วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ความจริงคลี่คลายลงไปได้ระดับหนึ่งเรียกว่าแทบจะสงบ ก็คือในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2523-2531 ด้วย“นโนบายใต้ร่มเย็น” ที่มี พล.อ.หาญ ลีนานนท์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในเวลานั้นเป็นผู้ขับเคลื่อน โดยเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2524 ภายใต้ยุทธศาสตร์“การเมืองนำการทหาร”
ปรากฏว่า เมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มี“ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศในปี 2544 สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคก็กลับลุกโชนขึ้นมาใหม่ โดยในปี 2545 “ทักษิณ”ได้เปลี่ยนนโยบายการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชนิดที่รื้อทิ้งโครงสร้างเดิมทั้งหมดที่ทำมาดีอยู่แล้ว
เริ่มจากยุบหน่วยงานบริหารพิเศษ คือ “ศอ.บต.” และเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหมือนกับจะฟื้น“รัฐตำรวจ”เฉกเช่นสมัย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เจ้าของวาทกรรม“ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” เมื่อครั้งเป็นอธิบดีกรมตำรวจในยุลรัฐบาลเผด็จการ“จอมพล ป.พิบูลสงคราม”
พร้อมกับการสั่งยุบ “ศอ.บต.” หรือ“ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” อันเป็นองค์หลักเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ก่อตั้งในปี 2524 สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยขึ้นตรงต่อสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มีรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อำนวยการศูนย์ กำกับดูแลเรื่องการพัฒนานั้น “ทักษิณ ชินวัตร”ก็ได้โยกอำนาจของ “พตท.43” หรือ“กองบัญชาการผสมพลเรือน-ตำรวจ-ทหารที่ 43” ที่ขึ้นตรงกับแม่ทัพภาคที่ 4 และดูแลเรื่องการปราบปราม ไปไว้ในไว้ในมือตำรวจ
ในเวลาต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายทหารกองพันพัฒนาที่ 4 หรือ‘ค่ายปิเหล็ง’ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 เหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นผลให้ทหารในค่ายแห่งนี้เสียชีวิต 4 นาย และปืน“M.16” รวมทั้งปืนพกขนาด 11 ม.ม. ถูกปล้นไปรวมทั้งหมด 413 กระบอก อันเป็นที่มาของคำว่า“โจรกระจอก”ที่“ทักษิณ ชินวัตร” กล่าวสบประมาทผู้ก่อความไม่สงบที่ปล้นปืนอย่างอหังการ์
เหตุการณ์ปล้นปืนครั้งนั้น จะเรียกว่าเป็น“ปฐมบทรอบใหม่”ของสถานการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสืบเนื่องมาถึงปัจจุบันนี้ก็ไม่ผิดนัก เพราะ“ทักษิณ ชินวัตร”คือผู้ดำเนินนโยบายผิดพลาด โดยใช้ความรุนแรงจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายมั่นคงทั้งทางทหารและตำรวจ มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถจับกุมตัวและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล สามารถปิดล้อมทุกหมู่บ้านและตรวจค้นได้ทุกเวลา ส่งผลให้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยโดยไม่มีการสอบสวน และเมื่อจับกุมตัวไปแล้วก็ยังมีการทรมารด้วยวิธีการโหดเหี้ยมเพื่อบังคับให้สารภาพและแจ้งข้อมูลเบาะแสต่างๆ
และที่หนักหนาสาหัสยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามหาตัวคนร้ายและควานหาปืนที่ถูกปล้นกลับคืนมาได้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะฝ่ายทหารที่มี พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ลูกพี่ลูกน้องของ“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้ใช้มาตรการกดดันและใช้ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น นั่นจึงเท่ากับยิ่งเพาะเชื้อความคับแค้นของคนมุสลิมในพื้นที่ให้เพิ่มสูงยิ่งขึ้นตามไปด้วย
อีกทั้ง ยังตามมาด้วยเหตุโศกนาฎกรรม“กรือเซะ-สะบ้าย้อย” ในวันที่ 28 เมษายน 2547 โดยเหตุการณ์ที่“กรือเซะ” อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ใช้อาวุธสงครามถล่มยิงเข้าไปในตัวอาคาร“มัสยิสกรือเซะ” จนมีผู้เสียชีวิต 32 ศพ และที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เหตุเกิดในวันเดียวกัน มีผู้เสียชีวิต 19 ศพ รวมแล้วเหตุกาณ์ในวันเดียวหันนั้นเกิดขึ้นทั้งหมด 11 จุดใน 3 จังหวัด คือ ปัตตานี, ยะลา และสงขลา มีคนไทยมุสลิมเสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 108 ศพ
จากนั้นถัดมาอีกไม่กี่เดือนในปีเดียวกัน ก็เกิดโศกนาฎกรรมอีกหนึ่งเหตุการณ์ คือเหตุการณ์“ตากใบ” จากการสลายการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 มีคนไทยมุสลิมเสียชีวิต 85 ศพ
ตั้งแต่ยุค“ทักษิณ ชินวัตร”มาจนถึงวันนี้ ไม่เพียงแต่สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะไม่มีทีท่าว่าจะยุติเท้านั้น “ทักษิณ”ก็ยังมีหน้ามาสร้างภาพว่าจะ“ดับไฟใต้” จากการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 สมัยรัฐบาล“แพทองธาร ชินวัตร”ที่มี“ภูมิธรรม เวชยชัย”เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ด้วยการกล่าว“ขออภัย” ต่อคนไทยมุสลิมกับเหตุการณ์ตากใบ โดยเลี่ยงที่จะใช้คำว่า“ขอโทษ”
การสร้างภาพของ“ทักษิณ ชินวัตร”จากการเดินทางลงพื้นที่ภาคใต้ โดยสวมหมวกที่ปรึกษา“อันวาร์ อิบราฮิม”นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ในครั้งนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ชื่อ“ภูมิธรรม เวชยชัย” ข้าเก่าเต่าเลี้ยงของ“ทักษิณ”ถึงกับ“มโน”ว่า “ปีนี้น่าจะเห็นสัญญาณที่ชัดเจน จะมีทิศทางที่ดีขึ้น และปีหน้าจะหาทางจบเรื่องนี้” นั่นก็หมายความว่าปี 2569 ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะสงบ
เมื่อถึงวันนี้ก็ต้องถามต่อว่า“จบชั่วโมงไหน” เพราะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมาคือคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบขบวนการ“BRN”ได้ใช้อาวุธสงครามโจมตีจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ทหารพรานในพื้นที่บ้านตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย และชาวบ้านได้รับบาดเจ็บหลายราย ซึ่งมีเด็กหญิงอายุ 3 ปีและเด็กชายอายุ 10 ปี กับ 15 ปีรวมอยู่ด้วย
จึงถูกต้องแล้ว ดังคำประกาศของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเลขาธิการ กอ.รมน. ที่ประกาศเสียงดังฟังชัดว่า “ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่ามั่ง...คนที่ทำ ใครจะช่วยอะไรก็แล้วแต่ ประเทศไหนที่ช่วยก็แล้วแต่ เราจะตามล่าด้วย”
นั้นก็เพราะ“ชัยชนะของสงครามคือชัยชนะบนโต๊ะเจรจา” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ศธ.ปฏิรูปดิจิทัลครั้งใหญ่ ประเสริฐ ประกาศเริ่ม MoE Digital Era 2570 เชื่อมข้อมูลทั้งระบบ ตั้งเป้าใช้จริงใน 6 เดือน
รมว.ต่างประเทศลิทัวเนีย วางพวงมาลาถวายสักการะพระโกศ สมเด็จพระพันปีหลวง และ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
เชียงใหม่น่าห่วง! พบติดเชื้อ HIV ทะลุ 2.3 หมื่น เพิ่มเฉลี่ยวันละ 2 คน พุ่งเป้ากลุ่มวัยรุ่น 15-24 ปี
อนุทิน โพสต์ภาพคู่ เนวิน-พิพัฒน์ สยบข่าวร้าว เขียนแซว สัมพันธ์ ' #นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée '
พูโลยันมาเลเซียไม่เกี่ยวเรื่องเงินทุนในเหตุป่วนใต้ เตือนหากกล่าวหาโดยไร้หลักฐานอาจกระทบสัมพันธ์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี