการ โดยควรแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหลักการของโครงการคณะกรรมการคัดเลือกเอกชน และคณะกรรมการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับมาตรา 29 มาตรา 36 และมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562 (ตามข้อ 4.3) ตามลำดับ และควรมีผู้แทนที่ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานกลางเข้าร่วมเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการข้างต้นตามหน้าที่และอำนาจที่เกี่ยวข้องและความเหมาะสม โดยยึดหลักความโปร่งใสและป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ ทั้งนี้ ควรให้มีกลไกรายงานผลการดำเนินงานของโครงการต่อกระทรวงเจ้าสังกัดในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
2) การจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพิจารณาหลักการของโครงการ การคัดเลือกเอกชนและการกำกับดูแลสำหรับโครงการที่ให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติให้หน่วยงานพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการที่มีความเหมาะสมกับขนาดมูลค่าของโครงการที่แตกต่างกัน เช่น ในกรณีที่โครงการที่มีวงเงินมูลค่าตั้งแต่ห้าพันล้านบาทขึ้นไปให้หน่วยงานกำหนดให้มีการเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการของโครงการ และในกรณีที่โครงการที่มีวงเงินมูลค่าต่ำกว่าห้าพันล้านบาท ให้หน่วยงานกำหนดให้มีการเสนอโครงการต่อกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการของโครงการ
3) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาตินำหลักการตามข้อ 1) และข้อ 2) ไปประกอบการพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนเพื่อถือปฏิบัติเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนในกฎหมาย กฎ และระเบียบของหน่วยงานดังกล่าว ทั้งนี้ ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 (ตามข้อ 4.2)
(2) ข้อเสนอด้านการบริหารจัดการโครงการและการบริหารสัญญาของหน่วยงานของรัฐ เช่น
(2.1) การกำหนดนโยบาย มาตรการหรือแนวทางให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาจะต้องพิจารณาภายใต้กรอบของกฎหมายและความเหมาะสมของสถานการณ์
(2.2) การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐควรได้รับหรือก่อให้เกิดผลผูกพันทรัพย์สินหรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนำเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบด้วย
(2.3) กรณีที่คู่สัญญาหรือผู้รับสัมปทานได้รับผลกระทบจากสถานการณ์หรือเหตุสุดวิสัยต่าง ๆ หน่วยงานเจ้าของโครงการและคู่สัญญาหรือผู้รับสัมปทานต้องพิจารณาถึงเหตุผล ความจำเป็นและความเหมาะสม ตลอดจนคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะอย่างเคร่งครัดก่อนที่จะมีการแก้ไขสัญญาหรือดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
(3) ข้อเสนอด้านการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ เช่น
สคร. ควรกำกับติดตามและเร่งรัดให้ ทอท. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่21 เมษายน 2563 (เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาเกี่ยวกับการประมูลงานฯ)โดยเฉพาะในประเด็นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น ระบบ POS และการจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้า (Pick Up Counter) ซึ่ง ทอท. ต้องให้ความสำคัญและกำหนดเงื่อนไขในการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ที่สมบูรณ์และถูกต้องตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนดและหากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ทอท. ต้องไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการในพื้นที่ของ ทอท.
คค. และ กค. (สคร.) ได้กำกับและติดตามให้ ทอท. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่ง ทอท. ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการ สรุปได้ ดังนี้
1) ระบบ POS
1.1) ทอท. ได้ติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด โดยในเงื่อนไขสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการ ข้อ 2.10 ระบุว่า “....ผู้รับอนุญาตจะต้องติดตั้งอุปกรณ์และระบบบันทึกยอดขายซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กรมสรรพากรกำหนด เพื่อใช้ในการบันทึกข้อมูลการขาย/การบริการ...” ซึ่ง ทอท. ได้มีการตรวจสอบการลงทะเบียนกับกรมสรรพากรตามคู่มือการปฏิบัติงานมาโดยตลอด
1.2) ทอท. ได้มีการดำเนินงานเกี่ยวกับระบบรับรู้รายได้ผู้ประกอบการรายย่อยของ ทอท.[AOT Revenue Recognition System (AOT RR System)] โดยติดตั้งและเชื่อมต่อ AOT RR System เข้ากับเครื่อง POS ของผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ผู้ประกอบการบริหารกิจกรรมเชิงพาณิชย์ และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว
1.3) ทอท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารและพัฒนาระบบการจัดเก็บรายได้ด้านการพาณิชย์ของ ทอท. เพื่อควบคุมกำกับดูแล การบริหาร การพัฒนา และการรายงานข้อมูลการจัดเก็บรายได้ด้านการพาณิชย์ของ ทอท. ด้วยระบบ POS ให้เป็นไปตามวิธีการและแนวทางที่ ทอท. กำหนด และเพื่อให้เกิดความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รวมถึงติดตามและตรวจสอบการทำงานของระบบรับรู้รายได้โดยภาพรวมของท่าอากาศยานที่อยู่ในการกำกับดูแลของ ทอท.
1.4) ทอท. มีคู่มือปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure: SOP) เกี่ยวกับการติดตั้งและเชื่อมต่อ AOT RR System และข้อกำหนด เงื่อนไข และหลักเกณฑ์การเชื่อมต่ออุปกรณ์และระบบบันทึกยอดขายเรียบร้อยแล้ว
1.5) ทอท. ตรวจสอบระบบ POS และรายได้จริงจากผู้ประกอบการเป็นประจำทุกเดือน ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น (1) สุ่มตรวจยอดขายจากใบเสร็จของผู้ประกอบการเปรียบเทียบกับระบบรับรู้รายได้ (2) ตรวจสอบยอดรายได้จากระบบรับรู้รายได้และยอดรายได้ที่ผู้ประกอบการรายงานยอดขายในทุกๆ สิ้นเดือน
2) การจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้า (Pick Up Counter) ทอท. มีการดำเนินการ ดังนี้
2.1) ทอท. ได้จัดให้มีกิจการให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากรแบบสาธารณะ (Common Use) เพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ ด้วยวิธีการประมูลเสนอค่าผลประโยชน์ตอบแทน โดยผู้ชนะการประมูล คือ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด โดยเป็นการให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากรแก่ลูกค้าผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าปลอดอากรในเมืองเพื่อนำออกนอกประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรทุกรายการสามารถขอใช้บริการได้โดยได้เริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2563 เป็นต้นมา
2.2) ทอท. ได้จัดให้มีการให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากรแบบ Common Use ของ ทอท. โดยได้ว่าจ้างกิจการค้าร่วม เอสเฮช-พีไอ ให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 1 งาน เป็นระยะเวลา 5 ปี
2.3) ปัจจุบัน ยังไม่มีผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรในเมืองมาติดต่อขอใช้บริการเคาน์เตอร์ปลอดอากรแบบ Common Use ของ ทอท. ทั้งนี้ ในกรณีที่มีประกอบการร้านค้าปลอดอากรแจ้งความประสงค์ขอใช้บริการ ทอท. สามารถให้บริการร้านค้าปลอดอากรได้ในทันที...
นี่คือการล้อมคอก หลังเกิดมหากาพย์คดีทุจริตดิวตี้ฟรี
สารส้ม

กรมอุตุฯ สภาพอากาศพรุ่งนี้ ทั่วไทยฝนตกหนัก กทม.-ปริมณฑลอ่วม
โลกลุกเป็นไฟ 9 ชาติมหาอำนาจผลาญงบใช้จ่ายด้าน อาวุธนิวเคลียร์ แสนล้านดอลล์
แรงทุกประโยค! เปิดคำพูด 'ก๊อท' ป้องเด็กในสังกัด ฉะเดือดทักก่อน-ขึ้นห้องเอง ใครกันแน่สำส่อน?
เพื่อนไม่ทิ้งกัน! ทนายเดชา มาเรือนจำฯ รอรับ ‘ทนายตั้ม’ หลังได้ประกันตัว
ติณติณ ค้านหัวชนฝา ปัดเสพยา-พรากผู้เยาว์ ฝ่ายหญิงหน้าถอดสี ยอมขอโทษหลังเจอเตือนเสี่ยงคุก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี