วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
กรณีที่กระทรวงการคลังประกาศผู้ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อวันที่ 17กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา จำนวน 9.5 ล้านคน จากจำนวนผู้ที่เข้าระบบคัดกรอง 18.8 ล้านคน
แบ่งเป็น 1.ผู้ที่ถือบัตรเดิม 7.2 ล้านคน (จากเดิม 13.18 ล้านคน เนื่องจากบางส่วนไม่มาลงทะเบียนยืนยันรับสิทธิรอบใหม่ รวมถึงคนที่ลงทะเบียนแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ 6 ล้านคน)
และ 2.กลุ่มผู้ได้รับสิทธิใหม่ 2.3 ล้านราย
กระทรวงการคลัง จะเสนอ ครม. ช่วยเหลือผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ได้รับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ในช่วง 2 เดือนที่เหลือ นอกจากนี้ จะประมวลผลกลุ่มผู้มีรายได้น้อยแต่ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยจะนำข้อมูลไปจัดสวัสดิการรูปแบบอื่นเข้ามาดูแลแทน เช่น ผ่านกลไกกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
1. การอุทธรณ์เพื่อขอรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ ภาครัฐต้องอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน พิจารณาตามความเป็นจริง ไม่ใช่เฉพาะในทะเบียน เช่น กรณีรถเป็นซากแล้ว ก็ไม่ควรถือว่าครอบครองรถ เป็นต้น
แต่ประเภทที่มีบัตรเครดิต มีบัญชีซื้อขายหุ้น เป็นกรรมการ เป็นผู้ถือหุ้นบริษัท (ที่ไม่ได้ถูกลักลอบเอาชื่อไปใช้) ฯลฯ แม้จะมีความเดือดร้อนในชีวิตก็ตาม ก็ไม่ควรจะกวาดเข้ามาอยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งหมด
พึงตระหนักว่า นี่คือโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป้าหมาย คือ ช่วยเหลือคนที่ไร้ที่พึ่ง อับจนหนทาง ยากจนข้นแค้นจริงๆ มิใช่โครงการช่วยคนที่เดือดร้อนทั่วไป ซึ่งคนเดือดร้อนย่อมจะมีอยู่หลายสิบล้านคนทั่วประเทศ ควรช่วยเหลือผ่านโครงการอื่นๆ ต่อไป
2. รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์นั้น แบ่งได้หลายแบบ อาทิ
กลุ่มที่เป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด (แม้จะอ้างถูกคนอื่นเอาชื่อไปเป็นกรรมการก็ตาม) จำนวน 114,010 ราย
กลุ่มที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ จำนวน 334,335 ราย
กลุ่มที่มีวงเงินสินเชื่อรวมกันตามฐานข้อมูลของบริษัทเครดิตข้อมูลแห่งชาติ(เครดิตบูโร) จำนวน 2,655,459 ราย
กลุ่มที่มีสินทรัพย์ทางการเงินรวมกันมากกว่า 100,000 บาท จำนวน 866,149 ราย
และกลุ่มที่มีบัตรเครดิต จำนวน 254,202 ราย
อย่างไรก็ตาม ทราบว่า ปัจจุบัน มีประชาชนยื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว 2.9 ล้านราย
โดยร้อยละ 40 เป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการครอบครองรถยนต์ ซึ่งทางการจะพิจารณาทบทวนเพื่อให้ความเป็นธรรมในเรื่องนี้ โดยนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (ดร.เอกนิติ เป็นประธานฯ) ก่อนจะเสนอต่อ ครม.
3. เมื่อวานนี้ (20 กรกฎาคม 2569) ได้มีการแถลงข่าวเกี่ยวกับการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทย
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า กระทรวงคมนาคมได้ทำหนังสือขอให้กระทรวงการคลังทบทวนเกณฑ์ดังกล่าว และในวันพรุ่งนี้จะมีการเสนอปรับเกณฑ์โดยเฉพาะในส่วนของรถยนต์เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
นายสิริพงศ์ ระบุว่า ประเด็นเกี่ยวกับการครอบครองรถยนต์ หลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐระบุว่า ผู้ที่รับสิทธิ์ต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ใดๆ ในรถยนต์ ยกเว้น1. มีรถจักรยานยนต์ความจุไม่เกิน 300 ซีซี 2. มีรถสามล้อ 3. มีรถยนต์ 4 ล้อรับจ้าง และ 4. รถใช้งานเพื่อการเกษตร โดยกำหนดให้มีได้ไม่เกินคนละ 1 คัน
“...ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ประชาชนได้ร้องเรียนเข้ามาว่า บางคนมีรถเก่าที่มีมูลค่าต่ำและไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ไม่ได้นำทะเบียนออกจากระบบ, รถสูญหายหรือสิ้นสภาพแล้วแต่ไม่ได้นำทะเบียนออก, ขายรถไปแล้วแต่ไม่ได้นำทะเบียนออก หรือถูกนำชื่อไปสวมสิทธิเพื่อซื้อรถ ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังเพื่อขอให้ทบทวนเกณฑ์ดังกล่าว โดยในวันพรุ่งนี้จะมีการเสนอเกณฑ์เข้าสู่ ครม. โดยขอให้รถยนต์ที่มีอายุการใช้งาน 20 ปีขึ้นไป หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป รวมถึงการมีรถจักรยานยนต์ความจุไม่เกิน 300 ซีซี จำนวนไม่เกิน 2 คัน หากประชาชนครอบครองรถในลักษณะนี้จะไม่ถูกตัดสิทธิ...
สำหรับรถยนต์ที่สิ้นสภาพไปแล้ว หรือจำหน่ายรถไปแล้วและมีการโอนลอยแต่ไม่ได้ต่อทะเบียน รวมถึงกรณีถูกสวมสิทธิ์ ให้ประชาชนเข้าแจ้งต่อสำนักงานขนส่งจังหวัดเพื่อลงบันทึกข้อมูล โดยแนบหลักฐานประกอบ แต่หากไม่มีหลักฐานก็สามารถจัดทำเป็นบันทึกถ้อยคำได้ ทั้งนี้ หลายภาคส่วนเข้าใจถึงข้อจำกัดในการยื่นอุทธรณ์ จึงจะมีการอำนวยความสะดวกด้วยการนำแบบฟอร์มไปให้ประชาชนกรอกในพื้นที่
…สำหรับเกณฑ์ของนักเรียนนักศึกษานอกระบบ ก็จะมีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน โดยนักเรียนนักศึกษาที่อยู่นอกระบบ สกร. อาชีวะ หรือระดับอื่นๆ ที่ยากจนและเข้าข่ายจะไม่ถูกตัดสิทธิ์ แต่ทางกระทรวงการคลังจะนำองค์ประกอบอื่นมาพิจารณาควบคู่ไปด้วย...” –นายสิริพงศ์กล่าว
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยจะถูกส่งต่อไปยังกระทรวงการคลังเพื่อดำเนินการคัดกรอง ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลในครั้งนี้มีความละเอียดเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ประชาชนบางรายเพิ่งทราบว่าชื่อของตนถูกนำไปใช้เพื่อเป็นกรรมการบริษัท หรือสวมเป็นบัญชีม้า โดยพี่น้องประชาชนสามารถมอบข้อมูลให้แก่กระทรวงมหาดไทยเพื่อนำไปตรวจสอบเพิ่มเติมได้
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังระบุว่า หลักเกณฑ์ที่เกิดขึ้น ต้องการให้โครงการนี้เข้าถึงกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม ซึ่งเรื่องรถยนต์ก็มาจากเรื่องร้องเรียนที่ได้รับมา วันนี้เมื่อเรามีข้อมูลหลังจากการประมวลผลแล้ว จึงต้องนำข้อเท็จจริงมาพิจารณา โดยการปรับเกณฑ์ในครั้งนี้ได้มีการสำรวจข้อมูล ซึ่งที่ผ่านมาทางกระทรวงคมนาคมอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏออกมาและมีการเสนอเรื่องเข้ามา ขั้นตอนต่อไปกระทรวงการคลังก็จะรับเรื่องเพื่อนำไปกำหนดเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการจัดการฐานข้อมูล
4. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรลุงตู่ เกิดขึ้นครั้งแรกในยุครัฐบาลนายกฯลุงตู่
อดีตนายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยกล่าวถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไว้หลายโอกาส
โดยเน้นย้ำเสมอว่า โครงการนี้ ไม่ใช่การแบ่งแยกชนชั้น และไม่ใช่ “บัตรคนจน” แต่เป็นกลไกที่รัฐบาลตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือ ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างความสุขให้แก่ผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง
อดีตนายกฯลุงตู่ เคยระบุว่า ไม่อยากให้สังคมเรียกว่าบัตรคนจน เพราะมองว่าเป็นการตีตรา และแบ่งแยกชนชั้น ถึงกับเคยเสนอให้เรียกชื่อว่า “บัตรแห่งความสุข” เพื่อสะท้อนถึงเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตและเติมเต็มความสุขให้ประชาชน
ในการประชุมแถลงนโยบายและการชี้แจงงบประมาณ อดีตนายกฯลุงตู่ เคยย้ำว่าโครงการนี้ คือ การนำเงินภาษีมาจัดสรรเพื่อ “ให้ความเป็นธรรมกับผู้มีรายได้น้อย”
โดยมีกฎกติกาการคัดกรองที่ชัดเจน ไม่ใช่การแจกเงินอย่างไร้ทิศทาง ไม่ใช่ประชานิยมไร้หลักเกณฑ์ แต่เป็นการช่วยจ่ายในสิ่งจำเป็น เช่น ค่าอุปโภค-บริโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเดินทาง
อดีตนายกฯ ลุงตู่ ยังเคยกล่าวเตือนกลุ่มคนที่มีฐานะ มีที่ดิน หรือมีบ้านหลังใหญ่แต่พยายามแจ้งยอดเงินในบัญชีให้ดูน้อยเพื่อขอรับสิทธิ
โดยขอความร่วมมือให้ “สละสิทธิ และอย่ามาแย่งโอกาสของผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ” พร้อมเคยวางแนวทางให้มีการตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลอย่างเข้มงวดทุกปี เพื่อคัดกรองกลุ่มคนจนไม่จริงออกจากระบบด้วย
ระยะเวลา 6 ปี (ปีงบประมาณ 2561–2566) ในยุครัฐบาลลุงตู่ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรลุงตู่) ได้รับจัดสรรและใช้เงินงบประมาณรวม 333,229 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อย กว่า 14 ล้านคน
“สารส้ม” ได้เขียนไว้ในคอลัมน์นี้ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 ระบุว่า
“....โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (หรือที่หลายคนเรียกว่า บัตรลุงตู่ เพราะเริ่มมีในยุครัฐบาลลุงตู่)
ขณะนี้ รัฐบาลอนุทินกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิ และการตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
มีทั้งให้ผู้ถือบัตรอยู่เดิม 13 ล้านคน ยืนยันขอรับสิทธิต่อ เพื่อภาครัฐจะไปตรวจคัดกรองว่ายังเข้าคุณสมบัติตามบรรทัดฐานใหม่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมา มีคนไม่ได้ยากจน แต่อยากจน ได้รับผลประโยชน์อยู่ใน 13 ล้านคน (สืบเนื่องจากความหละหลวม ไม่ได้อัปเดต ในการลงทะเบียนและตรวจสอบก่อนหน้านี้)
และอีกส่วน คือ ให้มหาดไทยลงพื้นที่ เคาะประตูบ้าน ลุยทุกหมู่บ้าน ตรอกซอกซอย เพื่อค้นหาผู้ตกหล่นที่สมควรเข้ามารับความช่วยเหลือตามโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ
เพราะฉะนั้น แนวทางที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ ถือว่าเป็นสิ่งถูกต้อง สมควรทำ
นั่นคือ “คัดกรองคนเก่า และค้นหาคนที่ตกหล่น”
....ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุว่า
1. การคัดกรองว่าใครจน/ไม่จน ไม่เคยทำได้สมบูรณ์แบบหรือแม้กระทั่งใกล้สมบูรณ์แบบ คือ perfect or near-perfect targeting ไม่มีอยู่จริงในโลกนี้ ห่างไกลมาก exclusion error (ตกหล่น) และ inclusion error (รั่วไหล) ยังคงยืนสูงระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์เสมอในทุกโครงการ targeting ทั่วโลก
2. มีพัฒนาการในเรื่อง targeting methodology มาต่อเนื่อง (ซึ่งผมติดตามและเอาใจช่วยมาตลอด) ไม่ว่าจะขยับจาก proxy means-test แบบที่ไทยใช้ประจำ (และค่อนข้างล้าสมัย เช่น ฐานข้อมูล TPMAP) มาเป็นการใช้ฐานข้อมูลหลากหลายแหล่งมาชนกัน (แบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ใช้กลไกชุมชน ใช้แผนที่ดาวเทียม ใช้ machine- learning ใช้ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ แต่น่าเสียดายว่าแต่ละวิธี (หรือลูกผสม) สามารถลดการตกหล่นและรั่วไหลน้อยกว่าที่คาดหวังกันมาก ส่วนใหญ่ลดได้หลักหน่วย%เท่านั้น หมายความว่า errors ทั้งสองแบบยังสูงอยู่ ระดับ% เลขสองหลัก และอาจสูงถึง 30-70% ได้ (โดยเฉพาะการตกหล่น)....”
จะเห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ คือ ความพยายามที่ดีในการเข้าถึงคนที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจริงๆ
สมควรได้รับการสนับสนุน ส่งเสริม แนะนำอย่างสร้างสรรค์ หรือช่วยทำความเข้าใจต่อสังคม
มิใช่ถูกปั่นกระแสโจมตีหวังผลทางการเมือง เพียงเพราะไม่ใช่รัฐบาลที่ตนเองมีความชอบส่วนตัวหรือมีผลประโยชน์ร่วมบางอย่างกับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล
แน่นอน การคัดกรองโครงการ เป็นสิ่งที่รัฐบาลใดก็ตามทำแล้ว จะมีคนไม่ชอบ มีคนเสียประโยชน์
แต่ยืนยันว่า ต้องสนับสนุนให้ทำ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อประสิทธิภาพโครงการ ตามเจตนารมณ์ลุงตู่
โดยในการคัดกรอง หากข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่อัปเดต เช่น ครอบครองซากรถเก่าไม่มีสภาพใช้งานแล้ว แต่ยังอยู่ในระบบทะเบียน ก็ควรช่วยเหลือให้สิทธิประชาชน ในขั้นตอนอุทธรณ์ที่มีอยู่ เป็นต้น
อีกทั้ง ในคนลงทะเบียน 18.8 ล้านคนรอบนี้ ส่วนหนึ่งมาจากผู้ไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มหาดไทย พ.ศ.นี้ได้ลงพื้นที่สำรวจเชิงรุกทั่วประเทศ 5.38 ล้านคนด้วย ก็ควรนำข้อมูลจริงตามสภาพจริง มาพิจารณาประกอบการอุทธรณ์
อย่าไปหลงกลพวกผสมโรง ปั่นวาทกรรมโจมตี ใส่ร้าย สาดโคลนคนทำงาน หรือปั่นกระแสว่ารัฐบาลถังแตก ไม่ช่วยคนจน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์ อนุทิน ออกไป...ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการคัดกรองเพื่อประสิทธิภาพของโครงการ
สารส้ม

ไผ่ ลิกค์ โพสต์เดือด แฉมีปิดห้องคุยแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมจริง
ลองนาคาเฟ่ EP.11 พาชมวิธีพลิกดินเสีย ให้เป็นดินสวย! สร้างพื้นที่สีเขียวด้วยสองมือ
วัส ติงสมิตร ชี้คดี หมอสรณ ไม่ใช่แค่เรื่องคุณสมบัติ แต่คือปัญหาอำนาจ และบททดสอบกฎหมายมหาชนไทย
เตือนภัยด่วน! มิจฉาชีพแฝงตัวในมหาวิทยาลัย อ้างขายคอร์สซัมเมอร์ ลวงนิสิตขึ้นรถเรียกค่าไถ่
งงมาก! เอ็ดดี้ ข้องใจปม เนติวิทย์ ปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร ถาม แบบนี้ คนอื่นๆ ไม่ทำตามกันหรือ?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี