ปัญหาเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ“บัตรคนจน”ที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในเวลานี้ หลังจากรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยกระทรวงการคลังภายใต้การกำกับดูแลของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีมาตรการทบทวนและปรับกฎเกณฑ์ใหม่ จึงทำให้ประชาชนกว่า 9.3 ล้านรายต้องหลุดออกจากระบบ ซึ่งถ้าพูดตามข้อเท็จจริงโดยไม่มีอคติใดๆ ต้องถือว่ารัฐบาลทำถูกต้องและมาถูกทางแล้ว
แน่นอนว่า ประชาชนที่เคยได้รับสิทธิอยู่ก่อนแล้วและชื่อต้องหลุดไป ย่อมต้องไม่พอใจเป็นธรรมดา แต่ปัญหาซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่มีอยู่จริง ก็คือ ระบบฐานข้อมูลคัดกรองนั้นมีข้อบกพร่องโดยมิอาจปฏิเสธได้ จึงทำให้โครงการนี้ไม่สามารถคัดสรรกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือพูดให้ชัดก็คือมีประชาชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ด้วยระบบฐานข้อมูลมที่มีความบกพร่อง
ปัญหาดังกล่าวนี้ จากการให้สัมภาษณ์ของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมวานนี้ ถือว่าพูดได้ชัดเจน โดยกล่าวว่า โครงการ“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”หรือ“บัตรคนจน”นี้ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง จึงต้องมีเกณฑ์คัดกรองที่เข้มงวด และจากการรับฟังข้อร้องเรียนพบว่า ยังมีประชาชนบางกลุ่มที่ต้องหลุดออกจากระบบ กระทรวงการคลังจึงได้ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยจัดตั้งศูนย์บริการ“One Stop Service” เพื่ออำนวยความสะดวกในการทบทวนสิทธิให้แก่ประชาชน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้รายละเอียดว่า ตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการนำผู้มีสิทธิรายใหม่เข้าระบบ“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” แต่ล่าสุดได้นำกลุ่มตกหล่นเข้าระบบเพิ่มขึ้นกว่า 2.3 ล้านคน และจากการตรวจสอบฐานข้อมูลของประเทศ พบกรณีชื่อของประชาชนถูกนำไปสวมสิทธิเพื่อจดทะเบียนบริษัท, ซื้อหุ้น และเป็นกรรมการบริษัท หรือใช้ลดหย่อนภาษี ฯลฯ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผู้นี้ ยังกล่าวด้วยว่า “ผมเห็นใจผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ เราจะขยายเวลาอุทธรณ์และพยายามดูแลอย่างเต็มที่ ซึ่งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือเท่านั้น แต่รัฐยังมีสวัสดิการอื่นๆ รวมกว่า 72 ประเภท ทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, เบี้ยความพิการ และสวัสดิการด้านการศึกษา ซึ่งทุกคนยังได้รับสิทธิตามปกติ”
ตามไปดูต่อว่า โครงการนี้ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อยนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร พบว่าริเริ่มโดยรัฐบาล คสช.ของ“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ในปี 2559 ซึ่งในเบื้องต้นมีประชาชนเข้าร่วมโครงการ 8 ล้านคน และต่อมาในปี 2560 รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ได้เปิดให้มีการลงทะเบียนเพิ่มเติมขึ้นอีก มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 14 ล้านคน แต่มีผู้ที่ผ่านเกณฑ์และได้รับสิทธิจริงเพียง 11.4 ล้านคน
ในระยะแรกที่เริ่มโครงการ รัฐบาลแบ่งกลุ่มผู้ได้รับสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มตามฐานรายได้ คือ กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี ได้รับวงเงินช่วยเหลือ 300 บาทต่อเดือน และกลุ่มที่มีรายได้เกิน 3 หมื่นบาท-1 แสนบาทต่อปี ได้รับวงเงินช่วยเหลือ 200 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ ตลอดช่วงเวลา 9 ปี นับตั้งแต่โครงการนี้ดำเนินการมา รัฐใช้งบประมาณสะสมไปแล้วกว่า 5.28 แสนล้านบาท ซึ่งสิทธิประโยชน์หลักที่ผู้ถือ“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”ได้รับการช่วยเหลือ ก็คือ เงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทต่อคนต่อเดือน โดยใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้าฯ, เงินส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน, เงินค่าเดินทางรถสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน ครอบคลุมทั้ง“ขสมก.-บขส.-รถไฟ-รถไฟฟ้า-เรือโดยสาร”, เงินส่วนลดค่าน้ำประปา 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และเงินส่วนลดค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน เป็นต้น
สรุปก็คือ อย่างที่รองนายกฯเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้สัมภาษณ์ดังที่ยกมาข้างต้นว่า เป้าหมายของรัฐบาลที่นำโครงการ“บัตรคนจน”มาทบทวนใหม่ ก็เพื่อต้องการคัดกรองผู้ได้รับสิทธิที่แท้จริง และเพื่อให้งบประมาณถึงมือผู้ที่เดือดร้อนที่สุดจริงๆ อีกทั้งการทบทวนครั้งนี้ ยังทำให้สามารถนำกลุ่มที่ตกสำรวจและเดือดร้อนจริงๆ เข้าสู่ระบบได้เพิ่มขึ้นกว่า 2.3 ล้านคน
บรรทัดนี้ ก็ต้องขอยืนยันจากประสบการณ์จริงว่า มีประชาชนคนไทยในต่างจังหวัดจำนวนไม่น้อย ซึ่งไม่ใช่กลุ่มเปราะบาง มีกิจการร้านค้า มีบ้านให้เช่า ใส่ทองเส้นโต แต่กลับได้รับสิทธิ“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี