วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี
เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังนำมติคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมที่มีการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขยายสิทธิสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการให้ได้รับสิทธิต่อเนื่อง ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน และขยายเวลาการทบทวนสิทธิไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้
พร้อมปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณา เช่น การถือครองรถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์เกิน 15 ปี รวมถึงกรณีการโอนลอย, การปรับปรุงข้อมูลของนักศึกษานอกระบบ ฯลฯ เพื่อช่วยให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นผู้ยากจนยังคงได้รับสิทธิตามเดิม
1. เตรียมมาตรการเพิ่มทักษะอาชีพ ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯที่อยู่ในวัยทำงาน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า
รัฐบาลได้ขยายเวลาการใช้สิทธิให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมจำนวน 13.18 ล้านคน ออกไปอีก 2 เดือน (สิงหาคมและกันยายน 2569) เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเพียงพอในการตรวจสอบสถานะสิทธิของตนเอง ไม่ต้องกังวลใจ เนื่องจากรัฐบาลได้รับฟังเสียงสะท้อนจากสังคม และต้องการให้กระบวนการตรวจสอบข้อมูลเป็นไปอย่างรอบคอบที่สุดก่อนที่จะเริ่มบังคับใช้หลักเกณฑ์ใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
“..การเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากโครงการไม่ได้เปิดรับลงทะเบียนมาเป็นเวลานานถึง 5 ปี ทำให้มีผู้มีรายได้น้อยที่ตกหล่นได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบใหม่มีความละเอียดและแม่นยำมากขึ้น ทำให้ภาครัฐสามารถจำแนกข้อมูลตามช่วงอายุได้อย่างชัดเจน โดยจากจำนวนผู้ผ่านการคัดกรองเบื้องต้นกว่า 9 ล้านคน พบว่า มีประชาชนวัยทำงานอายุระหว่าง 18–60 ปี มากกว่า 5 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีทรัพย์สินและไม่มีรายได้
รัฐบาลจึงเตรียมนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะการผลักดันนโยบาย Upskill และ Reskill เพื่อเพิ่มทักษะอาชีพ สร้างโอกาสในการมีรายได้ที่ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ถือบัตรในวัยทำงานให้พึ่งพาตนเองได้ แทนการพึ่งพาความช่วยเหลือด้านสวัสดิการเพียงอย่างเดียว
...เมื่อเรามีข้อมูลที่ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น ก็จะสามารถออกแบบมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม และดูแลประชาชนได้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น” -นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้าย
2. ย้อนกลับไปที่การประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 10/2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
ที่ประชุมได้รับทราบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการขอทบทวนสิทธิและการขอแก้ไขข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 จากหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ที่ประชุมได้มีข้อสรุปในเบื้องต้น ประกอบด้วย
“1. เห็นควรขยายเวลาการรับสิทธิสำหรับผู้มีบัตรฯ ในปัจจุบันให้ได้รับต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (เดิมเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) โดยผู้มีบัตรฯ ในปัจจุบันไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม และให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ทุกกลุ่มเริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ในระหว่างช่วงการทบทวนสิทธิของโครงการปี 2569
2. เห็นควรขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิเป็นถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (เดิมเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) ผ่าน 4 ช่องทางหลักของโครงการ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) และขยายเวลาในการติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลเพื่อแก้ไขข้อมูลได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 (เดิมเป็นวันที่ 16 สิงหาคม 2569)
.png)
3.เพื่อให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐมีความแม่นยำ ครอบคลุม และสอดคล้องกับสภาวะของประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งไม่เป็นภาระกับประชาชนในการยื่นทบทวนสิทธิ จึงเห็นควรกำหนดแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบของเกณฑ์ต่างๆ อาทิ
กรณีเกณฑ์กรรมสิทธิ์ในการถือครองรถ ให้มีการปรับปรุงข้อมูลสำหรับผู้ถือครองรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี ที่มีมูลค่าต่ำ และกรณีผู้ถือครองรถจักรยานยนต์ที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระและยังมีภาระทางการเงิน รวมถึงกรณีมีการจำหน่ายรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ให้บุคคลอื่นแล้วแต่มิได้มีการแจ้งต่อนายทะเบียน(โอนลอย) รวมทั้งกรณีถูกสวมสิทธิในกรรมสิทธิ์รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์จากการแอบอ้างชื่อเพื่อใช้ในการจดทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
กรณีเกณฑ์สถานะนักเรียนหรือนักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลของการศึกษานอกระบบและไม่อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ
กรณีเกณฑ์ผู้ถือหุ้นและกรรมการในบริษัทของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ปรับปรุงข้อมูลกรณีเป็นวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม
กรณีเกณฑ์บัญชีตราสารหนี้และหลักทรัพย์ ให้ปรับปรุงข้อมูลของการมีบัญชีตราสารหนี้และหลักทรัพย์ โดยคำนึงถึงการเคลื่อนไหว (Active) ของบัญชี....
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน กระทรวงมหาดไทยมีการสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ผ่านกลไกของจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ในลักษณะจุดให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในแต่ละพื้นที่ (One Stop Service) เพื่อให้คำแนะนำ ประสานการตรวจสอบข้อมูล อำนวยความสะดวกในการยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องเป็นปัจจุบันตามขั้นตอนต่างๆ ของโครงการ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างสะดวกและทั่วถึง ซึ่งกระทรวงการคลังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานแก่ประชาชนที่ยังมีความจำเป็น...”
3. ข้อมูลตัวเลขที่ต้องขีดเส้นใต้ คือ
ประเทศไทยมีผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประมาณ 11 ล้านคน
ในจำนวนนี้ ถึงเกณฑ์และจ่ายภาษีจริงๆ ประมาณ 4 ล้านคน
ส่วนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐที่ต้องการช่วยกลุ่มคนที่ยากจนข้นแค้นไร้ที่พึ่งจริงๆ ปรากฏว่า มีจำนวนผู้ที่เข้าระบบคัดกรอง 18.8 ล้านคน
ผ่านเกณฑ์เบื้องต้น จำนวน 9.5 ล้านคน
แบ่งเป็น 1. ผู้ที่ถือบัตรเดิม 7.2 ล้านคน (จากเดิม 13.18 ล้านคน เนื่องจากบางส่วนไม่มาลงทะเบียนยืนยันรับสิทธิรอบใหม่ รวมถึงคนที่ลงทะเบียนแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ 6 ล้านคน)
และ 2.กลุ่มผู้ได้รับสิทธิใหม่ 2.3 ล้านราย (คนกลุ่มนี้ไม่เคยได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐเลย)
ขณะนี้ อยู่ในช่วงอุทธรณ์ และปรับเกณฑ์ ต้องรอดูว่าจะมีคนได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกี่ล้านคน
อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลปัจจุบันมีแนวทางจะช่วยคนยากจนจริงๆไม่ให้ตกหล่น และคัดกรองคนที่ไม่ยากจนข้นแค้นจริงๆ ออกไปจากโครงการนี้ (ยังมีโครงการช่วยเหลืออื่นอีกกว่า 71 โครงการ สำหรับผู้ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)
4. การคัดกรอง นับเป็นความกล้าหาญ ต้องทำ เพื่อรักษาวินัยคลัง ใช้งบคุ้มค่าเงินถึงกลุ่มเป้าหมาย
การที่รัฐบาลคัดกรอง คือ ความพยายามที่ดีในการเข้าถึงคนที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจริงๆ
สมควรได้รับการสนับสนุน ส่งเสริม แนะนำอย่างสร้างสรรค์ หรือช่วยทำความเข้าใจต่อสังคม
มิใช่ถูกปั่นกระแสโจมตีหวังผลทางการเมือง เพียงเพราะไม่ใช่รัฐบาลที่ตนเองมีความชอบส่วนตัว หรือมีผลประโยชน์ร่วมบางอย่างกับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “คนจนมีสิทธิไหมครับ” (สำรวจระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2569) จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน รวมถึงผู้ที่ไม่มีรายได้ กระจายทุกภูมิภาค จำนวน 1,850 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน
4.1 เมื่อถามถึงการเคยได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 53.78 ระบุว่า เคยได้รับ
ร้อยละ 46.22 ระบุว่า ไม่เคยได้รับ
4.2 ด้านการลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 51.73 ระบุว่า ได้ลงทะเบียน แต่ไม่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
รองลงมา ร้อยละ 24.65 ระบุว่า ไม่ได้ลงทะเบียน
และร้อยละ 23.62 ระบุว่า ได้ลงทะเบียน และได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
4.3 เมื่อสอบถามผู้ที่ได้ลงทะเบียน แต่ไม่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 957 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความรู้สึกที่ไม่ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 43.26 ระบุว่า ไม่โกรธเลย
รองลงมา ร้อยละ 21.53 ระบุว่า โกรธมาก
ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ
และร้อยละ 14.52 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ
4.4 เมื่อสอบถามผู้ที่ได้ลงทะเบียน และได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 437 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล ภายหลังได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 36.84 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร
รองลงมา ร้อยละ 32.49 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล
ร้อยละ 19.00 ระบุว่า จะได้หรือไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว
และร้อยละ 11.67 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล
5. สิ่งที่โครงการนี้ ควรเป็น คือ การช่วยเหลือกลุ่มที่ยากจนข้นแค้นจริงๆไร้ที่พึ่งจริงๆ ไม่ใช่ช่วยแบบหว่านแห นั่นจึงมีความจำเป็นต้องคัดกรอง
ไม่ควรมีคนจนจริงๆ คนไหน ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เช่นเดียวกัน ไม่ควรมีคนไม่ยากจนข้นแค้นจริงๆ เล็ดลอดเข้าไปรับความช่วยเหลือ
และแนวทางที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือดูแลคนยากจนกลุ่มนี้ (โดยเฉพาะในวัยทำงาน) ให้มีทักษะอาชีพ มีรายได้ มีความมั่นคงในชีวิตพื้นฐาน คือสิ่งที่ถูกต้อง ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน
เพราะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มิใช่สวัสดิการตลอดชีพ รัฐต้องไม่ทำให้คนจนยากจนไปตลอดชีพ
สารส้ม

ศธ.ปฏิรูปดิจิทัลครั้งใหญ่ ประเสริฐ ประกาศเริ่ม MoE Digital Era 2570 เชื่อมข้อมูลทั้งระบบ ตั้งเป้าใช้จริงใน 6 เดือน
รมว.ต่างประเทศลิทัวเนีย วางพวงมาลาถวายสักการะพระโกศ สมเด็จพระพันปีหลวง และ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
เชียงใหม่น่าห่วง! พบติดเชื้อ HIV ทะลุ 2.3 หมื่น เพิ่มเฉลี่ยวันละ 2 คน พุ่งเป้ากลุ่มวัยรุ่น 15-24 ปี
อนุทิน โพสต์ภาพคู่ เนวิน-พิพัฒน์ สยบข่าวร้าว เขียนแซว สัมพันธ์ ' #นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée '
พูโลยันมาเลเซียไม่เกี่ยวเรื่องเงินทุนในเหตุป่วนใต้ เตือนหากกล่าวหาโดยไร้หลักฐานอาจกระทบสัมพันธ์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี