วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ปมปัญหาข้อพิพาทในพื้นที่ทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ใช่ว่าใครยื่นก่อน จะชนะ หรือได้เปรียบเสมอไป
1. ไทยประกาศยกเลิก MOU 2544 เพราะเจรจา 20 ปี ไม่มีอะไรคืบหน้าและได้แจ้งกัมพูชาไปแล้ว
ประเทศไทยแสดงท่าทีชัดเจน ปฏิเสธการนำข้อพิพาทเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ ยืนยันว่าควรใช้แนวทางการเจรจาแบบทวิภาคีระหว่างสองประเทศ
ขณะนี้ ทั้งสองประเทศยังคงอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง
2. เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปิดเผยว่า กัมพูชาได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงประเทศไทย และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อขอให้มีการดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)
ฝ่ายกัมพูชาต้องการให้มีการพิจารณาและปักปันเขตแดนทางทะเล
ฝ่ายกัมพูชาระบุว่า ประเทศไทยมีเวลา 21 วัน ในการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ยตามขั้นตอนของกระบวนการดังกล่าว
นายปรัก สุคน ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยมีเวลาสามสัปดาห์ในการคัดเลือกผู้ไกล่เกลี่ยสองคนเพื่อเข้าร่วมคณะกรรมการห้าคน หลังจากที่กัมพูชาได้เริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับอย่างเป็นทางการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อแก้ไขข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลที่ทับซ้อนกันระหว่างสองประเทศ
“ภายในสามสัปดาห์ข้างหน้า ฝ่ายไทยต้องตอบกลับข้อเสนอของเรา...กัมพูชาได้เลือกผู้ไกล่เกลี่ยแล้วสองคน
ประเทศไทยก็จะต้องเลือกผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอีกสองคนเช่นกัน” – ปรักสุคนกล่าว
3. อ่านไต๋ฝ่ายกัมพูชา คือ ต้องการใช้แผนที่ทางทะเลของตนเอง อ้างอิง MOU 44
ก็คือเส้นที่กัมพูชาลากผ่านเกาะกูดของไทย (ทั้งๆ ที่ สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ให้เกาะกูดเป็นของไทยไปตั้งแต่ก่อนกัมพูชาจะลากเส้นเอาเองตามอำเภอใจ)
กัมพูชาต้องการให้องค์กรหน่วยงานระหว่างประเทศเข้ามาชี้ขาดให้ตัวเองได้ประโยชน์เพราะรู้ว่ารัฐบาลไทย กองทัพไทย ประชาชนคนไทย ไม่มีวันยอมในการเจรจาทวิภาคี
4. ไทยไม่ยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS กับกัมพูชา
พลเรือเอกพัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีบทบาทสำคัญในด้านความมั่นคงทางทะเลและกฎหมายทางทะเล เคยยืนยันไว้ชัดเจนว่า เกาะกูดนั้น เป็นของไทย 100% ในการปฏิบัติงานของกองทัพเรือ กองทัพได้ยึดถือเส้นเขตแดนตั้งแต่หลักเขตที่ 73 และลากระหว่างเกาะกูดกับเกาะกง ตามประกาศของไทยในปี 2516 มาโดยตลอด อีกทั้งกองทัพเรือได้มีการตั้งหน่วยอยู่บนเกาะกูดมานานแล้วด้วย ถ้าหากว่ามีเรือต่างชาติรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนที่ไทยประกาศไว้ กองทัพเรือก็จะมีการจับกุม และดำเนินคดีตามกฎหมายของไทย
ล่าสุด ได้โพสต์ข้อมูลแนวทางที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ระบุว่า ไทยไม่ยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS กับกัมพูชา
“เหตุผลที่ 1 ความเสี่ยงต่อการแบ่งเขตอธิปไตยของประเทศ
การประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) เป็นหนึ่งในวิธีดำเนินการเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ UNCLOS
โดยผลของการดำเนินการจะไม่ผูกพันฝ่ายต่างๆ มีขั้นตอน ตาม UNCLOS ภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 ดังนี้
.png)
.png)
1. ฝ่ายเริ่ม คือ กัมพูชา แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรแก่คู่กรณี คือไทย เพื่อเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ โดยแจ้งรายชื่อผู้ประนอม 2 คนในสัดส่วนของกัมพูชามาในหนังสือดังกล่าวด้วย (ภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 ข้อ 11 วรรค1)
2. หากคู่กรณี คือไทย ไม่ยอมรับกระบวนการประนอม ก็จะไม่ตั้งผู้ประนอมร่วมอีก 2 คน และไม่จำเป็นต้องตอบหนังสือดังกล่าว ในกรณีนี้กัมพูชาสามารถดำเนินกระบวนการประนอมภาคบังคับต่อไปได้ (ภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 ข้อ 12) แต่ในกรณีของติมอร์เลสเตกับออสเตรเลีย ซึ่งออสเตรเลียยอมรับเข้าร่วมกระบวนการประนอม ออสเตรเลียได้ตั้งผู้ประนอมในสัดส่วนของตนอีก 2 คน
3. เมื่อไทยไม่ยอมรับกระบวนการประนอม และไม่ตั้งผู้ประนอมร่วมอีก 2 คน ฝ่ายเริ่มคือกัมพูชาสามารถร้องขอเลขาธิการ UN ให้แต่งตั้งผู้ประนอมอีก 2 คนโดยเลือกจากบัญชีรายชื่อผู้ประนอม (ภาคผนวก 5 ตอนที่ 1 ข้อ 3)
4. ผู้ประนอมตามข้อ 1 และข้อ 3 ทั้ง 4 คน จะแต่งตั้งผู้ประนอมคนที่ 5 เพื่อทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการประนอม โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อผู้ประนอม (ภาคผนวก 5 ตอนที่ 1 ข้อ 3 )
5. คณะกรรมาธิการประนอมตามข้อ 4 ประชุมวินิจฉัยว่ามีอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการหรือไม่ (ภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 ข้อ 13) หากวินิจฉัยว่ามีอำนาจหน้าที่ก็สามารถดำเนินกระบวนการประนอมต่อไปได้ตามภาคผนวก 5 ตอนที่ 1 โดยมีเวลา 12 เดือนที่จะต้องจัดทำรายงาน ข้อสรุปและข้อเสนอแนะให้แล้วเสร็จ
เหตุผลสำคัญที่เสนอให้ไทยไม่ยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS กับกัมพูชา เนื่องจากความเสี่ยงที่จะให้องค์กรต่างประเทศมาชี้นำการแบ่งเขตอธิปไตยของไทย
เพราะพื้นที่พิพาททางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเกิดจากการที่ทั้งสองประเทศต่างประกาศเขตทางทะเลของตนในช่วงปี 2515-2516 นั้น ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน (Overlapping Claims Area : OCA) ตามภาพที่ 1 ไม่ใช่แต่เฉพาะไหล่ทวีปและ EEZ ซึ่งอยู่ห่างชายฝั่งและรัฐมีเพียงสิทธิอธิปไตยในทรัพยากรต่างๆเท่านั้น หากแต่เริ่มทับซ้อนกันตั้งแต่ชายฝั่งทะเลตรงหลักเขต 73 จว.ตราดออกไปถึงกลางทะเลตามภาพที่ 2
พื้นที่ส่วนนี้ คือทะเลอาณาเขต ซึ่งรัฐที่อ้างสิทธิคือไทยและกัมพูชาต่างถือว่าตนมีอำนาจอธิปไตยทั้งนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ เหนือทุกกิจกรรมในพื้นที่นี้โดยสมบูรณ์
ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิทับซ้อนกันในพื้นที่ส่วนนี้ เท่ากับมีอำนาจอธิปไตย 2 ประเทศทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และอันตรายมาก เพราะสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศได้ตลอดเวลาแต่ที่อยู่กันเช่นนี้มาได้กว่า 54 ปี โดยยังไม่มีความขัดแย้งทางทะเลรุนแรง ก็เพราะทั้งสองประเทศต่างเข้าใจสภาวะแวดล้อมในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ปัญหา ข้อจำกัดและข้อพึงปฏิบัติที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบบนพื้นที่ทะเลอาณาเขตเดียวกัน
ขณะนี้ ได้ยกเลิก MOU 44 แล้ว และกัมพูชาก็เพิ่งเข้าเป็นภาคี UNCLOS เมื่อต้นปีนี้ จึงเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะมาเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลระหว่างกันให้ชัดเจน
และเนื่องจากไม่มีองค์กรต่างชาติใดเข้าใจสภาวะแวดล้อมและปัญหาต่างๆในพื้นที่อ่าวไทยตอนบนได้ดีเท่าเจ้าของพื้นที่ คือไทยและกัมพูชา ดังนั้น จึงควรเจรจาแบ่งเขตทางทะเลระหว่างกันเพียงสองฝ่ายในแบบทวิภาคี (Bilateral)ภายใต้กรอบกติกาสากลที่ต่างเป็นภาคีและยอมรับร่วมกันแล้วคือ UNCLOS
ไม่ควรให้มีประเทศหรือองค์กรอื่นใด เช่น คณะกรรมาธิการประนอมหรือศาลระหว่างประเทศใดๆ เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย เพราะเป็นการนำอธิปไตยของประเทศไปขึ้นกับบุคคลไม่กี่คนที่จะเข้ามาเสนอแนะชี้นำไปในแนวทางต่างๆที่ไม่อาจคาดเดาได้ เสี่ยงกับความไม่แน่นอน ทั้งปัญหาความเป็นกลางหรือลำเอียง เหมือนในอดีตที่ไทยเคยได้รับบทเรียนขมขื่นมาแล้วในกรณีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505
ดังนั้น เมื่อกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) กับไทย เพื่อนำไปสู่การแบ่งเขตแดนทางทะเลนั้น เนื่องจากไทยได้ประกาศไว้แล้วเมื่อปี 2554 ในคราวให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ว่าไทย
ไม่ยอมรับวิธีดำเนินการใดๆ ในข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเล
แต่ที่สำคัญ คือ UNCLOS ข้อ 298 วรรค 1 ระบุเป็นข้อยกเว้นว่าการประนอมภาคบังคับ จะใช้กับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นหลังจากที่ UNCLOSมีผลใช้บังคับเมื่อปี 2537 แล้ว ในขณะที่ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาเกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ปี 2515 ดังนั้น ไทยจึงควรใช้สิทธิและความชอบธรรมที่จะประกาศไม่ยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOSกับกัมพูชา”
5. ฝ่ายไทยเรา ต้องใช้พลังอำนาจที่มีอยู่ทุกมิติ ทุกรูปแบบ เพื่อกดดันกัมพูชาให้กลับมาสู่การเจรจาแบบทวิภาคี
เพราะในเรื่องเขตแดน ไม่มีใครคนนอกจะชี้ขาดให้คู่กรณีได้ นอกจากการตกลงกันของสองประเทศ
ถ้าไม่เช่นนั้น ก็กลับมารบกันอีกรอบ
ใครรบเก่งกว่า เอาแผ่นดินและผืนน้ำไป นั่นคือใช้กฎของสงคราม
ถ้าจะรบ ไทยพร้อมรบแน่ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศแต่กัมพูชาพร้อมมั้ย ?
นึกย้อนแล้ว ได้แต่ขอบคุณคนไทย ที่ทำให้ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นพรรคภูมิใจไทยอันดับหนึ่ง เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล มิฉะนั้น ถ้าส้มหรือแดงเป็นแกนนำรัฐบาล สถานการณ์ความมั่นคงของไทยอาจจะเลวร้ายกว่านี้มาก
สารส้ม

ชาคริต-แอน แทบช็อก! น้องโพธิ์ ป่วยหนักเป็นเคสหายาก 3 โรคซ้อน
นายกฯ-ภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
SEC Watch ประกาศชุมนุม 4 ส.ค.นี้ หลัง อนุทิน เบี้ยวข้อตกลงแลนด์บริดจ์-แผนแม่บทพัฒนาภาคใต้
ญี่ปุ่นเร่งกู้ภัย! คาดเหยื่อเสียชีวิตจำนวนมากในห้างดัง หลังแผ่นดินไหวรุนแรง
ทภ.1 นำมวลชน-นร.-นศ. รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี